ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 647 หมู่บ้านพวกเจ้ามีซิ่วไฉแล้ว
บทที่ 647 หมู่บ้านพวกเจ้ามีซิ่วไฉแล้ว
ครั้นฟังเด็กน้อยท่องกลอนเสร็จ เย่อวี๋หรานก็ชมพวกเขาไปหลายประโยค บอกให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันต่อไป
พวกเด็ก ๆ ดีใจยิ่งนัก ต่างคนต่างพูดว่าคราวหน้าค่อยท่องกลอนให้นางฟังอีก
จะว่าไปก็แปลกทีเดียว แม้เด็กกลุ่มนี้จะได้รับคำชมเชยจากคนอื่นอยู่บ่อย ๆ แต่พวกเขากลับอยากได้คำชมจากเย่อวี๋หรานมากที่สุด
บางครั้งหลี่ซื่อก็เย้าว่า “ท่านแม่ ทุกคนก็ชมเหมือนกัน แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านแม่ชมแล้วเห็นผลกว่าพวกข้าอีกนะเจ้าคะ? ท่านดูพวกเขาสิเจ้าคะ มีคนไหนไม่ชอบให้ท่านชมบ้าง?”
“เด็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ” เย่อวี๋หรานกล่าวยิ้ม ๆ “จะชมทั้งทีก็ต้องชมให้เห็นความจริงใจ ไฉนเลยจะเหมือนพวกเจ้า ชมคนเหมือนกำลังว่าใครอย่างนั้นแหละ พวกเขาได้ยินบ่อยครั้งเข้าก็ไม่ยินดีเป็นธรรมดา”
“เปล่านี่เจ้าคะ ข้าชมจริงจังนะ ทุกคำล้วนมาจากความรู้สึกจริง ๆ”
“นั่นก็ไม่แน่หรอก ข้าถามเจ้าหน่อย ทุกครั้งที่เจ้าชมซานเป่ากับซื่อเป่าก็พูดแบบนี้ใช่ไหม” เย่อวี๋หรานยกตัวอย่าง “อื้อหือ เจ้าเก่งมาก! ไม่เลวเลย ทำได้ดีมาก! สุดยอดจริง ๆ! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
“ไม่ชมแบบนี้แล้วจะให้ชมแบบไหนเจ้าคะ?”
“ไม่เหมือนกันหรอก” เย่อวี๋หรานตอบ “ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ซื่อเป่าท่องกลอนได้หนึ่งบท ข้าก็จะบอกว่า โอ้โห ซื่อเป่า เจ้าท่องกลอนได้ดีมากเลย โดยเฉพาะสองประโยคนั้น…แล้วท่องสองท่อนนั้นออกมา บอกว่าท่องได้เป็นจังหวะดี หรือท่องได้ชัดเจนยิ่ง บอกพวกเขาว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปอีก ยังต้องพยายามต่อไป พรุ่งนี้จะต้องทำได้ดีกว่านี้แน่”
“เอ่อ…นี่ก็ละเอียดเกินไปนะเจ้าคะ!” หลี่ซื่อมีสีหน้าหนักใจ “ข้าไม่เข้าใจกลอนเสียหน่อย จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ยกตัวอย่างอีกสักอันก็แล้วกัน คราวก่อนซานเป่ากินข้าวจนหมดถ้วย เจ้าชมว่าอย่างไรนะ? อื้ม ดีมาก! กินเสร็จแล้วรึ? เช่นนั้นก็เอาจานมาให้แม่” เย่อวี๋หรานอธิบายต่อไปอย่างไม่รีบร้อน “ขณะที่ข้าชมว่า วันนี้ซานเป่าทำได้ดีมาก กินข้าวหมดถ้วยเลย เจ้าดูสิ ไม่เหลือสักเม็ด แม้แต่ผักที่เจ้าไม่ชอบที่สุดก็กินหมดด้วย เก่งจริง ๆ!”
“แบบนี้เขาก็รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงชมเขา?”
“ประการแรกคือเขากินข้าวหมด ประการต่อมาคือกินผักด้วย ใส่ใจรายละเอียดยิ่ง คราวหน้าถ้าเขาอยากได้คำชมจากข้าอีกก็จะกินข้าวให้หมดถ้วยและกินผักด้วยเช่นกัน…”
“แบบนั้นก็จะสามารถแก้ไขนิสัยไม่ชอบกินผักของเขาไปด้วยโดยไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม?”
……
น่าเสียดายที่ต่อให้เป็นหลี่ซื่อที่มากความสามารถ เมื่อพบกับเรื่องเช่นนี้ก็ยังไปไม่เป็นอยู่ดี
เพราะเรื่องการชมคนที่ต้องใช้ทักษะเช่นนี้ นางยังไม่อาจทำได้ละเอียดถึงระดับนั้นในทันทีทันใด
เห็นเย่อวี๋หรานจากไปแล้ว หลิวซื่อกับหลี่ซื่อก็ลุกขึ้นมาอย่างกระวนกระวาย พยายามครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าตนเองได้พูดอะไรผิดไปหรือไม่ ถ้าถูกแม่สามีได้ยินเข้า พวกนางจะทำอย่างไร
“เมียเจ้าสี่ ประเดี๋ยวเจ้าเตรียมซองแดงเอาไว้หน่อยนะ อีกไม่กี่วันถ้ามีเจ้าหน้าที่มาแสดงความยินดีที่เรือนก็ต้องให้ซองแดงด้วย เข้าใจไหม?” เย่อวี๋หรานกล่าว
“หา?” หลี่ซื่ออึ้งไปอย่างตามไม่ทัน
“เจ้าเจ็ดไปสอบเสี้ยนซื่อไม่ใช่หรือ? วันนี้ประกาศผลแล้ว ถ้าเป็นข่าวดี ทางตำบลอี้คังจะต้องมาส่งข่าวที่นี่ด้วย อย่างช้าก็วันพรุ่งนี้หรือวันมะรืน ก็จะมีคนมาแสดงความยินดีถึงที่บ้าน” เย่อวี๋หรานเห็นอีกฝ่ายไม่เข้าใจจึงอธิบายเพิ่มเติม
ที่แท้แม่สามีก็หมายถึงเรื่องนี้! หลี่ซื่อระบายลมหายใจออกมา รีบรับคำว่า “เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว”
จากนั้น เย่อวี๋หรานก็เดินจากไป
หลิวซื่อที่เครียดเขม็งในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางลูบอกพลางเอ่ยว่า “ตกใจหมด นึกว่าท่านแม่ได้ยินแล้วเสียอีก”
“ข้าก็ถูกท่านทำให้ตกใจแทบตายแล้ว ต่อไปคำพูดแบบนี้อย่าพูดอีกเลยนะเจ้าคะ ถ้าเกิดท่านแม่มาได้ยินเข้าก็ยุ่งยากแล้ว ท่านแม่เป็นคนอย่างไร ท่านก็ใช่ว่าจะไม่รู้” หลี่ซื่อกล่าว “ท่านลืมเรื่องตอนช่วงปีใหม่ไปแล้วหรือ?”
“โธ่ ข้าแค่…ข้าแค่ลืมไปชั่วขณะนี่นา” หลิวซื่อก็ไม่รู้ว่าควรอธิบายเรื่องนี้อย่างไร
นางจะพูดได้อย่างไรว่าแค่คิดถึงค่าเล่าเรียน นางก็กังวลใจแล้ว จากนั้น…
“ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะเจ้าคะ”
“ข้าจะกล้าทำเรื่องแบบนี้อีกได้อย่างไร” แม้เรื่องตอนปีใหม่ แม่สามีไม่ได้ยกมาตำหนินางอีก แต่หลิวซื่อทราบดีว่าแม่สามีไม่พอใจ
หลังช่วงปีใหม่ ไม่เห็นหรือว่าแม่สามีไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับพี่สะใภ้ใหญ่อีกแล้ว?
เมื่อก่อนแม่สามีไม่ได้เป็นแบบนี้ มีเรื่องอะไรก็จะพาพี่สะใภ้ใหญ่ไปด้วย ให้เกียรติพี่สะใภ้ใหญ่อย่างเต็มที่
แต่ตอนนี้ แม่สามีไม่อยากยุ่งเรื่องของพี่สะใภ้ใหญ่อีกแล้ว กระทั่งถามก็ยังไม่ถาม
เท่าที่นางรู้มา พี่สะใภ้ใหญ่กลับบ้านเดิมคราวนี้ได้เจอแต่เรื่องชอกช้ำใจ เพราะสิทธิ์ในการกลับบ้านเดิมเป็นคนแรกถูกนางแย่งมา
ข่าวซุบซิบจากทางฝั่งหมู่บ้านสกุลหลิ่วลือกันมาถึงหมู่บ้านสกุลจูแล้ว
คราวก่อนพวกนางสองคนยังคุยกันเรื่องนี้อยู่เลย
ตอนนั้นหลี่ซื่อก็ตำหนินางแล้ว “ท่านโง่หรือ ท่านคิดว่ามีแค่พี่สะใภ้ใหญ่ที่ทำให้ท่านแม่ผิดหวังเพราะเรื่องนี้? ท่านเองก็หนีไม่พ้นหรอกรู้ไหมเจ้าคะ?”
“เกี่ยวอะไรกับข้า? ข้าไม่ได้ดื้อดึงจะกลับบ้านเดิมเป็นคนแรกให้ได้เสียหน่อย พี่สะใภ้ใหญ่รับปากข้าเองนะ”
“เฮอะเฮอะ! ข้าไม่เชื่อหรอก ท่านไปหลอกคนอื่นเถอะเจ้าค่ะ นิสัยพี่สะใภ้ใหญ่เป็นแบบนั้น นางปฏิเสธใครเป็นเสียที่ไหน?” หลี่ซื่อพูด “ท่านแค่เห็นว่าตัวเองได้ประโยชน์ แต่กลับมองไม่เห็นพฤติกรรมเอาเปรียบคนอื่นของตัวเองหรือเจ้าคะ? ท่านรู้ไหมว่าท่านแม่คิดอย่างไรกับท่าน? ท้องแค่ครั้งเดียว หางก็แทบจะชี้ขึ้นฟ้าอยู่แล้ว พอคลอดลูกออกมาแล้วท่านคง…”
หลี่ซื่อเตือนสติหลิวซื่อว่า ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ก็คลอดลูกชายสองคนติดต่อกัน ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
ในสกุลจู คลอดลูกชายไม่ใช่เรื่องมีหน้ามีตาอะไรหรอกนะ
ถูกหลี่ซื่อตำหนิเช่นนี้ หลิวซื่อทำได้เพียงตอบรับอย่างขลาดเขลา “ก็ได้ ต่อไปข้าจะระวัง เจ้าก็เหมือนกัน ต่อไปก็เตือนข้าหน่อย ข้ากลัวว่าข้าจะลืมตัวอีก”
หลี่ซื่อเตือนสติแล้วก็จริง แต่ไม่รู้ว่าหลิวซื่อจะทำได้หรือไม่
ยามเที่ยงวัน ขณะที่ทุกคนยังทำงานอยู่ในทุ่งนา ทันใดนั้นก็มีเสียงเป่าปี่ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตีฆ้องรัวกลอง จังหวะแห่งความรื่นเริงยินดีแผ่ไปทั่วหมู่บ้านสกุลจู
“เอ๊ะ? นี่คืออะไรกัน? มีคนจะแต่งงานงั้นหรือ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนจะดังมาจากหน้าหมู่บ้านนะ”
“รีบไปดูเร็วเข้า”
……
คนที่อยู่ใกล้เพียงไม่นานก็เดินไปถึงทางเข้าหมู่บ้าน แต่กลับพบว่ากลุ่มคนที่กำลังตีฆ้องรัวกลองอยู่นั้นกลับเป็นเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
พวกเขาล้วนประหลาดใจกันถ้วนหน้า ไม่เชื่อในภาพที่เห็น
“เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ทำไมมีแต่เจ้าหน้าที่ทั้งนั้นเลยเล่า?”
ในกลุ่มเจ้าหน้าที่เหล่านั้น คนที่นำขบวนอยู่ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือเหวินเหรินซาน
เมื่อเขาเห็นคนหมู่บ้านสกุลจูก็ยิ้มกว้าง “เร็วเข้า รีบไปรายงานเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกท่านว่า หมู่บ้านสกุลจูของพวกท่านมีซิ่วไฉแล้ว!”
“อะไรนะ?! ซิ่วไฉ?!”
“ลูกชายคนที่เจ็ดของจูต้าเหนียง จูซุ่นเต๋อน่ะสิ ปีนี้เขาไปสอบเสี้ยนซื่อไม่ใช่หรือ? เขาสอบได้ที่หนึ่ง ตามระเบียบของราชสำนักเซินถู คนสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อถือว่าเป็นซิ่วไฉโดยไม่ต้องเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ”
ฟังถึงตรงนี้ คนทั้งหลายพลันฮือฮา
“อะไรนะ?! ลูกชายคนที่เจ็ดของจูต้าเหนียง?!”
“สวรรค์ช่วย! เจ้าเจ็ดของสกุลจูได้เป็นซิ่วไฉแล้ว?”
“ได้ยินไหม ลูกชายของจูต้าเหนียงสอบได้ที่หนึ่งของการสอบเสี้ยนซื่อ ได้เป็นซิ่วไฉไปแล้ว!”
“ฮ่า ๆๆ…หมู่บ้านพวกเรามีซิ่วไฉแล้ว! หมู่บ้านพวกเรามีซิ่วไฉแล้ว!”
“รีบไปรายงานเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเร็วเข้า!”
“ข้าจะไปแจ้งข่าวจูต้าเหนียง!”
……
คนทั้งหลายแยกกันไปคนละทาง บ้างตรงไปเรือนเจ้าหน้าที่ บ้างไปเรือนผู้อาวุโส บ้างไปทุ่งนาเพื่อเรียกจูเหล่าโถว
“จูเหล่าโถว เจ้าทำอะไรอยู่? รีบกลับบ้านเร็วเข้า เจ้าหน้าที่มาถึงบ้านเจ้าแล้ว”
วาจานั้นทำให้จูเหล่าโถวใจหายวาบ “อะอะอะไรนะ…ทำไมมาที่บ้านข้าอีกแล้ว?!”
เมียเฒ่าไปทำอะไรอีกแล้ว เจ้าหน้าที่ถึงตามมาหาถึงที่?
เมื่อไหร่จะจบสิ้นเสียที?