ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 623 พวกเขาโชคดีจริง ๆ ที่ได้กินเนื้อทุกวัน
บทที่ 623 พวกเขาโชคดีจริง ๆ ที่ได้กินเนื้อทุกวัน
“อะไรกัน มีแต่เจ้าที่เป็นแม่พระ ส่วนคนที่ทำให้หลิวซื่อลำบากใจตั้งแต่ต้นจนจบก็คือข้าสินะ?” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ได้ ข้าก็ไม่ได้อยากยุ่งนักหรอก”
พูดจบก็จากไปอย่างโมโห
หลี่ซื่อเหลือบมองหลิ่วซื่อแวบหนึ่ง ค่อนข้างโมโหที่พี่สะใภ้ใหญ่ไม่เอาไหนเช่นนี้ “ท่าน…พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแม่ออกหน้าแทนท่านอยู่นะเจ้าคะ ท่านนี่ก็ช่าง…”
ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีแล้ว จึงออกไปจากห้องครัวด้วยอีกคน
“ท่านแม่”
นางรีบเรียกเย่อวี๋หรานเอาไว้
เย่อวี๋หรานหันกลับมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง กล่าวเสียงห้วน “ทำไม? เจ้าอยากทำตัวเป็นคนดีด้วยอีกคน?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าแค่อยากถามท่านว่าเช้านี้พวกเรากินอะไรกันดีเจ้าคะ…” ความจริงแล้วเมื่อวานได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แต่หลี่ซื่อใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง นางไล่รายการอาหารออกมาอีกรอบ “ท่านแม่ เช้านี้พวกเราทำอาหารพวกนี้ดีไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้อยากพาลโมโหใส่คนอื่น นางพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ฟังอีกฝ่ายพูดจนจบ
นางไม่มีความเห็นเรื่องอาหารมื้อเช้าจึงพูดว่า “ได้ จัดการตามนี้ก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะจัดการตามนี้…ท่านแม่ ข้ารบกวนท่านอีกเรื่องได้ไหมเจ้าคะ?” หลี่ซื่อพูดต่อไปพลางลอบสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หราน
“เรื่องอะไร?”
“ข้าต้องไปเตรียมอาหารนี่นา ไม่มีเวลาดูแลซานเป่ากับซื่อเป่า ท่านช่วยข้าดูแลพวกเด็ก ๆ ให้ข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง “ได้”
ลูกสะใภ้มาขอร้องนางเช่นนี้ นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
คงกลัวว่านางจะโมโหจนใจร้อนรุ่ม จึงหาอะไรให้นางทำ ถึงได้ให้นางไปช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ
คนอายุมากแล้วก็เป็นอย่างนี้ ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหน แต่พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเด็ก ๆ จิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นแล้ว
คนอื่นมักกล่าวหาว่านางลำเอียงรักหลี่ซื่อ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าคนที่ทำให้นางรู้สึกวางใจที่สุดในบ้านนี้ก็คือหลี่ซื่อ?
หลี่ซื่อยิ้มกว้าง “อย่างนั้นก็รบกวนท่านแม่ด้วยนะเจ้าคะ พวกเขากำลังอ่านตำราอยู่กับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวถึงเวลากินข้าว ข้าจะเรียกท่านอีกทีนะเจ้าคะ…”
“อื้ม!” เย่อวี๋หรานขานรับแล้วเดินไปหาพวกจูชี
เนื่องจากจูชีใกล้จะสอบเคอจวี่ ช่วงหลายวันนี้ยังจะมีแขกเหรื่อมาที่บ้าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเตรียมตัวของจูชี คนสกุลจูจึงตัดสินใจเด็ดขาด ย้ายถ่านมาไว้ที่ห้องหนังสือในเรือนหลังใหม่
เมื่อจัดห้องหนังสือให้ใหม่เรียบร้อยแล้ว ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจึงตามมาอยู่ทางนี้ด้วย
ส่วนซานเป่าและซื่อเป่า ช่วงนี้อากาศหนาวไม่อาจออกไปไหน จึงมา ‘ฟังเรื่องเล่า’ กับพวกพี่ชาย
ใช่แล้ว พวกเขามาฟังต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่าเรื่องราวในตำราให้ฟังนั่นเอง
เด็กน้อยไม่มีสิ่งบันเทิงอะไร เรื่องเล่าเรื่องเดียวก็สามารถฟังได้ทั้งวัน
บางครั้งหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยา กระทั่งจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย ถ้าไม่มีอะไรทำก็จะแวะมาฟังเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน
เรื่องราวเหล่านั้นมาจากบันทึกการเดินทางหรือบันทึกเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่ยืมมาจากอาจารย์เสิน รวมถึงตำนานต่าง ๆ ที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าได้ยินได้ฟังมาจากสหายร่วมสำนักของจูชี
คนเป็นบัณฑิต เมื่ออ่านตำรามาพอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะพูดถึงหัวข้อใดก็มักจะหาเรื่องมาเล่าได้สักอย่างสองอย่าง
ในหอพักของพวกตนยังมีเด็กน้อยอยู่ด้วย เวลาพวกเขาเหน็ดเหนื่อยจากการร่ำเรียนก็มักจะเอาเรื่องเล่าเหล่านั้นไปหยอกพวกเด็กน้อยเล่น ทำให้ตัวเองผ่อนคลายลงบ้าง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าความจำดี ฟังไปรอบเดียวก็สามารถจำเรื่องราวได้เกือบทั้งหมดแล้ว เสริมแต่งไปอีกเล็กน้อยก็สามารถเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาจนครบ
“จริงรึ คนที่นั่นไม่กินข้าวกันจริง ๆ?” หลี่ว์ต้ายามีสีหน้าอัศจรรย์ใจ ถามต่อไปว่า “พวกเขาไม่กินข้าวแล้วกินอะไรกัน? ไม่หิวบ้างหรือ?”
ใบหน้าต้าเป่าแลดูกระหยิ่มยิ้มย่อง เขากล่าวว่า “คนที่นั่นไม่ได้ปลูกข้าวก็ต้องไม่กินข้าวอยู่แล้ว พวกเขากินเนื้อ คงรู้ใช่ไหม เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั่นแหละ”
เด็กน้อยทั้งหลายเผยสีหน้าอิจฉา “จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็โชคดีเกินไปแล้ว ได้กินเนื้อสัตว์ทุกวันแบบนั้น”
จากนั้นก็คุยกันอึงอล บอกว่าตนเองยอมกินเนื้อสัตว์ทุกมื้อดีกว่าแบบทุกวันนี้ที่จะกินข้าวให้อิ่มสักมื้อยังเป็นเรื่องยาก
ในความคิดของพวกเขา ชีวิตที่ได้กินเนื้อทุกวันจะต้องเป็นชีวิตที่สุขีเปรมปรีดิ์แท้ ๆ เชียว
ต้าเป่าชักจะลำบากใจ เขาไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไรว่า ได้กินเนื้อทุกวันกลับไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดี
สหายร่วมสำนักของอาเล็กก็บอกแล้วว่า เพราะพวกเขาไม่สามารถทำการเกษตรได้ ได้แต่รับประทานเนื้อทุกวันจึงอด ๆ อยาก ๆ เอะอะก็จะเปิดศึกทำสงครามกับแผ่นดินของพวกตน
ทั้งยังเล่าเรื่องที่ผู้คนมากมายต้องอพยพหนีภัยสงครามให้ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าฟังอีกด้วย
สรุปได้ว่า เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่ง
ตอนที่เย่อวี๋หรานเข้ามาก็ได้ยินพวกเขาเล่าถึงตอนนี้พอดี
นางได้ยินต้าเป่าพยายามโน้มน้าวใจคนอื่น ๆ แต่เพราะความรู้มีอยู่จำกัด ไม่อาจอธิบายให้ชัดเจนได้ จึงถูกบรรดาพี่สาวน้องสาวทั้งหลายพูดจาถล่ม สู้ใครไม่ได้สักคน
เขามีสีหน้าทุกข์ใจ “ไอ้หยา จะพูดอย่างไรให้เข้าใจดีนะ? บอกแล้วอย่างไรขอรับว่าถึงแม้พวกเขาจะได้กินเนื้อทุกวัน แต่ก็จนมาก ยากจนกระทั่งไม่มีข้าวกิน ถึงได้มารุกรานพวกเรา…”
“เหลวไหล!” หลี่ว์เอ้อร์ยาไม่เชื่อสักนิด นางกล่าวว่า “ถ้าพวกเขายากจนกระทั่งไม่มีข้าวกิน แล้วจะมีเนื้อกินได้อย่างไร? เจ้าต้องจำผิดเป็นแน่”
“ไม่มีทาง ข้าจำได้ชัดเจนยิ่ง สหายร่วมสำนักของอาเล็กเล่าแบบนี้จริง ๆ นะ” ด้วยอารามร้อนใจ ต้าเป่าจึงอยากให้จูชีช่วยยืนยันให้เขา
ยามนั้นจูชีสวมที่ครอบหู ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น ก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ซึ่งความจริงแล้วเขากำลังตั้งใจท่องแนวข้อสอบเสี้ยนซื่อที่อาจารย์เสินรวบรวมมาให้เขาโดยเฉพาะ
“ชู่ว…พวกเจ้าพูดเสียงเบาหน่อย อาเล็กของพวกเจ้ากำลังอ่านตำราอยู่นะ” เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปห้ามพวกเขาได้อย่างทันท่วงที
พวกเด็ก ๆ เห็นนางเข้ามาแล้วก็กุลีกุจอเข้ามาหา
ถึงจะเบาเสียงลงแล้ว แต่พวกเด็กผู้หญิงก็ยังเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง “ต้าเป่าต้องจำผิดแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ สถานที่ที่มีเนื้อกินจะอดอยากได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้หรอก”
ต้าเป่าไม่ยอมแพ้ “ท่านย่า ข้าไม่ได้จำผิด เป็นเรื่องจริงนะขอรับ”
เย่อวี๋หรานระบายยิ้มออกมา โบกมือบอกให้พวกเด็ก ๆ กลับไปนั่งบนแคร่ผิงไฟตามเดิม
แคร่ผิงไฟประเภทนี้ทำจากไม้ หน้าตาคล้ายฟางโต่วที่ใช้นวดข้าว มีลักษณะสี่เหลี่ยมเหมือนกัน
แต่ต่างจากฟางโต่วตรงที่สี่ด้านของฟางโต่วมีเพียงกรอบทื่อ ๆ ไม่มีขอบ แต่บนกรอบสี่ด้านของแคร่ผิงไฟนี้เพิ่มกระดานไม้ที่คนสามารถนั่งเข้าไปด้วย หน้าตาคล้ายม้านั่งยาว
ขณะที่ด้านในของแคร่ผิงไฟปูไม้กระดานฉลุลายแผ่นยาวเอาไว้ชั้นหนึ่ง
แคร่ผิงไฟมีสี่ด้าน ใช้ไม้กระดานสี่แผ่น เหลือช่องตรงกลางไว้สำหรับวางกระถางไฟ
ในฤดูหนาว ตักถ่านไฟร้อน ๆ ใส่กระถางด้านใน แล้วนำสิ่งที่มีลักษณะเหมือนกรงนกมาครอบเอาไว้ เพียงเท่านี้ ทุกคนก็สามารถถอดรองเท้า ขึ้นไปนั่งรับความอบอุ่นบนแคร่ผิงไฟได้แล้ว
ในเวลาเช่นนี้ ย่อมไม่อาจขาดผ้าห่มผืนหนาสักผืน นำมาคลุมร่างคนที่นั่งล้อมวงอยู่บนแคร่ เจ้าดึงมุมหนึ่ง ข้าดึงมุมหนึ่ง เท่านี้ก็อบอุ่นมากแล้ว
เนื่องจากสกุลจูมีสมาชิกมาก ตอนที่เย่อวี๋หรานไปสั่งทำกับช่างไม้ไฉจึงเน้นเป็นพิเศษว่าให้ทำขนาดใหญ่สักหน่อย และทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะได้วางกระถางไฟไว้ข้างในได้สองกระถาง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ขณะที่จูชีนั่งอ่านตำราอีกด้านหนึ่ง จะได้ไม่ถูกคนอื่น ๆ รบกวน
จูชีห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม ซุกร่างอยู่ในแคร่ผิงไฟ
เบื้องหน้าเขาคือชั้นไม้ที่ทำขึ้นมาสำหรับวางตำราโดยเฉพาะ สองฝั่งซ้ายขวามีแท่งไม้ฝั่งละแท่ง ใช้สำหรับยึดตำรา
จูชีเพียงแค่ต้องยื่นมือออกมาตอนพลิกหน้าตำรา วางท่อนไม้ทับสองฝั่งตำราเอาไว้ จากนั้นก็อ่านตำราต่อไป