ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 644 ผู้อยู่เบื้องหลัง
บทที่ 644 ผู้อยู่เบื้องหลัง
เมื่อทุกคนได้ยินจูชีท่องตำราก็มีอันต้องตะลึงต่อความจำอันเลิศล้ำของเขา จนลืมไปแล้วว่าพวกตนมาทำอะไรที่นี่
จนกระทั่งฝ่ายโจทก์ยิ่งฟังก็ยิ่งกระวนกระวาย ตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่เพราะยืนนานเกินไป ขาเป็นเหน็บชา จึงเป็นเหตุให้สะดุดล้ม คนทั้งหลายค่อยได้สติคืนมา
เขากระเสือกกระสนขึ้นมาได้ก็วิ่งหนีออกไปข้างนอก
แต่นายอำเภออวี้หงซิ่นหรือจะยอมปล่อยให้เขาหนีไปได้?
“จับเขาเอาไว้!”
ทันทีที่คำบัญชาดังขึ้น เจ้าพนักงานในศาลก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พุ่งตัวออกไปจับคนผู้นั้น
ขณะที่บริเวณประตูของศาลมีคนที่มาร่วมชมความครึกครื้นมากมายขวางอยู่ เขาจะวิ่งหนีได้ไวปานไหน เมื่อถูกคนหลายคนช่วยกันจับตัวเอาไว้ก็ยังถูกเจ้าหน้าที่ศาลตามมาจับตัวกลับไปได้อยู่ดี
ปัง!
นายอำเภออวี้หงซิ่นเคาะไม้สถิตยุติธรรมเสียงดัง ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เหลียงเฉิงเยว่ เจ้ายังมีอะไรจะพูดไหม?”
เหลียงเฉิงเยว่ถูกเจ้าพนักงานศาลจับแขนสองข้างและกดร่างไว้บนพื้น เขาพยายามดิ้นรนลุกขึ้นมา แต่หลังจากพบว่าลุกขึ้นมาไม่ได้ก็ก้มศีรษะลง ใบหน้าคลุกฝุ่น
“เหลียงเฉิงเยว่!” นายอำเภออวี้หงซิ่นตวาดถามอีกครา “ยังไม่รีบสารภาพออกมาอีก ระหว่างจูอั้นโฉ่ว (ผู้สอบได้ที่หนึ่งแซ่จู) กับเจ้ามีเรื่องผิดใจอันใด เจ้าจึงใส่ความเขาเช่นนี้? ก่อกวนการสอบเคอจวี่ ดูหมิ่นพระมหากรุณา มีโทษหนักนะ…”
คำถามคาดคั้นติดต่อกันดังก้องอยู่ริมโสต เหลียงเฉิงเยว่ตัวสั่นสะท้าน
เขายังจะกล้าปิดบังต่อไปได้อย่างไร สุดท้ายก็สารภาพออกมาจนหมด
ปรากฏว่าเขาถูกคนอื่นบงการมาอีกที
ในฐานะบัณฑิตยากจนผู้หนึ่ง เหลียงเฉิงเยว่มีพรสวรรค์ไม่พอ ยังขาดความพากเพียร ชอบคิดอะไรนอกลู่นอกทางอยู่เป็นนิจ
ครั้นเห็นว่าการสอบเสี้ยนซื่อคราวนี้คงหมดหวังเสียแล้ว เขาก็นึกกลุ้มใจ
เฮ้อ…บิดาของเขาบอกว่า ถ้ารอบนี้ยังสอบไม่ผ่านอีกก็จะไม่สนับสนุนเขาเรียนหนังสือแล้ว บอกให้เขากลับบ้านไปทำนา
จะทำอย่างไรได้ ทางบ้านยากจน สามารถแบกรับมาถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว จึงแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป
มิหนำซ้ำ บรรดาพี่ชายพี่สะใภ้ของเขาก็ไม่พอใจกันแล้ว
แต่เหลียงเฉิงเยว่อยากกลับไปเสียที่ไหน?
ทำงานเหน็ดเหนื่อยปานนั้น ทั้งยังสกปรกอีกต่างหาก จะมีเกียรติสู้เป็นบัณฑิตผู้หนึ่งได้อย่างไร แต่ถ้าไม่กลับไป เขาก็ใช้เงินที่มีไปจนหมดแล้ว เขายังจะไปที่ไหนได้อีก?
ยามนั้นเองก็มีคนมาหาเขา ใช้น้ำเสียงล่อลวงถามเขาว่า “อยากหาเงินไหม?”
เหลียงเฉิงเยว่ตอบว่า “อยาก”
ตอนที่เขาได้ยินจากคนผู้นั้นว่าจะให้ตนเองไปร้องเรียนว่าที่หนึ่งของอำเภอ ‘ทุจริตในการสอบ’ ก็ไม่ใคร่จะเต็มใจ แต่คนผู้นั้นกลับบอกว่า ‘นี่ ศิษย์พี่เหลียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ถ้าข้าไม่มีหลักฐานจะให้ท่านไปทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?’
คนผู้นั้นคว้าตัวเขาเอาไว้ แล้วบอกเล่าสถานการณ์ของจูชีให้เขาฟังอย่างคร่าว ๆ
เพิ่งเรียนหนังสือมาได้สองปี จะร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่อาจเรียนสี่ตำราห้าคัมภีร์ได้จนครบภายในเวลาสั้น ๆ แค่นั้นหรอก จริงไหม?
ดังนั้นจูชีผู้นี้จะต้องทุจริตแน่แล้ว
“เรื่องนี้ข้าไม่สะดวกจะออกหน้า เพราะข้ามีเรื่องขัดแย้งกับสำนักศึกษาหลานฮวา ถ้าข้าออกหน้าเอง คนอื่นก็คงจะคิดว่าข้าหาเรื่องอีกฝ่ายเพราะความขัดแย้งส่วนตัวน่ะสิ”
“แต่ถ้าเป็นท่านย่อมไม่เหมือนกัน พวกเขาไม่รู้จักท่าน ทั้งยังไม่มีความแค้นต่อกัน เมื่อท่านเป็นคนไปร้องเรียน คนอื่นก็จะเชื่อไว้ก่อนสามส่วน”
“ถ้านายอำเภอเชื่อท่าน ท่านยังต้องกลัวว่าจะร้องเรียนคนแซ่จูผู้นั้นไม่ได้อีกรึ?”
……
คนผู้นั้นกล่าวพลางล้วงตั๋วแลกเงินออกมาโบกไปมาต่อหน้าเหลียงเฉิงเยว่
นั่นเป็นตั๋วแลกเงินมูลค่าพันตำลึงเงินเชียวนะ ทั้งชีวิตนี้เหลียงเฉิงเยว่ยังไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน หัวใจดวงน้อย ๆ พลันเต้นรัวแรง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรับปาก
แต่จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่า เรื่องที่อีกฝ่ายเพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่นานนั้นเป็นความจริง แต่คนเขามีความสามารถ ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ สามารถท่องจำตำราหนึ่งร้อยสิบสองเล่มโดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียวได้ในเวลาไม่ถึงสองปี
“คนผู้นั้นมีนามว่าอะไร?” นายอำเภออวี้หงซิ่นฟังความเป็นมาทั้งหมดแล้วก็ถามขึ้นมา
เหลียงเฉิงเยว่เงยหน้าขึ้นมาตอบว่า “หม่าหงคั่ว”
จูชีความจำดีปานไหน นึกออกได้ในทันที “พี่สาม เป็นคนผู้นั้นขอรับ”
ทั้งยังกลัวว่าจูซานจะคิดไม่ออก จึงบอกเพิ่มมาอีกว่า “ก็คือคนที่คิดจะใส่ร้ายว่ากวงจี้ทุจริตในการสอบ แอบยัดโพยมาในสัมภาระเข้าสอบของกวงจี้”
จูซานร้อนใจจนแทบอยากจะปิดปากน้องเจ็ดของตนเองเสียเดี๋ยวนั้น
เจ้าเด็กบื้อคนนี้ ไม่ง่ายเลยกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้เจ้าได้ เจ้ายังจะมาลากคนอื่นลงย้ำไปอีกอย่างนั้นรึ?
อาจารย์เสิน หลิวเจี้ยนถง และเสินกวงจี้ “…”
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาท่องตำราเก่ง ลำพังนิสัยชอบพูดความจริงของเขาก็ชวนให้คนทุบตีได้แล้ว!
นายอำเภออวี้หงซิ่นยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
จากที่ได้สัมผัสในช่วงเวลาสั้น ๆ อย่าว่าแต่เขาเลย กระทั่งฝูงชนที่มาชมการพิจารณาคดีอยู่ข้างนอกเหล่านั้นก็ยังมองออกว่า คนสอบได้ที่หนึ่งของเสี้ยนซื่อปีนี้เหมือนดังที่พี่ชายของเขาพูดไว้ไม่มีผิด…นิสัยซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เสียก็แต่ซื่อจนค่อนไปทางซื่อบื้อ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกอัจฉริยะทั้งหลายล้วนมี ‘ข้อบกพร่อง’ ที่ชวนให้คนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้เช่นนี้กันหมดทุกคน?
ไม่อย่างนั้น เขามีท่าทางเซ่อซ่าขนาดนี้ แต่กลับเรียนหนังสือได้ร้ายกาจปานนั้นได้อย่างไร?
“พวกเจ้ารู้จักหม่าหงคั่วผู้นี้หรือไม่?” นายอำเภออวี้หงซิ่นถามคนในศาลประหนึ่งไม่ได้ยินสิ่งที่จูชีพูด
ครานี้จูซานไม่กล้าปล่อยให้น้องเจ็ดของเขาพูดจาอีกแล้ว เพราะเกรงว่าจะพ่นถ้อยคำที่ทำให้คนใจหายใจคว่ำออกมาอีก จึงรีบก้าวออกมาประสานมือกล่าวว่า “เรียนใต้เท้านายอำเภอ คนผู้นี้กับข้าน้อยเพียงเคยพบหน้ากันครั้งเดียวขอรับ”
จากนั้นก็เล่าสถานการณ์ที่ตนเองได้พบหม่าหงคั่วในวันแรกของการสอบเสี้ยนซื่อออกมาจนกระจ่าง
กล่าวกันตามตรงแล้ว เทียบกับจูชีที่ค่อนข้างทึ่ม ๆ ซื่อ ๆ จูซานที่ไม่ได้แต่งกายอย่างบัณฑิตกลับมีความคิดเป็นระเบียบแบบแผนเหมือนคนเป็นบัณฑิตมากกว่า ชวนให้คนฟังแล้วรื่นหูรื่นใจ
กระทั่งนายอำเภออวี้หงซิ่นก็ยังอดจะชื่นชมไม่ได้: น่าเสียดายแท้ ๆ!
ส่วนว่าเสียดายอะไรนั้น มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้
หากจูซานได้ทราบว่านายอำเภออวี้หงซิ่นเคยเสียดายแทนตัวเอง เกรงว่าก็คงได้แต่จนปัญญา: ช่วยไม่ได้นี่นา เมื่อก่อนครอบครัวขัดสน ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ไม่อย่างนั้น…
จากคำพูดของจูซาน นายอำเภออวี้หงซิ่นจึงสอบปากคำเสินกวงจี้ หลิวเจี้ยนถง และอาจารย์เสินเพิ่มเติม
เมื่อได้ทราบว่าระหว่างหม่าหงคั่วกับสำนักศึกษาหลานฮวาเคยมีเรื่องผิดใจกัน เขาก็พลันได้คำตอบแล้ว
นิสัยใจคอเช่นนี้ ไม่น่าแปลกที่ปีนั้นอาจารย์เสินไม่ยอมรับเป็นศิษย์ แต่กลับยอมรับเจ้าเด็กทึ่มที่มีนิสัยบริสุทธิ์เรียบง่าย แต่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนผู้นี้เป็นลูกศิษย์!
ครั้นคิดได้เช่นนี้ก็มองไปทางจูชีแวบหนึ่ง
จูชีที่กำลังเหม่อลอย “…”
จะถามอะไรข้าอย่างนั้นหรือ?
เขาเพิ่งจะเตรียมใจเอาไว้ก็เห็นว่านายอำเภอสั่งให้เจ้าพนักงานไปจับคน
จูชีงุนงงยิ่งนัก: จะถามความข้าไม่ใช่หรือ? ไม่ถามแล้ว?
เขาจ้องมองนายอำเภออวี้หงซิ่นตาปริบ ๆ ประหนึ่งเด็กน้อยที่ไม่ได้น้ำตาลก้อนอย่างที่หวังก็ไม่ปาน
นายอำเภออวี้หงซิ่นยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้ชวนให้เบิกบานใจ คล้ายจะเข้าใจสาเหตุที่อาจารย์เสินรับเขาเป็นศิษย์ขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อเจ้าทุ่มเทความคิดทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อหันกลับมาเจอใบหน้าไร้เดียงสาเช่นนี้ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็จางหายไปในพริบตา
การพึ่งพาและความเชื่อมั่นประดุจเด็กน้อยเช่นนั้นสามารถทำให้คนคลายความระมัดระวังในใจ ทั้งยังทำให้คนเราเปิดใจได้ง่ายดายที่สุดแล้ว
อาศัยช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ยังไม่กลับมา นายอำเภออวี้หงซิ่นก็เรียกจูชีมาเบื้องหน้า ถามความอยู่หลายคำ
ถ้าไม่ถามว่าปกติเขาทำอะไร ก็ถามว่าเขามีความเห็นอย่างไร
จูชีจะมีความคิดเห็นอะไรได้ ความคิดของเขาเรียบง่ายอย่างยิ่ง “ข้าคิดว่าช่วงนี้ท่านแม่อ่อนโยนขึ้นแล้ว นางไม่ตีคนอีกแล้วขอรับ”
“อ้อ เมื่อก่อนแม่เจ้ามักตีคน?” เมื่อได้ยินจูชีบอกว่าที่บ้านยังมีมารดาที่ชอบทุบตีคนผู้หนึ่ง นายอำเภออวี้หงซิ่นก็ยิ่งสนอกสนใจมากกว่าเดิม
เขาอยากรู้ว่ามารดาที่สามารถสั่งสอนลูกชายให้เติบโตมาเป็นคนที่มีนิสัยใจคอต่างกันได้ขนาดนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่…สื่อว่าจูซานกับจูชีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
จูชีพยักหน้าอย่างทื่อ ๆ “ตีสิ เมื่อก่อนท่านแม่ตีคนบ่อย ๆ มักคว้าไม้กวาดมาไล่ตีต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปทั่วเรือนอยู่เป็นประจำ…”
ขณะพูดอยู่ก็คล้ายจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ยกมือขึ้นมาปิดหน้า แลซ้ายแลขวา
“อ๊ะ ข้าลืมอีกแล้ว” เขาพึมพำไม่ได้ศัพท์ “ข้ารับปากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไว้ว่าจะไม่เปิดเผยอดีตที่ดำมืดของพวกเขา ถ้าพวกเขารู้เข้าคงต้องโกรธอีกเป็นแน่”