ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 626 บังเอิญจริง
บทที่ 626 บังเอิญจริง
สำหรับคนสกุลหลิวแล้ว การกลับมาของหลิวซื่อนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดหมาย
“เจ้าลูกคนนี้ ทำไมถึงได้กลับมาวันนี้เล่า?!” แม่หลิวรีบเดินนำลูกสาวกับลูกเขยเข้ามาในเรือน “วันนี้เป็นวันกลับบ้านเดิมของพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไม่ใช่รึ?”
“ฮิฮิฮิ…ท่านแม่ ข้ากลับมาก็ต้องมีเหตุผลอยู่แล้วสิเจ้าคะ ตอนนี้ข้าเป็นสมบัติล้ำค่าของสกุลจูเชียวนะ” หลิวซื่อลูบหน้าท้องที่ยังคงไร้เค้าลาง “ข้ามีแล้ว”
แม่หลิวตะลึงไป แต่ก็ได้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว นางกล่าวอย่างตื่นเต้นยินดี “เจ้าท้องแล้ว?!”
“เจ้าค่ะ ข้าท้องแล้ว!” รอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าของหลิวซื่อ
“จริงรึ?!”
“จริงเจ้าค่ะ!”
“ประเสริฐยิ่งนัก! สามี ได้ยินแล้วใช่ไหม ลูกสาวของเจ้าท้องแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า…ในที่สุดซุ่ยซุ่ยของพวกเราก็ท้องแล้ว”
……
เสียงหัวเราะด้วยความยินดีของคนทั้งครอบครัวดังออกมาจากในเรือน
ความขัดแย้งในยามปกติคล้ายจะหายวับไปในชั่วเวลานั้น
จะมีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการที่ลูกสาวตั้งครรภ์ทายาทของบ้านแม่สามี?
ตั้งครรภ์แล้ว ฐานะของลูกสาวในสกุลจูก็มั่นคงเสียที
ลูกสาวมีฐานะมั่นคง เช่นนั้นสกุลหลิวก็กอดขาใหญ่ของสกุลจูได้อย่างมั่นคงแล้ว
กอดขาใหญ่แน่น ๆ ได้แล้ว เช่นนั้น…
คนทั้งหลายรู้สึกยินดี ขณะเดียวกัน ต่างคนต่างก็มีแผนการในใจตนเอง
เวลาเดียวกันที่หมู่บ้านสกุลหลิ่ว
แม่หลิ่วสั่งความลูกสะใภ้ให้เตรียมมื้อเที่ยงไว้แต่แรก รอเพียงลูกสาวกลับมา แต่ปรากฏว่าล่วงเลยเวลาอาหารมื้อเที่ยงมาแล้วก็ยังไม่เห็นคน
นางเริ่มกังวลใจขึ้นมา: คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอกกระมัง?
พ่อหลิ่วที่ดูคล้ายสงบนิ่งก็เริ่มนั่งไม่ติดเช่นกัน ส่งลูกชายคนหนึ่งออกไปสอดส่องที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
แต่ก็ยังไม่พบคนอยู่ดี
“ตาเฒ่า คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวระหว่างทางหรอกนะ?” แม่หลิ่วถามอย่างไม่สบายใจ
“จะเกิดเรื่องได้อย่างไร? ระหว่างหมู่บ้านสกุลจูกับหมู่บ้านสกุลหลิ่ว เดินทางลำบากหน่อยก็จริง แต่หลายปีที่ผ่านมา เจ้าเคยได้ยินใครเกิดเรื่องด้วยรึ?” พ่อหลิ่วว่า “เกรงว่าทางด้านสกุลจูคงเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงเสียมากกว่า”
“สกุลจู?” แม่หลิ่วหัวใจเต้นแรง “ไม่กระมัง? ไม่เห็นแก่ภิกษุก็เห็นแก่พุทธองค์*[1] เจ้าลูกคนนี้โง่ไปหน่อย แต่จะพูดอย่างไรนางก็คลอดลูกชายให้สกุลจูสองคนแล้วนะ”
“ลูกชายแล้วอย่างไร สกุลจูขาดแคลนลูกชายงั้นรึ? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าจูต้าเหนียงเป็นคนแบบไหน?”
แม่หลิ่วเงียบไป
จริงด้วย หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เคยเหมือนใครเสียที่ไหน คนอื่นอยากได้ลูกชาย แต่เจ้าตัวกลับอยากได้ลูกสาว
เพื่อลูกสาวคนเดียวยังเกือบทำให้บ้านแตกมาแล้ว
แต่ช่วงสองปีมานี้เหมือนถูกโชคหล่นทับอย่างไรอย่างนั้น ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ ถึงขั้นส่งลูกชายสมองทึ่มเข้าสำนักศึกษาได้แล้ว
ในความคิดของนาง ถ้าจะส่งก็ควรส่งหลานชายสองคนนั้นของนางมากกว่า
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแค่เห็นก็รู้ว่าเป็นเด็กฉลาด มีพรสวรรค์ในการเรียนหนังสือ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับพิลึกคน ส่งคนสมองทึ่มไปเรียนเสียอย่างนั้น…
จะพูดให้น่าฟังอย่างไร เจ้าทึ่มก็ยังเป็นเจ้าทึ่มอยู่ดีไม่ใช่รึ?
คนสมองทึ่มคนหนึ่งจะไปสอบตำแหน่งอะไรได้?
คอยดูเถอะ ถึงตอนนั้นเดี๋ยวก็ต้องพึ่งพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าของนาง
แม่หลิ่วไม่ยอมรับว่าแท้จริงแล้วนางอิจฉาเย่อวี๋หรานไม่มากก็น้อย ไม่เพียงคลอดลูกมากเท่านั้น แต่เลี้ยงลูกก็รอด คนก็ยังมีนิสัยเข้มแข็ง ถึงจะแต่งเข้าสกุลจูไปแล้ว ทว่าอยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
แล้วลอบมองไปทางพ่อหลิ่ว นางไม่มีความกล้าแบบนั้นหรอก
อุ่นอาหารรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นคนมาเสียที ด้วยความโมโห พ่อหลิ่วจึงบอกให้ทุกคนกินข้าวเสียให้หมด ไม่ต้องเหลือไว้ให้ลูกสาวกับลูกเขย
มีลูกสาวบ้านไหนกลับบ้านเดิมกันตอนมืดค่ำบ้าง?
ถ้าพวกนางกล้ามาหาตอนฟ้ามืด เขาก็กล้าไล่พวกนางออกไป
ส่วนว่าถึงที่สุดแล้วจะไล่หรือไม่ไล่นั้นก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะพ่อหลิ่วไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น จวบจนฟ้ามืด หลิ่วซื่อกับจูต้าก็ยังไม่ปรากฏตัว
เพราะความโมโห เย่อวี๋หรานจึงไม่ถามไถ่เรื่องกลับบ้านเดิมของหลิ่วซื่อและจูต้าอีกเลย
ตอนที่หลี่ซื่อมารายงาน นางก็เพียงตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อืม ข้ารู้แล้ว”
ครั้นสัมผัสได้ว่าแม่สามีอารมณ์ไม่ดี หลี่ซื่อจึงไม่พูดมาก พูดสิ่งที่ควรพูดจบแล้วก็ล่าถอยออกไปทันที
จนกระทั่งหลี่ฉินมาเยือน เย่อวี๋หรานค่อยอารมณ์ดีขึ้นมา
“แม่บุญธรรม ข้ามาอวยพรปีใหม่ให้ท่านเจ้าค่ะ!”
หลี่ฉินสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่งกายสะอาดสะอ้าน
เย่อวี๋หรานแค่เห็นคนก็เบิกบานใจแล้ว นำดอกไม้ประดับผมที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาทัดผมให้อีกฝ่าย “เป็นสาวเป็นนาง ทัดดอกไม้เสียหน่อยจึงจะงาม แต่งกายเรียบ ๆ แบบนี้ได้อย่างไร? ดูสิ ดอกไม้ประดับผมอันนี้น้องซูจิ้งของเจ้าเป็นคนทำเชียวนะ ลองส่องกระจกดูสิว่าทัดผมไว้แบบนี้แล้วงามหรือไม่”
จูปาเม่ยยิ้มแย้มอยู่ข้าง ๆ ประคองกระจกส่งมาให้
หากเป็นเมื่อก่อน มารดาของนางกล้าเอาสิ่งของที่นางทำเองไปให้คนอื่น นางคงโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
ดอกไม้ประดับผมที่งดงามขนาดนี้ ไม่เพียงเปลืองผ้าสิ้นเปลืองเวลาทำเท่านั้น แต่ยังจะทำให้คนอื่นได้หน้าแทนตนเอง นางคงโง่แล้วที่จะยกให้
ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน นางทราบว่ามารดาทำเช่นนี้เพราะหวังดีกับนาง นอกจากจะได้มิตรมาเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ทำให้นางมีชื่อเสียงที่ดี เรื่องดีงามเช่นนี้ เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
คนพูดกันว่าเด็กสาวควรอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ควรทำตัวเด่น แต่ถ้าไม่มีชื่อเสียงดีงามลือออกไป ผู้ใดจะทราบว่าบ้านเจ้ามีกุลสตรีเพียบพร้อมคนหนึ่งและมาขอดูตัวกันล่ะ?
“พี่ฉิน ท่านดูสิเจ้าคะว่างามหรือไม่งาม?”
กระจกทองแดงถูกส่งมาถึงเบื้องหน้าตนเองแล้ว หลี่ฉินอยากปฏิเสธก็สายเกินไป นางได้แต่บอกว่างามทั้งที่หน้าแดงก่ำ ชมว่าจูปาเม่ยมีฝีมือ อายุน้อยเท่านี้ก็ปักดอกไม้ที่งดงามเช่นนี้ได้แล้ว ไม่เหมือนนาง โตมาขนาดนี้ยังทำได้เพียงเย็บเสื้อผ้า แต่ดอกไม้ที่สวยงามเช่นนี้ นางทำไม่เป็นหรอกนะ
“ฮ่า ๆๆ…พี่ฉิน ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ข้าเย็บเสื้อผ้าสู้ท่านไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ ทำได้แค่เย็บดอกไม้ปักชุนเสื้อผ้านิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นแหละ คนอื่นจะได้ไม่หาเรื่องมาตำหนิ” จูปาเม่ยถ่อมตัว
เทียบกับในอดีต คำพูดคำจาของนางน่าฟังกว่าเดิม ทำให้คนนิยมชมชอบได้แล้ว
ไม่ดูถูกฝีมือปักดอกไม้ของตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมชมเชยฝีมือเย็บเสื้อผ้าของหลี่ฉิน บอกว่าต่างฝ่ายต่างมีข้อดี ใครก็จับผิดไม่ได้
นอกจากนี้ หลี่ฉินยังเป็นเด็กสาวที่กำลังจะออกเรือน งานฝีมือย่อมไม่อาจด้อยไปได้ ถ้ามีคำว่า ‘แย่’ หรือ ‘ไม่ดี’ แพร่ออกไป ก็จะกระทบต่อชื่อเสียงของนาง
จะว่าไปก็บังเอิญทีเดียว หลี่ฉินมานั่งในเรือนสกุลจูได้ไม่เท่าไหร่ สกุลจูก็ได้ต้อนรับแขกอีกคน ซึ่งก็คือเหวินเหรินซาน
ต่างจากหลี่ฉินที่มีมารดาแท้ ๆ มาด้วย เหวินเหรินซานเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาจึงมาคนเดียว
เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ แลดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา ทั้งยังหอบหิ้วห่อน้อยห่อใหญ่มาเยือน ถูกมารดาของหลี่ฉินเหลือบไปเห็นเข้าพอดี
“นั่นใครรึ? ญาติของพวกท่าน? แต่งงานหรือยัง?”
คำถามสามข้อติดต่อกัน เผยให้รู้ถึงความคิดของมารดาหลี่ฉิน
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้การดูตัวของลูกสาวคราวก่อนล้มเหลวกันเล่า?
แม้จะได้เย่อวี๋หรานรับลูกสาวบุญธรรมเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ แต่ก็มีข่าวลือแพร่ออกไปอยู่ดี
พอคนอื่นได้ยินว่าลูกสาวของนางถูกฝ่ายชาย ‘รังเกียจ’ ก็มองข้ามลูกสาวของนางไปโดยไม่สนใจสาเหตุแม้แต่น้อย
มารดาของหลี่ฉินกลุ้มใจยิ่งนัก ลูกสาวของนางยังเป็นแม่นางน้อยก็จริง แต่ถ้าอีกสองปียังไม่ได้ออกเรือน ก็จะได้กลายเป็น ‘แม่นางใหญ่’ จริง ๆ แล้ว!
ถึงตอนนั้นการหาคู่ดูตัวมีแต่จะยากกว่าเดิม
คนที่ฐานะดีหน่อยล้วนเลือกเด็กสาวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมกันทั้งนั้น ใครจะเลือกคนที่อายุมาก?
หลี่ซื่อยิ้มกว้าง “อาหญิง ท่านสบายใจได้ เขายังไม่แต่งงานเจ้าค่ะ”
มารดาของหลี่ฉินกระดากใจอยู่บ้าง นางกุมมือหลี่ซื่อแล้วพูดว่า “หรูตง พวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ฉินยาโถวบ้านข้าอายุน้อยกว่าเจ้าแค่ไม่กี่ปี คนกันเองทั้งนั้น เจ้าก็ช่วยอาหญิงสักหน่อยเถอะ ช่วยสอบถามสถานการณ์ของพ่อหนุ่มคนนั้นให้อาหญิงที เรื่องนี้ถ้าสำเร็จลุล่วง ข้าจะตอบแทนเจ้าที่ช่วยเป็นแม่สื่อให้อย่างงามเลยเชียว…”
[1] ไม่เห็นแก่ภิกษุก็เห็นแก่พุทธองค์ (不看僧面看佛面) หมายถึง ขอร้องบุคคลที่สามให้ช่วยเหลือ หรือ อะลุ่มอล่วยให้กับคนบางคน / เรื่องราวบางอย่าง