ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 624 พวกเจ้ามีใครติดต่อกับเจ้าหกบ้างไหม?
บทที่ 624 พวกเจ้ามีใครติดต่อกับเจ้าหกบ้างไหม?
กระดานไม้ที่พาดอยู่เหนือกรงนกฝั่งจูชีมีขนาดเล็กกว่า มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้เป็นโต๊ะอ่านตำราและวางของใช้ส่วนตัวของเขา
ขณะที่ฝั่งตรงข้าม กระดานไม้ฝั่งพวกจูปาเม่ยมีขนาดใหญ่กว่า มีลักษณะเป็นวงกลม บนนั้นวางอุปกรณ์เย็บปักของพวกนาง รวมถึงบันทึกการเดินทางที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ากำลังอ่านให้ทุกคนฟัง
เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปนั่ง ลูบไล้ไปบนผ้าห่มเพื่อทดสอบความอบอุ่นก็ทราบว่าเด็กพวกนี้เสียดายเงิน พวกเขาเพียงจุดกระถางไฟฝั่งเดียวเท่านั้น
ไม่ต้องบอกก็ทราบว่าจุดกระถางไฟฝั่งจูชี
นางรู้สึกอุ่นวาบในอก ขณะเดียวกันก็ซาบซึ้งใจ
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองสีหน้าพวกเด็ก ๆ อีกครั้ง มีบางคนที่รู้สึกตัวแล้ว บางคนก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ครั้นเห็นสีหน้าพวกเขาแล้ว เย่อวี๋หรานก็ตัดสินใจว่า: เอาเถอะ ทำเป็นไม่รู้ไปก็แล้วกัน!
บางครั้งคนเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเปิดโอกาสให้พวกเด็ก ๆ ได้แสดงออกบ้าง
เป็นต้นว่า ความปีติยินดีและความกระหยิ่มใจเมื่อพวกเขาพบว่าความลับเล็ก ๆ ของพวกตนไม่ถูกใครสังเกตเห็น
แท้จริงแล้วในเวลาเดียวกันนี้ เย่อวี๋หรานก็มีความลับเล็ก ๆ ของตัวเอง และกำลังลอบยินดีระคนภาคภูมิใจอยู่เช่นกันไม่ใช่หรือ?
“เรื่องที่พวกเจ้ากำลังถกกันอยู่เมื่อครู่นี้ ข้าได้ยินแล้ว ตกลงเรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่? ในโลกนี้มีสถานที่ที่มีเนื้อให้กินแต่กลับต้องอดอยากอยู่ด้วยรึ? ถ้ามีจริง สถานที่แบบนั้นคือที่ไหน?”
คำถามของเย่อวี๋หรานเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเด็ก ๆ
“ท่านย่า ข้าไม่ได้โกหกนะขอรับ มีสถานที่แบบนั้นจริง ๆ!” ต้าเป่ามั่นใจอย่างยิ่ง แต่เขาจำไม่ได้ว่าสหายร่วมสำนักของอาเล็กบอกว่าคือที่ไหน
เย่อวี๋หรานยิ้มแย้มถามกลับว่า ในเรื่องที่คนผู้นั้นเล่าให้ต้าเป่าฟัง คนที่นั่นมักจะขี่ม้า อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตาใช่หรือไม่ หรือว่าแต่งกายไม่เหมือนพวกเรา…
ต้าเป่าตอบได้บางคำถาม บางคำถามก็ตอบไม่ได้
แต่มีเอ้อร์เป่าที่คอยแย่งตอบคำถาม เย่อวี๋หรานก็พอจะนึกภาพจากคำตอบของพวกเขาออกแล้วว่าสถานที่ดังกล่าวคือ ดินแดนต้าเหมิง
ดินแดนต้าเหมิงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของราชสำนักเซินถู เป็นชนเผ่าเลี้ยงสัตว์กลุ่มหนึ่ง
แม้จะเรียกว่า ‘ดินแดนต้าเหมิง’ แต่กลับไม่ใช่รัฐชาติหนึ่งเดียว แต่เป็นคำที่ผู้คนใช้เรียกชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ทางตอนเหนืออย่างกว้าง ๆ เท่านั้น
กล่าวให้ชัดเจนก็คือ พวกเขาเป็นชนเผ่าที่เป็นเอกเทศจากกัน
ชนเผ่าขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ได้แก่ ชนเผ่าต้าเหมิง ชนเผ่าเสี่ยวเหมิง ชนเผ่าหม่าน และชนเผ่าหนี่ว์เจิน
ชนเผ่าขนาดเล็กลงมา ได้แก่ เผ่าฉางฉุ่ย เผ่าอิง เผ่าชิ่ง…
ชนเผ่าต่าง ๆ มีจำนวนมากมายสุดคณานับ กระทั่งคนจากชนเผ่าเหล่านั้นก็ยังไม่รู้ว่าในพื้นที่นั้นมีกี่ชนเผ่ากันแน่
พวกเขาเพียงทราบว่าทุกคนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เผ่าใกล้เคียงคือชนเผ่าไหน ศัตรูของตนเองคือใคร พันธมิตรคือใคร รู้เท่านี้ก็พอแล้ว
พวกเขาเองยังรู้ภาพรวมไม่กระจ่าง คนนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ชนเผ่าใหญ่น้อยตั้งรกรากอยู่ทางตอนเหนือของราชสำนักเซินถู เป็นหนามยอกอกของราชสำนักเซินถูตลอดมา
เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นรายละเอียดเกี่ยวกับแผ่นดินต้าเหมิงจากในบันทึกการเดินทางที่พวกต้าเป่านำกลับมาด้วย สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
เพราะเรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงฉากสู้รบที่นางเห็นในฝัน
ในฤดูหนาวของทุกปี หิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณ แผ่นดินต้าเหมิงที่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ช่วงเวลานี้เอง พวกเขาก็จะพาคนในชนเผ่าเข้ามารุกรานชายแดนทางเหนือของราชสำนักเซินถู
เย่อวี๋หรานช่วยต้าเป่าอธิบายเสร็จแล้วก็ไม่อาจนั่งเฉยต่อไปได้ นางออกมาจากห้องแล้วตรงไปหาจูซาน
จูซานกำลังพูดคุยกับพี่น้องคนอื่นในห้องโถง เมื่อถูกมารดาเรียกออกไปคุยด้วยตามลำพังก็ออกจะประหลาดใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้ยินชื่อของจูลิ่วจากปากของมารดาก็มีสีหน้าตกตะลึง “เจ้าหก?!”
เพราะเขาไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งคนที่กล่าวถึงจูลิ่วอีกครั้งในเรือนหลังนี้จะไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมารดาของพวกตน
“ท่านแม่ ทำไมจู่ ๆ ท่านก็…ถามถึงเจ้าหกล่ะขอรับ?” จูซานร้อนตัวยิ่งนัก
ปีนั้นที่จูลิ่วหนีออกไปจากบ้าน เขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าจูลิ่วจะหุนหันพลันแล่นปานนั้น รอจนเขาได้สติคืนมาและออกไปตามหาคนพร้อมกับจูซื่อและจูอู่ จูลิ่วก็หายตัวไปแล้ว
“ไม่มีอะไร ข้าแค่ฝันไป จิตใจไม่ค่อยสงบ” เย่อวี๋หรานกล่าวผ่าน ๆ ไปแล้วถามต่อ “ข้าจึงอยากถามว่าในหมู่พวกเจ้ามีใครติดต่อกับเจ้าหกบ้างไหม?”
จูซานไม่รู้ว่ามารดาถามถึงจูลิ่วกะทันหันเช่นนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ แต่เขายังคงส่ายศีรษะอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ ท่านก็รู้จักนิสัยเจ้าหกดี ดื้อรั้นหัวแข็งยิ่งนัก บอกว่าจะไปจากบ้านก็ไปทันที ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่กลับมา แล้วเขาจะติดต่อมาหาพวกข้าได้อย่างไรเล่าขอรับ?”
“เขายังเด็กขนาดนั้น เจ้าก็วางใจให้เขาไปอยู่ข้างนอกคนเดียว?”
จูซาน “…”
เขาย่อมไม่วางใจ แต่จูลิ่ววิ่งเร็วนี่นา ฝุ่นตลบรอบเดียวก็ไม่เห็นคนแล้ว เขายังจะทำอย่างไรได้?
“ไม่มีช่องทางติดต่อกันจริง ๆ?” เย่อวี๋หรานถามยืนยันอีกครั้ง
“ไม่มีขอรับ”
“ก็ได้ เจ้าบอกว่าไม่มีก็ไม่มี” เย่อวี๋หรานกล่าว “ฝากเจ้าบอกเขาหน่อยว่า ว่าง ๆ ก็กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง อย่าเอาแต่ไปโลดโผนอยู่ข้างนอก คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขาออกไปทำอะไรอยู่ข้างนอกนั่น…”
จูซาน “…”
ท่านแม่ ท่านไม่ต้องหยั่งเชิงแล้ว ข้าไม่รู้จริง ๆ!
เย่อวี๋หรานมองสีหน้าเขาแล้วก็พูดว่า “เห็นที เจ้าคงไม่รู้จริง ๆ สินะ”
จูซานหมดคำจะกล่าว “ท่านแม่ ท่านไม่เชื่อข้าหรือขอรับ?”
“ตอนนี้พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องพวกเจ้าเสียหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่?”
“หา พยาธิคืออะไรขอรับ?” จูซานถาม
เย่อวี๋หรานมองค้อนเขา “ฟังเข้าใจนิดหน่อยก็พอแล้ว ถามอะไรเยอะแยะ?”
จูซานลูบจมูกอย่างจืดเจื่อน แล้วอธิบายว่า แม้เขาจะสนิทสนมกับจูลิ่วตั้งแต่ยังเล็ก แต่หลังจากที่อีกฝ่ายออกจากบ้านไปก็ไม่เคยติดต่อมาหาเขาอีกเลย
ถ้านางไม่เชื่อ จะไปถามจูซื่อกับจูอู่ดูก็ได้
พวกเขาไม่มีใครรู้ข่าวคราวของจูลิ่วกันสักคน
เย่อวี๋หรานมองเขาแล้วแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ฮ่า! พวกเจ้าสนิทกันไม่เลวเลยนี่ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าสี่กับเจ้าห้า เจ้าก็กล้ารับประกันแทนพวกเขาก่อนแล้ว ทำไมรึ เจ้าเป็นพยาธิในท้องพวกเขาหรือไร?”
“ท่านแม่ ตกลงว่าพยาธิหมายถึงอะไรกันแน่ขอรับ?”
“ก็คือหนอนที่อยู่ในท้องของเจ้า รู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ประเภทนั้น”
“อ้อ” จูซานเข้าใจแล้วกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่หนอนกู่ของพวกเหมียวหรอกรึ?”
“เจ้ารู้จักหนอนกู่?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ
แม้แต่จูซานยังรู้เรื่องนี้ หรือว่าในโลกมีเรื่องลี้ลับเช่นนี้อยู่ด้วยจริง ๆ?
จูซานยักไหล่แล้วกล่าวว่า “ตอนอยู่ในตำบล ข้าเคยได้ยินนักเล่าเรื่องพูดถึงขอรับ กล่าวกันว่าลี้ลับยิ่งนัก หากเข้าไปอยู่ในร่างกายของใครแล้ว คนผู้นั้นก็จะอยู่ในการควบคุมของชนเผ่าเหมียว โชคดีที่ที่นี่ไม่มีชาวเผ่าเหมียว ไม่อย่างนั้นก็อันตรายแล้ว หนอนที่น่ากลัวแบบนั้น แค่คิดถึงก็ทำให้คนขนหัวลุก”
ที่แท้ก็ได้ยินมาจากนักเล่าเรื่องนี่เอง เย่อวี๋หรานพลันไม่เก็บมาใส่ใจ
ยุคสมัยนี้ แค่โม้อะไรนิดหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงหรอกกระมัง?
ถ้าในโลกนี้มีหนอนกู่อยู่จริง ๆ ชาติที่แล้วคงออกข่าวไปนานแล้วล่ะ
“เจ้าไปเรียกเจ้าสี่กับเจ้าห้ามาหน่อย ข้าอยากถามพวกเขา” เย่อวี๋หรานบอก
“ท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าพวกเขาไม่รู้ ท่านจะเรียกพวกเขามาก็ไม่ได้ความหรอกขอรับ…”
“ข้าให้เจ้าไปเรียกพวกเขามาก็ไปเรียก พูดอะไรเยอะแยะ?” เย่อวี๋หรานปรายตามองเขา
“ขอรับ” จูซานจนปัญญา ได้แต่ไปเรียกจูซื่อและจูอู่มาแต่โดยดี
ระหว่างทาง จูซื่อกับจูอู่ได้ยินว่าเป็นเรื่องราวใดแล้วก็ประหลาดใจอย่างมากเช่นเดียวกับจูซาน
“พี่สาม นี่มันอะไรกัน? ทำไมอยู่ดี ๆ ท่านแม่ก็ถามถึงเจ้าหกล่ะขอรับ?”
จูอู่พูดจบ จูซื่อก็พูดต่อทันที “นั่นน่ะสิ ตอนแรกที่เจ้าหกไปจากบ้าน ท่านแม่พูดเองนะว่าห้ามพวกเราพูดถึงเขาต่อหน้าท่านแม่อีก”
เขาถึงขั้นสงสัย “พี่สาม ไม่ใช่ว่าท่านไปพูดอะไรต่อหน้าท่านแม่ ทำให้ท่านแม่ไม่พอใจ แล้วเรียกพวกเราไปรับความซวยด้วยคนหรอกนะ?”
จูซานฟาดฝ่ามือลงบนร่างจูซื่อ “พูดไร้สาระอะไรของเจ้า ท่านแม่พูดขึ้นมาเองเว้ย!”
จูซื่อแย้งว่า “ข้าไม่เชื่อหรอก ท่านแม่พูดคำไหนคำนั้นมาตลอด ถ้าท่านแม่บอกว่าไม่อนุญาตให้พูดถึงเจ้าหกอีกก็คือไม่อนุญาต ท่านแม่จะพูดแล้วคืนคำทำให้ตัวเองขายหน้างั้นรึ?”