ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 643 ตกตะลึงพรึงเพริด
บทที่ 643 ตกตะลึงพรึงเพริด
แท้จริงแล้ว ในใจจูชีก็แตกตื่นลนลานเช่นกัน
เขาเป็นคนซื่อ แต่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอะไรเสียเลย
เขาฟังออกว่าตอนนี้ตนเองกำลังถูกคนใส่ร้าย กล่าวหาว่าเขาทุจริตในการสอบเสี้ยนซื่อ
แต่เขาไม่ได้ทำนี่นา!
คำถามพวกนั้นเขาทำได้ ทำไมจะต้องทุจริตด้วย?
ไม่จำเป็นเลย
จูชีเข้าใจดี แต่ปากกลับเงอะงะ ไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไร
ครั้นเห็นว่าสถานการณ์ย่ำแย่ขึ้นทุกที เขาก็ทั้งร้อนใจและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ เขาทำข้อสอบด้วยตัวเองแท้ ๆ ไฉนจึงกลายเป็นว่าเขาโกงข้อสอบไปเสียได้?
ถ้ารู้แต่แรกว่าจะทำให้ทุกคนต้องพลอยลำบากเช่นนี้ เขาก็คงไม่เรียนหนังสือ ไม่มาเข้าร่วมการสอบเคอจวี่แล้ว เป็น ‘คนสมองทึ่ม’ อยู่ในบ้านต่อไปก็พอ
ความคิดของจูชีเรียบง่าย เขาขบคิดไปไม่ถึงปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านี้ เพียงเข้าใจว่าตอนนี้เขาทำให้ทุกคนเดือดร้อน ส่วนสาเหตุที่เขาทำให้ทุกคนเดือดร้อนนั้นก็เพราะเขามาสอบเคอจวี่ และที่เขามาสอบเคอจวี่ก็เพราะเขาเรียนหนังสือ
ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเขาไม่เรียนหนังสือ ทุกอย่างก็คงจะไม่เกิดขึ้นแล้วน่ะสิ?
ในยามนั้นเอง พลันได้ยินจูซานกล่าวกับเขาเช่นนั้น ในที่สุดเขาจึงเริ่มมีความหวัง
พี่สามมีวิธีแก้สถานการณ์ใช่ไหม?
จริงด้วย พี่สามของเขาฉลาดออกปานนั้นจะต้องมีวิธีแน่นอน!
เขากะพริบตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอ แววตาเต็มไปด้วยความศรัทธาเชื่อมั่น
จูซานเห็นแววตาเช่นนั้นของน้องชายก็รู้สึกปวดใจ
เขาเป็นพี่ชายของจูชี ทั้งยังคอยเฝ้ามองจูชีเรียนหนังสืออยู่ทุกวัน เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าจูชีทุ่มเทเวลาไปมากมายเท่าไหร่?
คนอื่นเพียงเห็นว่าจูชี ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ ก็เข้าใจว่าเขามีพรสวรรค์ ทว่าสิ่งเหล่านั้น น้องเจ็ดของเขาใช้เวลาและหยาดเหงื่อแลกมาทั้งสิ้น
น้องเจ็ดในอดีต ยามนอนก็นอนจนตื่นเอง ยามเล่นก็เล่นจนหนำใจแล้วถึงจะยอมเลิก นอกจากบางครั้งที่ถูกคนรังแก ทุกวันล้วนอารมณ์เบิกบานแจ่มใส เหมือนเด็กน้อยจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่ต้องกังวล
แต่หลังจากเริ่มเรียนหนังสือ วันเวลาเช่นนั้นก็หายไปทันตาเห็น ไม่หวนคืนกลับมาอีกเลย
นับตั้งแต่นั้น ฟ้าเพิ่งสางก็จะตื่นมาอ่านตำรา กินข้าวเสร็จก็จะไปเดินย่อยอาหารและท่องตำราไปด้วย…
กระทั่งตอนไปปลดทุกข์ก็ยังไม่ลืมพกตำราติดตัวไป
เขาข่มความปวดใจนั้นลงไป แล้วถามว่า “น้องเจ็ด ข้าถามเจ้า ตั้งแต่เข้าเรียนจนถึงตอนนี้ เจ้าอ่านตำราเล่มไหนไปแล้วบ้าง? ให้บอกชื่อตำราให้ครบทุกเล่ม ห้ามตกหล่นแม้แต่เล่มเดียว”
จูชีชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า “บางเล่มอาจารย์เรียบเรียงเองก็ต้องบอกออกมาด้วยหรือ?”
เนื่องจากเป็นตำราที่เรียบเรียงเอง ชื่อตำราพวกนั้นจึงอาจไม่มีชื่อที่เป็นมาตรฐานสักเท่าใด
“บอกออกมาทุกเล่ม” จูซานตอบ
เพราะความเชื่อมั่นในตัวพี่ชาย จูชีจึงไม่พูดอะไรอีก เขาท่องชื่อตำราเหล่านั้นออกมา
แม้จะเป็นเวลาไม่ถึงสองปี แต่ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าจูชีอ่านตำราไปแล้วถึงหนึ่งร้อยสิบสองเล่ม นั่นต้องใช้เวลาอ่านเล่มละกี่วันกันแน่?
ขุนนางที่กำลังเขียนบันทึกคำให้การล้วนตะลึงพรึงเพริด
ช้าก่อน ตำรามากมายขนาดนั้น เขาต้องท่องตำราหนึ่งเล่มทุกสามวันห้าวันเลยน่ะสิ?
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องนี้ แต่คือ…ผ่านมานานปานนี้แล้ว เขายังสามารถไล่รายชื่อตำราเหล่านั้นออกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นไปแม้แต่เล่มเดียว?!
การท่องชื่อตำราเหล่านั้นออกมาได้จนครบจำเป็นต้องใช้เวลา นายอำเภออวี้หงซิ่นพบจุดพลิกสถานการณ์จึงห้ามไม่ให้ฝ่ายโจทก์พูดแทรกขึ้นมา แล้วบอกให้ขุนนางผู้บันทึกคำให้การเขียนบันทึกเอาไว้ห้ามตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว
ตอนที่เขาเห็นรายชื่อตำราเหล่านั้น ถึงแม้ส่วนใหญ่เขาจะจำได้ไม่ชัดเจนแล้ว แต่ในนั้นมีตำราบางเล่มที่เขาใช้ออกข้อสอบในการสอบครั้งนี้ เขาจึงจำได้อย่างแม่นยำ
ไม่ผิดแน่ ไม่ขาดเลยสักเล่ม ตำราที่เขาเลือกมาออกข้อสอบอยู่ในรายชื่อตำราที่จูชีอ่านมาทั้งหมด
แต่นี่ก็ไม่ได้น่าประหลาดใจปานนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงการสอบเสี้ยนซื่อ จะสอบอย่างไรก็เลี่ยงสี่ตำราห้าคัมภีร์ไปไม่พ้น
ด้านนอก เยี่ยนเหออันตะลึงอึ้ง เพราะมีบางเล่มที่เขาเคยอ่านมาก่อนจึงคุ้นเคยกับชื่อตำราเหล่านั้นยิ่งนัก
ถึงจะให้เขาบอกออกมา เขาก็อาจบอกชื่อตำราออกมาไม่ได้ในทันที แต่พอจูชีพูดออกมาเท่านั้น เขากลับนึกออกได้ทันทีว่าเล่มนี้เคยอ่านหรือไม่เคยอ่านมาก่อน มีเนื้อหาประมาณไหน
โดยทั่วไปแล้ว คนผู้หนึ่งอ่านตำราหนึ่งเล่ม หากต้องอ่านอย่างละเอียดแล้วเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ยกกรณีของเขาเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน หนังสือประเภทบันทึกการเดินทางหรือบันทึกเบ็ดเตล็ดก็อ่านผ่านตาเพียงรอบเดียว วันนี้อ่านนิด พรุ่งนี้อ่านหน่อย รวมเวลาที่ใช้อ่านไปทั้งหมดราวเกือบครึ่งเดือนหรือครึ่งค่อนเดือนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ช่วงนี้ตำราสำคัญที่ต้องอ่านก็คือตำราที่จะใช้สอบเคอจวี่ นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ย่อมอ่านอย่างละเอียดและใช้เวลามากกว่า
มีเพียงบทละครที่ไม่สลักสำคัญ ก็จะอาศัยช่วงที่ผู้ใหญ่ไม่ได้จับตามอง จุดโคมอ่านครึ่งค่อนคืนจนจบเล่ม
ตำรามากมายปานนั้น เขาเองยังไม่กล้ารับประกันว่าจะสามารถอ่านจบภายในสองปี แต่คนตรงหน้านี้กลับ…
เยี่ยนเหออันเริ่มจะกลุ้มใจขึ้นมา อ่านไปเยอะขนาดนั้นในช่วงเวลาสั้น ๆ จูซุ่นเต๋อรับไหวได้อย่างไร?
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องที่อีกฝ่ายทุจริตในการสอบหรือไม่ตรงไหน?
จูซานหันหน้าไปทางนายอำเถออวี้หงซิ่นอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า “ใต้เท้านายอำเภอ เรื่องอื่นข้าน้อยไม่ทราบ แต่จากคำบอกเล่าหลังการสอบเสี้ยนซื่อของน้องเจ็ด หัวข้อที่ออกสอบอยู่ในตำราที่เขาอ่านมาทั้งหมด หรือก็หมายความว่าคำถามในการสอบเสี้ยนซื่อรอบนี้ เขาทำได้ทุกข้อ หากใต้เท้าไม่เชื่อ ในตำราหนึ่งร้อยสิบสองเล่มนี้ ใต้เท้าสามารถสุ่มมาตรวจสอบได้เลย น้องชายของข้าน้อยสามารถท่องได้ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว”
เมื่อวาจานี้ดังขึ้น คนทั้งหลายพลันฮือฮา
นั่นเป็นตำราหนึ่งร้อยสิบสองเล่มเชียวนะ ถ้าแค่บอกชื่อตำราและเนื้อหาอย่างคร่าว ๆ อาจมีคนเชื่อ แต่บอกว่าท่องได้ทั้งหมดโดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียวเนี่ยนะ?!
สวรรค์ นั่นยังเป็นคนอยู่ไหม?
จริงหรือเปล่าเนี่ย?! มีคนท่องได้ด้วย?
ล้อเล่นกระมัง เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?
……
มีคนแอบประชิดมาหาเยี่ยนเหออัน กระซิบถามว่า “คุณชายเยี่ยน ท่านคิดว่าท่านท่องได้ไหมขอรับ?”
เยี่ยนเหออันเผยใบหน้าปราศจากความรู้สึก เขากล่าวว่า “ข้าไม่รู้”
เพราะเขาทราบว่า ถ้าให้เขาท่องตำราหนึ่งร้อยสิบสองเล่มภายในสองปีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เห็นได้ชัดว่านายอำเภออวี้หงซิ่นก็เชื่อไม่ลงเช่นกัน เขาบอกให้คนไปนำตำรามาหลายเล่มแล้วเริ่มสุ่มให้จูชีท่อง
“คัมภีร์รวมกวีโบราณ หน้าสิบสอง”
จูชีท่องออกมาโดยไม่ต้องคิด
“คัมภีร์อี้จิง หน้าที่สามนับจากหน้าสุดท้าย”
จูชีท่องออกมา
“คัมภีร์ต้าเสวีย หน้าสิบหก”
จูชีก็ยังคงท่องได้เช่นกัน
……
ไม่เพียงแต่สุ่มท่องเท่านั้น ถ้านายอำเภออวี้หงซิ่นไม่บอกให้หยุด เขาก็จะท่องตำราเล่มนั้นต่อไปโดยไม่ตกหล่น
นายอำเภออวี้หงซิ่นมีตำราบางเล่ม บางเล่มไม่มี เถ้าแก่ร้านตำราที่มาร่วมชมการพิจารณาคดีอยู่ข้างนอกรีบบอกให้คนงานของที่ร้านวิ่งกลับไปเอามาจากในร้านของตน
นายอำเภออวี้หงซิ่นประคองตำราที่ตนไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนัก บอกให้จูชีท่องต่อไป
จูชีท่องจนคอแห้ง นายอำเภออวี้หงซิ่นก็บอกให้คนยกน้ำชามาให้ กลัวว่าเขาจะยืนนานจนเหนื่อย กระทั่งเก้าอี้ก็จัดหามาให้เรียบร้อย
จนถึงตอนนี้ ไม่มีใครเคลือบแคลงว่าจูชีได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อมาโดยมิชอบอีกแล้ว
ท่องตำรามากมายก่ายกองขนาดนั้นได้โดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียวเนี่ยนะ?!
มีแต่เทพเท่านั้นแหละ!
คนเช่นนี้ถ้ายังจะทุจริตการสอบอีก ยังจะให้คนอื่นเขาได้ใช้ชีวิตต่อไปอยู่ไหม?
อาโม่ปากอ้าตาค้าง เนิ่นนานกว่าจะรู้สึกตัว ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือรีบหันไปมองเจ้านายของตนว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เรื่องดีแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเช่นนี้ คงไม่ได้ถูกทำร้ายจิตใจซ้ำอีกรอบไปแล้วหรอกนะ?!
อย่าให้สะเทือนใจจนคิดไม่ตกเชียว…
เมื่อหันมามองกลับพบว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้านายของตนประคองตำราเล่มหนึ่งและตั้งอกตั้งใจฟังจูชีท่องอยู่เช่นเดียวกับนายอำเภออวี้หงซิ่น
อาโม่ “…”
ฮ่องเต้ไม่ร้อนพระทัย ขันทีร้อนใจแทน ขันทีที่ว่าหมายถึงเขาสินะ?