ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 612 ความอ่อนโยนในช่วงหลายวันนี้คือคิดไปเองสินะ
บทที่ 612 ความอ่อนโยนในช่วงหลายวันนี้คือคิดไปเองสินะ
หลิวซื่อพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “หมอแบบเขาเนี่ยนะ จับชีพจรก็ยังไม่แม่น วิชาแพทย์ก็แย่ ล่วงเกินก็ล่วงเกินไปสิ ไม่เห็นต้องไปสนใจ ถ้ามีเรื่องอะไรพวกเราเข้าตำบลก็ได้”
หลี่ซื่อหมดคำจะพูด “…”
คิดว่าลมหอบเงินมาให้หรือไร มีอะไรนิดหน่อยก็ต้องเข้าตำบล?
ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่อยู่ที่หมู่บ้านสกุลจูแล้ว เข้าไปอยู่ในตำบลเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?
หลิวซื่อเห็นหลี่ซื่อไม่ได้แย้งตนเองกลับมาก็เข้าใจว่านางพูดชนะแล้ว จึงรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง
นางหันกลับมาเพราะอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับเย่อวี๋หราน แต่กลับเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของแม่สามีก็นึกตกใจ “ท่านแม่ ทำไมท่านทำหน้าแบบนั้นล่ะเจ้าคะ?”
ถามอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
“ฮ่า! เจ้ายังมีหน้ามาถามอีก?” เย่อวี๋หรานกอดอกเอ่ยอย่างเย็นชา “ช่วงข้ามปีแบบนี้ ข้าไม่อยากให้มีเรื่อง อยากให้พวกเจ้าฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข จึงคร้านจะพูดกับพวกเจ้า เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเจ้าชักจะเอาใหญ่เลยนะ?”
หลิวซื่อรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่านะเจ้าคะ ท่านแม่…”
“เปล่าอะไร? ไปเรือนหมอชาวบ้านก็ไปอาละวาดใส่คนเขา ยังจะพูดว่าพวกเราไปหาหมอในตำบลก็ได้ เจ้าคิดว่าพวกเราเป็นใครกัน? มีใครปวดหัวตัวร้อนแล้วไม่ไปหาหมอในหมู่บ้าน แต่ตรงเข้าไปหาหมอในตำบลบ้าง? บ้านเจ้ามีภูเขาเงินภูเขาทองงั้นรึ ถึงจะหว่านเงินเป็นว่าเล่นแบบนี้…” เย่อวี๋หรานพูดน้ำไหลไฟดับ
หลิวซื่อหดคอ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
นางก็ตระหนักได้เหมือนกันว่า หลายวันมานี้แม่สามีปฏิบัติกับทุกคนด้วยดี นางจึงเริ่มจะลืมตัวเสียแล้ว
เฮ้อ…
โง่จริง ๆ ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขแบบนี้ ทำไมต้องมาหาเรื่องให้แม่สามีโมโหด้วยนะ?
สะใภ้คนอื่นของสกุลจูไม่มีใครกล้ายินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น เพียงรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา โชคดีที่คนทำให้แม่สามีโกรธไม่ใช่พวกนาง ไม่อย่างนั้น…
เย่อวี๋หรานตำหนิหลิวซื่อไปหนึ่งยก แล้วให้จูเอ้อร์พาหลิวซื่อเอาสิ่งของไปขอขมาหมอชาวบ้านที่เรือน
ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ต้องเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน ถ้าใครไปล่วงเกินท่านหมอก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว
บ้านไหนไม่เคยมีเรื่องบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างหมากัดแมวข่วน หรือตกลงมาจากต้นไม้บ้าง?
ไม่เห็นรึว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ แถวนี้ล้วนอิจฉาที่หมู่บ้านสกุลจูมีหมอกันทั้งนั้น?
ตนเองอาศัยอยู่ใกล้กลับไม่รู้จักสานสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดเข้าไว้ หากเป็นอะไรขึ้นมายังคิดจะขอให้คนเขาช่วยอยู่ไหม?
จูเอ้อร์ออกจะไม่เต็มใจ “นางเป็นคนล่วงเกินท่านหมอ ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย”
“นางเป็นเมียเจ้า เจ้าไม่ไปแล้วใครจะไป? เมียด่างพร้อยสามีเสื่อมเสีย เจ้าเข้าใจไหม?” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูเอ้อร์ตอบเสียงดังฟังชัด “ไม่เข้าใจขอรับ หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
“หมายความว่าสามีภรรยาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้านางทำเรื่องน่าละอาย เจ้าก็จะเสียหน้า ถ้านางทำอะไรผิด สามีอย่างเจ้าก็ต้องไปแก้ไขแทนนาง”
จูเอ้อร์ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง เย่อวี๋หรานจึงมองเขาตาขวาง
“เจ้าจะไปหรือไม่ไป?”
คำถามคำเดียว จูเอ้อร์รีบตอบรับ “ไปไปไปขอรับ จะไปเดี๋ยวนี้”
ให้พี่สะใภ้ใหญ่หลิ่วซื่อช่วยเตรียมของให้เสร็จแล้วก็พาหลิวซื่อออกไปจากเรือน
เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “…”
นี่มันความเคยชินแย่ ๆ ชัด ๆ เลยนี่นา?
ข้าพูดจาดี ๆ กับเจ้า เจ้าก็กล้าเถียงคำไม่ตกฟาก แต่พอข้าถลึงตาใส่กลับทำตามอย่างว่าง่ายเสียอย่างนั้น
รู้แบบนี้ ข้าทำตัวโหด ๆ ไปแต่แรกเสียก็ดี
สายตากวาดมองผ่านคนอื่น ๆ ไปอย่างเย็นชา
ทุกคนล้วนก้มหน้าก้มตา ทำเป็นมองไม่เห็นอย่างลุกลี้ลุกลน ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
ท่านแม่ยังเป็นท่านแม่คนเดิมจริง ๆ ด้วย
ความอ่อนโยนในช่วงหลายวันนี้คือคิดไปเองสินะ
เย่อวี๋หราน “…”
เด็กพวกนี้นิสัยเสียเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด!
ความจริงแล้วจูเอ้อร์กับหลิวซื่อจะมาขอโทษหรือไม่ ครอบครัวหมอชาวบ้านก็ไม่กล้าทำอะไรอยู่ดี
ชื่อเสียงของเย่อวี๋หรานยังคงมีประโยชน์อยู่มากในหมู่บ้าน
อย่าเห็นว่าเขาเป็นหมอ เขาไม่กล้าล่วงเกินหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เอะอะก็ถือมีดบุกมาฟันประตูเรือนหรอกนะ
เห็นมาหลายครั้ง ยังจำได้ชัดเจนเสมือนเพิ่งเกิดขึ้น
หมอชาวบ้านพูดไว้ว่าผ่านไปอีกสักพักค่อยตรวจให้หลิวซื่อใหม่อีกครั้ง เขายังคงรักษาคำพูด ไม่ต้องให้หลิวซื่อไปหาก็เป็นฝ่ายมาเยือนด้วยตนเองถึงเรือน ให้บริการถึงที่
“วันที่อากาศหนาวแบบนี้ จะรบกวนท่านมาด้วยตัวเองได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานมองจูเอ้อร์และหลิวซื่อด้วยสายตาคาดโทษ แล้วหันไปกล่าวกับหมอชาวบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “พวกเขาสองคนนี่ก็จริง ๆ ช่างไม่รู้ความนัก ในเมื่อรับปากเอาไว้แล้ว พวกเขาก็ควรมีสำนึกรู้ตัวไปหาท่านด้วยตนเองถึงจะถูก”
หมอชาวบ้านจะกล้าพยักหน้าได้อย่างไร จึงรีบยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ไม่ได้ไกลเท่าไหร่ เดินไม่นานก็ถึงแล้ว”
“ยังดีที่อยู่ใกล้ ถ้าไกลกว่านี้ ข้าต้องให้พวกเขาไปขอโทษท่านแล้ว เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วยังทำตัวเหมือนเด็กน้อย ต้องให้ท่านหมอมาน้อมเชิญถึงเรือนด้วยตัวเอง…”
เย่อวี๋หรานหันมาบอกให้หลิวซื่อนั่งลง
ต่อหน้าแม่สามี หลิวซื่อไม่กล้าเอาแต่ใจสักนิด เดินมานั่งลงอย่างว่าง่าย ไม่กล้าพูดจาสักคำ
หมอชาวบ้านเห็นอย่างนั้นก็คิดในใจ ‘ถ้าข้าร้ายกาจได้เท่าจูต้าเหนียงก็ดีสิ เวลาคนไข้อยู่ต่อหน้าข้าจะได้ทำตัวว่าง่ายกันทุกคน’
อย่าเห็นว่าคนเป็นหมอได้รับการนับหน้าถือตาในชนบท แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสะใภ้เยาว์วัยนิสัยดื้อด้านเหมือนหลิวซื่อ หรือเป็นคนที่รับมือยากเหมือนหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ถึงจะเป็นหมอก็รับมือไม่ไหว
บางครั้งสำหรับคนที่ไม่สนใจเหตุผลแล้ว เจ้าต้องไร้เหตุผลยิ่งกว่าพวกเขา
หมอชาวบ้านทาบนิ้วมือลงบนข้อมือของหลิวซื่อ จับชีพจรอย่างจริงจัง “รบกวนยื่นแขนอีกข้าง”
หลิวซื่อที่ก้มหน้าอยู่ลอบกลอกตา
ไม่เอาไหนจริง ๆ ยุ่งยากจะตายชัก จริง ๆ เลย
ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สามีข้าอยู่ที่นี่ด้วย ข้าคงไม่สนเจ้าแล้ว
หมอชาวบ้านไม่รู้ความในใจหลิวซื่อ เมื่อเขาแน่ใจแล้ว ทั่วร่างก็พลันผ่อนคลาย
“ขอแสดงความยินดีด้วย!” เขากล่าวด้วยสีหน้าปีติยินดี
หลิวซื่อไม่ได้สนใจฟัง นางถามอย่างรำคาญใจว่า “ท่านหมอ ตรวจเสร็จหรือยังเจ้าคะ? ข้ายังมีเรื่องต้องไปทำต่อนะ”
กลับเป็นเย่อวี๋หรานที่ได้ยินแล้วถามมาว่า “ท่านหมอ ท่านช่วยพูดให้ชัดกว่านี้หน่อยได้ไหม?”
ซึ่งความจริง นางก็พอจะเดาได้
หากไม่มีความเป็นไปได้เสียเลย ท่านหมอก็คงไม่มาตรวจเป็นครั้งที่สองแล้วกระมัง?
คนเขาไม่ได้โง่เสียหน่อย จะได้มาหาเรื่องโชคร้ายในวันข้ามปีแบบนี้ จะต้องเป็นเพราะมาเพื่อแจ้งข่าวยินดีต่างหาก
“จูต้าเหนียง ท่านจะได้เป็นย่าคนแล้วนะ” หมอชาวบ้านกล่าว
“พูดเช่นนี้หมายความว่าเมียเจ้ารองท้องแล้ว? ท้องได้ประมาณกี่เดือนแล้วเจ้าคะ?” มุมปากเย่อวี๋หรานเผยรอยยิ้มออกมา
ถึงแม้นางจะไม่สนใจว่าหลิวซื่อจะตั้งครรภ์เมื่อไหร่ แต่เห็นสองสามีภรรยาให้ความสำคัญเช่นนี้ สามารถตั้งครรภ์เร็วขึ้นสักหน่อย นางก็มีแต่จะดีใจแทนพวกเขา
หมอชาวบ้านพยักหน้า “ใช่แล้ว จูต้าเหนียง ท้องแล้วจริง ๆ ช่วงแรกชีพจรยังไม่ชัดนักจึงยังบอกอะไรไม่ได้…”
กลัวว่าเย่อวี๋หรานจะคิดว่าตนเองจงใจไม่บอก หมอชาวบ้านจึงอธิบายอย่างระมัดระวัง
“ข้าเข้าใจ เรื่องแบบนี้จะพูดพล่อย ๆ ได้อย่างไร ต้องมั่นใจก่อนถึงค่อยพูดอยู่แล้ว ท่านหมอ รบกวนท่านแล้วจริง ๆ ขอบคุณที่ท่านมาแจ้งข่าวดีเช่นนี้ต่อพวกข้า” เย่อวี๋หรานพูดแล้วก็บอกให้หลี่ซื่อเอาซองแดงออกมายัดใส่มือหมอชาวบ้าน อีกฝ่ายจะได้ร่วมแสดงความยินดี
เดิมทีหมอชาวบ้านไม่อยากรับ แต่เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เอ๊ะ ท่านพูดแบบนี้ข้าจะโมโหจริง ๆ แล้วนะ เรื่องน่ายินดีขนาดนี้ ท่านต้องร่วมฉลองด้วยกันสิ รับไปเถอะ ไม่ได้มากมายอะไร ท่านเอากลับไปซื้อไข่ไก่ให้พวกเด็ก ๆ กินเถอะ…”