ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 62 แม่ค้าโดยกำเนิด
บทที่ 62 แม่ค้าโดยกำเนิด
“ข้ากล้ารับประกันว่า ในละแวกนี้ไม่มีใครทำน้ำปรุงรสสีแดงเช่นนี้ได้อีกแล้ว”
“แบบนี้ไง พวกท่านลองดมดู มีกลิ่นคาว ๆ ใช่หรือไม่? นี่ก็คือน้ำปรุงรสที่ทำมาจากเนื้อ เนื้อเชียวนะ สิ่งนี้แพงกว่าน้ำเชื่อมผลไม้หนึ่งเหรียญ สิ่งนี้ช้อนละสามเหรียญ ดูผิวเผินเหมือนจะแพงกว่าไข่ไก่ แต่ก็มีราคาเท่ากับไข่หนึ่งใบกับอีกครึ่งฟองเท่านั้นเอง แต่นี่สามารถกินได้ทั้งครอบครัว ดูสิประหยัดถึงเพียงไหน?”
“ทุกท่านที่ผ่านมาทางนี้ อย่าได้พลาดโอกาสไปเชียว พลาดไปแล้วก็ไม่มีอีกแล้วนะเจ้าคะ”
“ไอ้หยา พี่สาว ตอนนี้ข้าขายถูกมากแล้วนะ ถูกกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ถึงจะเป็นแค่การค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ต้องใช้เงินลงทุนไปไม่น้อยเลยนะ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าได้ยินท่านเรียกนางว่าพี่สะใภ้ พวกท่านคงเป็นคนบ้านเดียวกันสินะ? พวกท่านสองคนซื้อด้วยกัน ข้าคิดราคาเหมาให้ จากเดิมหกเหรียญ ข้าขายให้พวกท่านห้าเหรียญ แบบนี้ดีหรือไม่?”
……
เย่อวี๋หรานยืนฟังอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก็พบว่าเจ้าหลี่ซื่อคนนี้เรียกได้ว่าเป็นแม่ค้าแต่กำเนิดโดยแท้ ทั้งอบอุ่นเป็นกันเอง และปราดเปรียวคล่องแคล่ว ทำให้ลูกค้านิยมชมชอบยิ่งนัก
ไม่แปลกเลยที่บางคนแม้ไม่ได้คิดจะซื้อ แต่ก็ยังวิ่งเข้ามาร่วมความครึกครื้น มองดูนางขายของ
ถามว่าสองเหรียญ สามเหรียญ แพงหรือไม่?
เงินสองเหรียญซื้อไข่ไก่ได้หนึ่งฟอง ก็นับว่าแพงอยู่บ้าง
แต่หลี่ซื่อมองจิตใจลูกค้าได้ทะลุปรุโปร่ง จึงชิงบอกตรง ๆ ว่า ไข่ฟองเดียวพอให้คนในครอบครัวแบ่งกันกินหรือ? ใช่แล้ว สิ่งของที่ราคาสองเหรียญเท่ากัน แต่น้ำเชื่อมผลไม้บ้านข้าหนึ่งช้อนก็สามารถแบ่งกันกินได้ทั้งครอบครัวเชียวนะ
ครอบครัวชาวนากินใช้กันอย่างมัธยัสถ์ นางพูดเช่นนี้ก็ตรงใจทุกคนเลยไม่ใช่หรือ?
หลี่ซื่อหัวไว กลัวว่าถ้ายังไม่ได้ลองชิมแล้วคนจะต้องไม่ยอมซื้อแน่ จึงพูดออกไปว่าคนที่ซื้อสิบคนแรกสามารถชิมก่อนค่อยซื้อได้
แน่นอนว่าต้องให้นางเป็นคนใช้ไม้เล็ก ๆ จิ้มขึ้นมาให้ชิมรสชาติอยู่แล้ว ไม่อาจให้พวกเขาลงมือตักชิมกันเอง
ส่วนเหตุผลที่นางแจ้งออกมาก็เข้าที บอกว่าของพวกนี้เป็นของกิน ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด ถ้าคนข้างหลังคิดว่าบนนั้นเปื้อนน้ำลายของผู้อื่น แล้วใครยังจะซื้อ?
ทุกคนหัวเราะครืน “ฮ่า ๆๆๆ…จริง ๆ นั่นแหละ ใครจะชอบกินน้ำลายของคนอื่น?”
น้ำปูดองเดิมทีก็ไม่ได้ทำมามาก เพียงแค่โถดินเผาเล็ก ๆ ใบเดียวเท่านั้น เทียบกับน้ำเชื่อมผลไม้โถใบใหญ่ข้างกันก็ถือว่าขายง่ายกว่าสักหน่อย
อย่างไรเสียตอนนี้ทุกคนก็กำลังเตรียมการสำหรับช่วงเก็บเกี่ยวหน้าสารท จะตัดใจใช้เงินมากขึ้นอีกนิดได้ก็เป็นเรื่องปกติมาก ท้ายที่สุดก็มีคนแวะเวียนกันมาถามซื้อน้ำปูดองจนขายหมดเกลี้ยง
“สิ่งนี้ขายหมดตั้งนานแล้ว แต่ยังมีน้ำเชื่อมผลไม้อยู่ สนใจไหมเจ้าคะ? ถึงจะไม่มีเนื้อ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยว สภาพอากาศแบบนี้ ถ้าได้กินก็ทำให้เจริญอาหารมากทีเดียว ราคาก็ถูกกว่าอีกต่างหาก” หลี่ซื่อชี้ไปที่สิ่งของในโถ แล้วพูดว่า “เหลืออยู่แค่นี้แล้ว ขายทีละช้อน ขายหมดก็ไม่มีแล้ว คราวหน้าถ้าท่านอยากซื้อ เกรงว่าคงต้องรอจนถึงตลาดนัดหลังช่วงเก็บเกี่ยวโน่นเลย”
บางคนมาซื้อน้ำปูดองไม่ทัน ก็จะพิจารณาซื้อน้ำเชื่อมผลไม้ไปสักหน่อย
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าการค้าของครอบครัวตนเองจะดีเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านางประเมินกำลังซื้อของคนยุคโบราณต่ำไปแล้ว
“ท่านแม่ ท่านเดินตลาดกลับมาแล้ว?” หลี่ซื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางก็มีรอยยิ้มแต้มเกลื่อนบนใบหน้า รีบบอกว่าวันนี้พวกนางขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะน้ำปูดองนั้นขายหมดแล้วยังมีคนมาถามหา
“อื้ม ข้าเห็นแล้ว พวกเจ้าทำได้ไม่เลวเลย วันนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้าแค่พูดมากหน่อยเท่านั้น หลัก ๆ เป็นเพราะของที่ท่านแม่ทำอร่อยต่างหาก” หลี่ซื่อไม่ลืมชมแม่สามีสักประโยค
ของที่นำมาขายครั้งนี้เป็นสิ่งที่เย่อวี๋หรานลงมือทำเอง นางยังปรับปรุงสูตรทำน้ำเชื่อมผลไม้อีกเล็กน้อย เพื่อให้มันออกมาน่ารับประทานมากกว่าเดิม
เนื่องจากสองส่วนเป็นของส่วนกลาง เย่อวี๋หรานจึงเบิกเงินหลายสิบเหรียญออกมาล่วงหน้า เพื่อไปซื้อกระดูกหมู หนังหมู และเครื่องในหมู เพราะของพวกนี้ล้วนมีราคาถูก
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนล้วนซื้อเนื้อหมูติดมัน ถึงกระดูกหมูจะนำมาต้มน้ำแกงได้ แต่ก็ไม่มีเนื้อ ทว่าหนังหมูกลับมีประโยชน์อยู่บ้าง บ้านไหนตัดใจซื้อน้ำมันไม่ได้ ก็ซื้อหนังหมูกลับไปสักแผ่น เพราะสามารถนำไปทากระทะได้ ส่วนเครื่องในหมูกลับจัดการยากสักหน่อย หากจัดการได้ไม่ดีก็จะไม่อร่อย ถ้าสามารถซื้อสิ่งที่ดีกว่านี้ คนก็จะไม่ซื้อเครื่องในหมูกัน
เงินในมือเย่อวี๋หรานก็เกือบจะถูกใช้ไปจนหมดเพราะของพวกนี้ ตอนที่นางกำลังจะกลับไป ก็พบว่าริมทางมีแผงขายของใหม่มาตั้ง
“ท่านขายอะไรหรือ?”
นั่นเป็นผู้เฒ่าที่สวมขุดขาดรุ่งริ่งคนหนึ่ง มองไปแล้วยังดูจนกว่าครอบครัวเจ้าของร่างเดิมเสียอีก เย่อวี๋หรานนึกว่าเจ้าของร่างเดิมจนมากแล้ว คิดไม่ถึงว่ายังมีคนที่จนกว่านางอีก
ผู้เฒ่าเงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นเสื้อผ้าบนร่างเย่อวี๋หราน แววตาก็หม่นหมองลง และพูดว่า “ขายดอกไม้”
“ดอกไม้?” เย่อวี๋หรานมองหนึ่งในกระจาดเหล่านั้น ข้างในเต็มไปด้วยผลสีแดงขนาดเท่านิ้วโป้ง ดูแล้วสวยงามยิ่งนัก แต่นางมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ ‘ดอกไม้’ เด็ดขาด แต่เป็น ‘พริกเฉาเทียน’
พูดตามตรง นางคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะเจอพริกเร็วถึงเพียงนี้
ควรทราบว่าทั้งจากความทรงจำเจ้าของร่างเดิมหรือจากการสังเกตคนรอบข้าง คล้ายกับว่าจะไม่มีใครรู้จักของสิ่งนี้เลย นางเคยคิดไว้ว่าอาจต้องรอให้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ เมื่อนั้นคงต้องสิ้นเปลืองพละกำลังอย่างมากจึงจะหาเจ้าสิ่งนี้พบ
“กระจาดนี้ราคาเท่าไหร่?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ถามถึงกระจาดพริกเฉาเทียน แต่หมายถึงกระจาดดอกมะลิที่อยู่ข้าง ๆ กัน
ผู้เฒ่าไม่แม้แต่จะเงยหน้า แต่ก็ตอบว่า “สองเหรียญ”
“ราคาเท่าไข่ไก่หนึ่งฟองสินะ ถ้าอย่างนั้นอันนี้เล่า?” เย่อวี๋หรานชี้ไปที่พริกเฉาเทียน
“สามเหรียญ”
“เอ๋? อันนี้ไม่ได้หอมเหมือนอีกอัน ทำไมถึงแพงกว่าเล่า?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าประหลาดใจ
ผู้เฒ่าเงยหน้าขึ้น “เจ้าจะซื้อหรือไม่ซื้อกันแน่? ไม่ซื้อก็อย่ามารบกวนข้าขายของ”
เย่อวี๋หรานมองแผงขายของที่เงียบเหงานั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านก็ไม่ได้มีลูกค้าคนอื่นนี่นา ถ้าไม่เห็นแก่ที่ท่านอายุมากขนาดนี้แล้วยังมาขายดอกไม้ที่นี่ ท่านคิดว่าข้ายังจะแวะมาดูอีกหรือ? ตลาดนัดที่มีแต่ชาวบ้านมาจับจ่ายซื้อของกันเช่นนี้ เดิมทีทุกคนก็กินไม่อิ่มท้องกันอยู่แล้ว ท่านแน่ใจหรือว่าจะมีคนยอมซื้อของแบบนี้? ของในกระจาดนี่ก็ไม่ถือว่าเป็นของหายากอะไรนี่นา?”
จากนั้นนางก็สุ่มชี้ดอกไม้กระจาดหนึ่ง แล้วถามว่ามันคืออะไร ต้องดูแลอย่างไร พูดเสียเป็นคุ้งเป็นแคว
“เจ้าก็เป็นชาวสวนดอกไม้?!” ในที่สุดผู้เฒ่าก็มีสีหน้าประหลาดใจ คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่ถือว่าเป็นชาวสวนดอกไม้อะไรหรอก ก็แค่เคยทำงานในบ้านสกุลใหญ่มาก่อน จึงได้รู้อะไรมาเยอะหน่อย จากท่าทางของท่าน ถึงขนาดต้องมาขายดอกไม้ในสถานที่แบบนี้น่าจะเป็นเพราะพบความยากลำบากอะไรมากระมัง?” เย่อวี๋หรานไม่มีเจตนาจะสร้างความลำบากให้ผู้เฒ่าขายดอกไม้ผู้นี้ แต่ว่าตลาดนัดนี้จัดขึ้นมาเพื่ออะไร ทุกคนก็ล้วนทราบกันดี
แต่ชาวสวนดอกไม้กลับมาขายดอกไม้อยู่ที่นี่ เพราะเหตุใดกัน?
แน่แล้วว่าต้องเป็นเพราะอับจนปัญญา จึงได้ออกมา ‘เสี่ยงโชค’ เช่นนี้
ครั้นเย่อวี๋หรานถามเช่นนี้ ผู้เฒ่าขายดอกไม้ก็น้ำตาไหลลงมาทันที “น้องสาวเอ๋ย ข้าลำบากจริง ๆ…”
ที่แท้เขาก็เคยเป็นคนทำสวนดอกไม้ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อน เขากับภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันและทำงานอยู่ที่นั่น แต่ต่อมาลูกสาวของเขากลับต้องตานายท่านผู้เฒ่า ฝ่ายนั้นต้องการจะรับลูกสาวเขาเป็นอนุภรรยา
“ลูกสาวของข้าหมั้นหมายไว้เรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะออกเรือน นายท่านผู้เฒ่ามาแย่งคนเช่นนี้ไม่เท่ากับว่ารังแกพวกเราหรอกหรือ?”
“อนุภรรยาเป็นง่ายนักเรอะ? มีอนุสักกี่คนที่มีชีวิตจนถึงยามแก่เฒ่า?”
“ต่อให้ข้าไม่มีอนาคต ก็ไม่อาจส่งลูกสาวที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเข้าถ้ำหมาป่า”
……
ริมฝีปากของเย่อวี๋หรานกระตุกยิบ เพราะนางพลันนึกถึงเจ้าของร่างเดิม เรื่องนี้ถ้าเป็นเจ้าของร่างคนเก่า เกรงว่าคงจะตีฆ้องร้องป่าวด้วยความยินดี ฉลองที่จูปาเม่ยไปต้องตานายท่านผู้เฒ่าบ้านผู้ดีมีเงินคนไหนเข้ากระมัง?
หากไม่เปรียบเทียบ ก็คงไม่เจ็บปวด
บิดามารดาในโลกนี้ล้วนแตกต่างกัน