ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 610 ข้าคิดว่าข้าท้องแล้ว
บทที่ 610 ข้าคิดว่าข้าท้องแล้ว
ถ้าเย่อวี๋หรานรู้ว่าหลิวซื่อคิดอะไรอยู่คงถึงกับกุมขมับเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่นางไม่ใช่พยาธิในท้องของหลิวซื่อ จึงไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ เพียงเห็นว่าสีหน้าของสะใภ้รองไม่ค่อยดีเท่าไหร่
นางหันมาพูดกับจูเอ้อร์ว่า “เจ้ารอง พาเมียเจ้าไปหาหมอหน่อย ระวังด้วย ข้างนอกหิมะเพิ่งตก พื้นค่อนข้างลื่น ค่อย ๆ เดิน”
“ขอรับ” จูเอ้อร์ได้ยินหลิวซื่อพูดว่าอาจมีข่าวดีก็รู้สึกดีใจมาก
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชาย มารดาของเขายังพูดแบบนั้นแล้วย่อมต้องปฏิบัติตาม
หลิวซื่อไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ไม่อาจทำอย่างไรกับจูเอ้อร์ ได้แต่ตามเขาออกไปหาหมอแต่โดยดี
พอออกมาถึงข้างนอก นางยังกระซิบว่า “หาหมอ หาหมอ หาหมอทีก็ต้องใช้เงิน ท่านแม่ก็จริง ๆ เลย ข้าบอกแล้วว่าข้าอาจมีข่าวดีก็ได้ ทำไมท่านแม่ถึงไม่เชื่อข้า?”
นางพล่ามไม่หยุด ตอนแรกจูเอ้อร์ก็ไม่ได้สนใจนาง แต่นางยิ่งพูดก็ยิ่งล้ำเส้น ทำให้อารมณ์ดี ๆ ในตอนแรกหายวับไปจนหมด
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? แม่ข้าให้เจ้าไปหาหมอ หมอจะวินิจฉัยผิดงั้นรึ? เจ้าเป็นหมอหรือไร รู้ด้วยว่าตัวเองท้องหรือไม่ท้อง?” เขาชักสีหน้า
“ข้า…ข้าไม่ใช่หมอก็จริง แต่ข้าเป็นแม่ของลูกนะ ท้องหรือไม่ท้อง ลูกอยู่ในท้องข้าหรือไม่อยู่ ข้าจะไม่รู้เชียวหรือ?” หลิวซื่อเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
จูเอ้อร์ได้ยินนางพูดอย่างนั้นก็เริ่มโมโห “ใช่ ๆๆ เจ้ารู้ เจ้ารู้ทุกอย่าง งั้นเจ้าก็บอกมาสิว่าเจ้าท้องหรือไม่ท้อง?”
“ข้าต้องรู้อยู่แล้วสิ ข้าก็บอกไปแล้วนี่นา ข้าคิดว่าตัวเองท้องแล้ว แต่แม่เจ้าไม่เชื่อ ต้องให้ข้าไปหาหมอให้ได้”
จูเอ้อร์ไร้คำจะพูด “เจ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปสิ”
หลิวซื่อพลันชะงักฝีเท้า “ไม่ไปก็ไม่ไป คิดว่าข้าอยากไปนักรึ? ในท้องข้าคือลูกหลานสกุลจูของพวกเจ้านะ ไม่ใช่ลูกหลานสกุลหลิวของพวกข้าเสียหน่อย”
พูดจบก็วกกลับไปทันที
จูเอ้อร์ค่อยได้สติคืนมา รีบดึงนางเอาไว้ “นี่ ทำไมเจ้าเป็นคนแบบนี้นะ? พูดจาอยู่ดี ๆ ก็ของขึ้นเสียแล้ว เอาล่ะ ๆ เลิกทะเลาะกัน รีบไปเถอะ ท่านแม่ให้พวกเรารีบไปรีบกลับนะ…”
ตอนแรกตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมคน สุดท้ายกลายเป็นข่มขู่อีกฝ่ายไปเสียอย่างนั้น
เขาสำทับมาอีกว่า “ไม่ให้ท่านหมอตรวจก่อน กลับไปจะบอกท่านแม่ว่าอะไร?”
วิธีนี้กลับใช้ได้ผลกับหลิวซื่อ ท่าทางเดินตัวปลิวของนางเชื่องช้าลงทันตาเห็น
“เจ้าให้ข้าไปเองนะ ข้าไม่ได้อยากไปเสียหน่อย” หลิวซื่อยังคงปากแข็ง
จูเอ้อร์ยอมแพ้ “ใช่ ๆๆ ข้าให้เจ้าไปเอง”
สองสามีภรรยาเดินไปถึงเรือนของหมอชาวบ้านอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก
ยามนั้น ครอบครัวของหมอชาวบ้านก็ก่อกองไฟไว้ในเรือนเช่นกัน คนทั้งบ้านกำลังนั่งผิงไฟกันอยู่
ในช่วงเวลานี้ หากไม่มีเรื่องใหญ่อะไร คนทั่วไปก็จะไม่เชิญเขาไปตรวจโรค
เหตุผลข้อแรกคืออากาศหนาว ไม่มีใครอยากออกมาข้างนอก อีกข้อคือใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไม่เป็นมงคล
ดังนั้น เมื่อภรรยาของหมอชาวบ้านได้ยินเสียงดังมาจากประตูเรือนจึงค่อนข้างประหลาดใจ
“ใครกันน่ะ? อากาศหนาวขนาดนี้ยังมาที่เรือนพวกเราอีก?”
“อาจเป็นเรื่องด่วนกระมัง พวกเจ้าไม่ต้องออกไปหรอก ข้าจะไปดูเอง” หมอชาวบ้านสวมชุดคลุมตัวหนาแล้วเดินออกไปข้างนอก
เมื่อเขาเปิดประตูเรือนออกไปเห็นจูเอ้อร์กับภรรยาก็ค่อนข้างประหลาดใจ เพราะทั้งสองสีหน้ายังดีอยู่ ไม่คล้ายจะเป็นคนป่วย
“พวกเจ้ามาทำอะไรหรือ…”
จูเอ้อร์จึงชี้แจงสาเหตุที่มาเยือน
ครั้นหมอชาวบ้านได้ยินว่าเป็นเรื่องดีก็เชิญคนทั้งสองเข้าไปในเรือนทันที
หลิวซื่อยังคงบ่นอย่างไม่พอใจ “ท่านหมอ ท่านคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ? ข้าบอกแล้วว่าข้าอาจตั้งท้องก็ได้ แต่กลับไม่มีใครเชื่อข้าสักคน ต้องให้ข้ามาตรวจให้ได้…”
คำพูดแบบนี้ หมอชาวบ้านย่อมไม่กล้าตอบรับ เขาเชิญสองสามีภรรยาเข้าไปนั่งผิงไฟในห้องครัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ภรรยาของเขาบอกให้พวกเด็ก ๆ สละที่นั่งให้แขกผู้มาเยือน
เด็กโตรู้ความแล้ว แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า ลุกออกไปแต่โดยดี
แต่เด็กที่ยังเล็กอยู่ไม่เหมือนกัน พอใจหรือไม่พอใจเพียงมองสีหน้าก็รู้ได้ทันที
เวลานี้หลิวซื่อกำลังอารมณ์ดีจึงไม่ถือสา ยังยิ้มชมลูก ๆ ของหมอชาวบ้านว่าหน้าตาดี ชายหล่อ หญิงสวย วันหน้าหากจะหาลูกสะใภ้หรือแต่งลูกสาวล้วนไม่มีปัญหา
หมอชาวบ้านบอกให้ภรรยาไปหยิบกล่องเครื่องมือตรวจรักษาของตนออกมา และพาพวกเด็ก ๆ ออกไปข้างนอก
พวกเด็ก ๆ ไม่เต็มใจเลยสักนิด แต่ไม่กล้าขัดคำสั่งของหมอชาวบ้าน หลังจากออกมาแล้วก็บ่นกับมารดา “ทำไมท่านพ่อต้องทำแบบนี้ด้วย? พวกเขามาแค่สองคนก็ไล่พวกเราออกมาจนหมด ไม่รู้หรือว่าข้างนอกมันหนาวนะ”
พวกเด็ก ๆ กระชับแขนเสื้อ หนาวจนร่างสั่นสะท้าน
ภรรยาของหมอชาวบ้านสงสารลูก ๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ปลอบโยนพวกเขาว่า “พวกเขามาหาหมอ อีกเดี๋ยวก็กลับไปแล้ว ไม่นานหรอก ถ้าพวกเจ้าหนาวก็ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว”
นางไม่กล้าชักช้า กลับเข้าห้องไปหยิบกล่องเครื่องมือของหมอชาวบ้านแล้วรีบนำไปส่ง
ภายในครัว ไฟในกองไฟถูกเขี่ยจนโหมแรง
หลิวซื่อยื่นมือออกไปตรงหน้าหมอชาวบ้านด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว
แต่ในใจนางกลับไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้น
ตกลงว่าท้องหรือเปล่านะ?
ทำไมท่านหมอตรวจช้าเช่นนี้?
หมอชาวบ้านบอกให้นางยื่นมืออีกข้างออกมา
หลิวซื่อ “…”
แค่ตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่เท่านั้นเอง ต้องทำขนาดนี้เลย?
ต้องทำถึงขั้นนั้นจริง ๆ เนื่องจากอายุครรภ์ยังน้อย หมอชาวบ้านไม่ค่อยมั่นใจ เขาอยากถามหลิวซื่อว่าครั้งล่าสุดที่เปลี่ยนชุด*[1]คือเมื่อไหร่
แน่นอนว่าเขาเป็นผู้ชาย ถึงจะอยู่ต่อหน้าสามีของอีกฝ่าย เขาก็ไม่สะดวกใจจะถามเรื่องนี้
ถ้าสามีของนางคิดว่าเขาพูดจาแทะโลมภรรยาตัวเอง เขาอาจโดนกระทืบเอาง่าย ๆ น่ะสิ
หมอชาวบ้านจึงเรียกภรรยาของเขาเข้ามา แล้วกระซิบสั่งความนาง
ภรรยาของหมอชาวบ้านพยักหน้า แล้วกระซิบถามข้างหูหลิวซื่ออีกที
ยามนี้ค่อยได้ทราบคำตอบทั้งหน้าแดงหูแดงว่า ช่วงเวลาเปลี่ยนชุดผ่านมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว
การเปลี่ยนชุดดังกล่าว หมายถึงรอบเดือนของหลิวซื่อนั่นเอง
ตอนที่เย่อวี๋หรานย้อนยุคมา เจ้าของร่างเดิมก็เป็นย่าของหลานสองคนแล้ว หมดประจำเดือนไปแต่แรก
ประกอบกับชาติที่แล้วไม่เคยมีประสบการณ์ประเภทนี้มาก่อน จึงจินตนาการไม่ออกเลยว่าบรรดาลูกสะใภ้ผ่านช่วงนั้นของเดือนมาได้อย่างไร และไม่รู้ว่าระดูครั้งล่าสุดของหลิวซื่อมาตอนไหน
ประกอบกับรอบเดือนของหลิวซื่อยังมาไม่สม่ำเสมอด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ บางครั้งเว้นช่วงนาน บางครั้งเว้นช่วงไม่นาน ทำให้ยากจะวินิจฉัยกว่าเดิม
หมอชาวบ้านค่อนข้างลำบากใจ “เรื่องนี้…พวกเจ้าค่อยมาอีกทีหลังช่วงปีใหม่เถอะ”
จูเอ้อร์พลันรู้สึกผิดหวัง เพราะเขาฟังออกว่าหมอชาวบ้านกำลังบอกอย่างอ้อมค้อมว่า หลิวซื่อไม่ได้ตั้งครรภ์
หลิวซื่อก็ฟังออกเช่นกัน ฉับพลันนั้นจึงบันดาลโทสะ “พูดอะไรของท่าน? ข้าบอกว่าข้าท้องแล้ว ท่านจับชีพจรไปครึ่งค่อนวัน แต่กลับมาพูดแบบนี้เนี่ยนะ? ตกลงแล้วท่านจับชีพจรได้ความว่าอย่างไรกันแน่? ข้าบอกว่าข้าท้องแล้ว ได้ยินไหม…”
เนื่องจากเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไป ตอนหลิวซื่อลุกขึ้นจึงทำให้ม้านั่งล้มคว่ำ
[1] เปลี่ยนชุด มาจากคำในภาษาจีน 换洗 ซึ่งหมายถึง เปลี่ยนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และนำชุดเก่าไปซัก ในที่นี้สื่อถึงรอบเดือนของผู้หญิง