ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 60 เก็บได้สมบัติล้ำค่า
บทที่ 60 เก็บได้สมบัติล้ำค่า
ภายใต้การ ‘บอกใบ้’ ของเย่อวี๋หราน จูปาเม่ยจึงท่องบทแรกในภาคต้นของคัมภีร์สัทอักษรออกมาได้อย่างติด ๆ ขัด ๆ
ก่อนเข้านอน นางยังให้จูปาเม่ยท่องอีกหลายรอบ กระทั่งนางท่องได้คล่องแคล่วแล้วจึงยอมปล่อยไป
จูปาเม่ยที่ถูกปล่อยตัวมาได้ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รีบล้มตัวลงหลับตานอนทันที
นางโอดครวญในใจว่าน่ากลัวยิ่งนัก ท่านแม่เริ่มมากวดขันให้ข้าท่องอะไรพวกนี้แล้ว! โชคดีที่ข้าท่องได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเหมือนพวกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ท่องไม่จบก็ไม่อาจกินข้าว แบบนั้นก็อนาถกันพอดี
น่าเสียดายที่จูปาเม่ยไม่รู้ตัวเลยว่า นางกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พลพรรคท่องจำ’ ไปกับพวกจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าในเร็ว ๆ นี้แล้ว
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางไม่ใช่แรงงานหลักของครอบครัวสกุลจู ต่อให้เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็ยังจัดเป็นพวกว่างงานอยู่
ก่อนการมาถึงของช่วงเก็บเกี่ยวหน้าสารท ก็จะต้องไปตลาดนัดกันก่อนรอบหนึ่ง
การไปตลาดนัดครั้งนี้สำคัญยิ่งนัก ชาวนาทั้งหลายจะต้องไปจับจ่ายซื้อของเพื่อเตรียมการล่วงหน้าสำหรับช่วงเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วันให้หลัง
เย่อวี๋หรานเองก็ต้องเตรียมการไว้ด้วยเช่นกัน นางนับไข่ในตะกร้าที่สะสมเอาไว้ จากนั้นตรวจดูแป้งที่โม่ไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงรำข้าวและมันเทศตากแห้งที่เหลือ แล้วใคร่ครวญในใจว่าเสบียงสำหรับช่วงเก็บเกี่ยวหลายวันนี้จะต้องจัดการอย่างไรบ้าง
นางเรียกหลี่ซื่อเข้ามาถามว่ายังเหลือน้ำเชื่อมผลไม้อีกมากน้อยแค่ไหน
“ท่านแม่ ท่านถามทำไมหรือเจ้าคะ?” ตั้งแต่มีการค้าอยู่ในมือ หลี่ซื่ออุ้มท้องโตเช่นนั้น ทว่ายามก้าวเดินกลับตัวเบาหวิวยิ่งนัก
คนล้วนพูดกันว่าเมื่อคนเรามีเงินแล้วก็จะรู้สึกมั่นคง
หลี่ซื่อเองก็หาได้แตกต่างจากคนทั่วไป ตั้งแต่แม่สามีอนุญาตให้นางมีเงินส่วนตัวได้ ไม่กี่วันนางก็สะสมเสบียงไว้ได้เต็มตะกร้า นอกจากสองส่วนที่ต้องเก็บไว้ให้ส่วนกลางแล้ว ที่เหลือก็เอาไปแบ่งปันกับคนอื่น ๆ
แม้ว่าหลังจากแบ่งสันปันผลกันแล้วจะเหลือไม่มากนัก แต่แค่ได้เสบียงมาครึ่งตะกร้าเล็ก นางก็ดีใจยิ่งแล้ว
เพราะถึงจะมีเพียงเท่านั้น นางก็ไหว้วานให้คนนำไปส่งที่บ้านมารดา และยังสามารถให้พวกเขากินอย่างประหยัดไปได้หลายวัน
“ใกล้จะถึงวันตลาดนัดแล้ว ข้ากำลังคิดว่าจะเอาไปขายที่ตลาดนัดด้วยสักหน่อยดีหรือไม่?”
เย่อวี๋หรานกล่าวจบ แววตาของหลี่ซื่อก็เป็นประกาย นางนั่งลงแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ท่านจะให้ข้าไปด้วยจริง ๆ สินะเจ้าคะ เช้าวันนี้ข้ายังคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่อยู่เลยว่าจะฝากนางเก็บผลแดงน้อยกลับมาตอนไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูบนเขา จะได้เก็บไว้ทำน้ำเชื่อมผลไม้เพื่อเอาไปขายที่ตลาดนัด อาจขายได้เงินไม่มากมายอะไร แต่พอให้ซื้อเนื้อติดกระดูกกลับมาให้ที่บ้านได้ก็ดีเหมือนกัน”
ต้องยอมรับว่าหลี่ซื่อรู้จักวางตัวจริง ๆ นางไม่พูดว่าจะซื้อของให้บ้านมารดาหรือซื้ออะไรให้ตนเอง แต่พูดเพียงว่า ‘ให้ที่บ้าน’ บันดาลให้คนฟังแล้วรื่นหูยิ่งนัก
“ยังมีอีกนะเจ้าคะ” หลี่ซื่อพูดต่อไป “หลายวันมานี้เสี่ยวเม่ยถักสร้อยข้อมือไว้ไม่น้อย ข้าคิดว่าจะสะสมเอาไว้ ถึงเวลานั้นก็เอาไปขายที่ตลาดนัด”
สีย้อมผ้าจากหงฮวาไม่ได้ทำง่ายดายขนาดนั้น วันนั้นหลังจากแช่น้ำแล้วก็ใช้ผ้าบิดเอาน้ำสีเหลืองออกไป ส่วนที่เหลือก็คือส่วนที่จะนำมาใช้ทำสีย้อมผ้าสีแดงเสียส่วนใหญ่
แต่เท่านี้ยังไม่พอ เย่อวี๋หรานยังให้จูปาเม่ยเทน้ำซาวข้าวที่เริ่มส่งกลิ่นเปรี้ยวผสมลงไป จากนั้นก็กำจัดน้ำสีเหลืองที่หลงเหลืออยู่ออกไปอีกครั้ง สุดท้ายจึงได้ก้อนตะกอนกลีบดอกหงฮวาที่มีองค์ประกอบของเม็ดสีแดงออกมา
วิธีเช่นนี้ในยุคโบราณเรียกว่า ‘วิธีพิฆาตบุปผา’ เป็นหนึ่งในกรรมวิธีที่ค่อนข้างเก่าแก่โบราณ
เวลาจะใช้งานก็ง่ายมาก เพียงนำน้ำขี้เถ้ามาตกตะกอนหลาย ๆ ครั้ง ก็สามารถนำน้ำขี้เถ้าส่วนที่สะอาดไปใช้ย้อมผ้า (ร่วมกับน้ำสีที่เตรียมไว้) ได้แล้ว
แต่ว่ามันไม่สามารถนำมาย้อมสีสร้อยข้อมือที่ทำเสร็จแล้วโดยตรงได้ เพราะอาจทำให้สร้อยข้อมือเสียหาย ต้องใช้ใบจงตากแห้งหรือเชือกป่านมาย้อมสีแล้วนำไปตากแห้งก่อน จึงค่อยนำมาถักเป็นสร้อยข้อมือ
ความจริงแล้วหลังจากย้อมสีเสร็จเรียบร้อย ยังสามารถนำน้ำบ๊วยดำที่มีฤทธิ์เป็นกรดมาแช่ไว้อีกรอบ ช่วยทำให้สีติดทนทานยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากสถานะครอบครัวไม่อำนวยจึงตัดขั้นตอนนี้ทิ้งไป เพียงแต่ตอนขายต้องแจ้งแก่ผู้ซื้อว่าของสิ่งนี้ไม่สามารถถูกน้ำหรือเหงื่อได้ มิเช่นนั้นสีจะซีดง่าย
แม้ย้อมออกมาแล้วสีแดงที่ได้จะไม่เข้มมาก แต่ก็ยังงดงามยิ่งนัก ครั้นถักเป็นสร้อยข้อมือแล้วยังทำให้คนต้องเอ่ยชื่นชม
อย่างน้อยในสายตาของจูปาเม่ยกับหลี่ซื่อ เท่านี้ก็งามยิ่งแล้ว
เย่อวี๋หรานได้ยินหลี่ซื่อพูดเช่นนั้นก็คิดอะไรออก นางนึกถึงของอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ “เจ้ารอสักครู่”
จากนั้นก็เดินไปหยิบโถดินเผาที่ปิดปากไว้อย่างดี ซึ่งถูกวางทิ้งไว้ตรงขอบหน้าต่างกลับมาใบหนึ่ง
หลี่ซื่อเห็นโถใบนั้นก็นึกขึ้นได้ “อ๊ะ จริงด้วย คราวที่แล้วท่านแม่ใช้ปูทำน้ำจิ้มอะไรสักอย่างด้วยนี่นา วางไว้ตรงนั้นหลายวันจนข้าแทบลืมไปแล้ว ท่านแม่ เจ้านี่ดองเสร็จหรือยังเจ้าคะ?”
“ดูสักหน่อยก็รู้แล้ว” เย่อวี๋หรานมั่นใจในฝีมือของตัวเองพอตัว
ในชาติภพที่แล้วนางไม่เคยทำของพวกนี้ แต่นางคิดว่าขอเพียงไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อนางเปิดฝาออก กลิ่นหอมเข้มข้นจากข้างในก็กระจายออกมา
หลี่ซื่อกลืนน้ำลาย “ท่านแม่ หอมจริงเจ้าค่ะ!”
“ของแบบนี้มีฤทธิ์เย็น เจ้าเป็นคนท้อง กินไม่ได้” เย่อวี๋หรานแค่ฟังนางพูดก็ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายอยากลองชิม
ไม่ผิดเลยสักนิด นางเพิ่งจะพูดจบ หลี่ซื่อก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านแม่ ข้าแค่จะลองชิมเท่านั้นเจ้าค่ะ ชิมนิดหน่อยเท่านั้น”
นางยกนิ้วก้อยขึ้นมาแล้วพูดเสริมอีกประโยค “แค่นี้จริง ๆ คราวก่อนที่กินปูด้วยกัน ข้าก็ชิมมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรสักนิด”
เย่อวี๋หรานอ่อนอกอ่อนใจจริง ๆ บอกให้นางไปหยิบตะเกียบมา หลี่ซื่อจึงไปหยิบมาอย่างกระตือรือร้นยิ่งนัก
เย่อวี๋หรานใช้ตะเกียบแตะขึ้นมาชิมรสชาติ อืม จะว่าอย่างไรดี? รสชาติใช้ได้แล้ว เพียงแต่เจ้าปูนี้ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบจึงมีกลิ่นคาวอยู่มาก เทียบกับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของนางไม่ได้เลยสักนิด
“ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้าง? อร่อยใช่ไหมเจ้าคะ?” หลี่ซื่อถามอย่างใจร้อน
เย่อวี๋หรานมองท้องใหญ่โตของนาง ไม่วางใจจริง ๆ ถ้าไม่รู้ว่าหลี่ซื่อสุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด นางจะต้องไม่ ‘ปล่อยตามใจ’ หลี่ซื่อแน่นอน
“พวกเราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ชิมได้นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าเจ้าแอบกินลับหลังข้าแล้วเด็กในท้องเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน”
หลี่ซื่อต่อสู้กับความเป็นห่วงทารกในท้องและความอยากอาหารเลิศรสตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจพูดว่า “แค่ชิมนิดเดียวเท่านั้น ชิมให้รู้รสชาติก็พอเจ้าค่ะ”
“หลังเจ้าคลอดแล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำให้เจ้ากินไม่ได้เลยเสียหน่อย”
“ข้าทราบเจ้าค่ะ ท่านแม่ดีต่อข้าที่สุดแล้ว แต่ถ้าไม่ชิม แล้วข้าจะไปบอกต่อคนอื่นว่าเจ้านี่อร่อยปานไหนได้อย่างไรเจ้าคะ?” หลี่ซื่อมองตาไม่กะพริบ “ท่านแม่ มีแต่ต้องลองชิมเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์พูดได้นะเจ้าคะ”
“ก็ได้ นิดเดียวนะ” เย่อวี๋หรานใช้ตะเกียบแตะลงไปหน่อยเดียวแล้วส่งเข้าปากหลี่ซื่อ
หลี่ซื่อทำปากแจ๊บ ๆ สีหน้าเคลิบเคลิ้ม “อร่อยจริง ๆ เจ้าค่ะ แต่ว่าน้อยไปหน่อย ถ้าได้กินอีกนิดก็คงจะดี”
ถึงนางจะตะกละไปบ้าง แต่ก็ยังคิดถึงลูกในท้องอยู่มาก นางทราบว่ากินไปนิดเดียวเท่านั้นไม่มีทางเกิดปัญหาขึ้นจึงวางใจกล้ากิน มิเช่นนั้นก็คงจะไม่ชิมแล้ว
เย่อวี๋หรานยิ้มไม่ออก
“ท่านแม่ อร่อยแบบนี้ข้าตัดใจขายไม่ลงเลยเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้น พวกเราเก็บไว้กินเองดีไหมเจ้าคะ? ครอบครัวเราก็ต้องเก็บเกี่ยวเหมือนกัน ทุกคนจะได้เปลี่ยนรสชาติกันสักหน่อย”
“ขายไปดีกว่า แลกเป็นเงินถึงจะเอาไปซื้อของอย่างอื่นได้ กินแต่เจ้านี่ไม่มีทางอิ่มท้องหรอก”
หลี่ซื่อได้ยินประโยคนี้ของเย่อวี๋หรานก็ไม่พูดอะไรอีก อย่างไรเสียนางก็กินไม่ได้ อีกทั้งยังพูดแทนทุกคนแล้ว แต่ท่านแม่ไม่เห็นด้วย ถึงยามนั้นเมื่อทุกคนทราบเรื่องก็มาโทษนางไม่ได้แล้ว
แม่สามีกับลูกสะใภ้สนทนากันสักพักก็กำหนดสิ่งของที่ต้องไปซื้อที่ตลาดนัดได้แล้ว ขณะเดียวกันก็คุยกันว่าในเรือนมีสิ่งของอะไรที่จำเป็นต้องซื้อมาเพิ่มบ้าง
หลี่ซื่อไม่คิดว่าแม่สามีจะพูดเรื่องเหล่านี้กับนาง นางดีใจเสียจนหน้าชื่นตาบาน ตอนเย็นครั้นกลับไปนอนที่ห้องยังยิ้มแย้มกับตัวเองอยู่ ทำเอาจูซื่อนึกว่านางเก็บได้สมบัติล้ำค่าอะไรมาเสียอีก
“เก็บได้สมบัติล้ำค่าจริง ๆ นั่นแหละ!” หลี่ซื่อยิ้ม
“เก็บได้สมบัติล้ำค่าอะไร?”
“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก” หลี่ซื่อนอนอยู่บนเตียง ไม่ยอมบอกเขา