ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 648 มีคนเมาความสุข~
บทที่ 648 มีคนเมาความสุข~
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…ข่าวดี ข่าวดี เจ้าเจ็ดบ้านพวกเจ้าเป็นซิ่วไฉแล้ว”
จูเหล่าโถวมีสีหน้าสับสน “อะไรนะ?!”
“ซิ่วไฉ เจ้าเจ็ดบ้านเจ้าผ่านการสอบเสี้ยนซื่อแล้ว คนของเจ้าหน้าที่มาแจ้งข่าวดีที่หน้าประตูแล้ว”
……
จนถึงยามนี้ จูเหล่าโถวจึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงวิ่งเข้ามาเรียกเขาอย่างกะทันหันนัก
ตึกตัก
ตึกตัก
ตึกตัก
เสียงหัวใจยิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตื่นเต้นจนล้มลงกับพื้น
“ท่านพ่อ?!”
“ท่านพ่อ!”
จูต้า จูเอ้อร์ และคนอื่น ๆ ตกใจแทบแย่ รีบพยุงคนขึ้นมา
ในยามนี้ ณ ลานบ้านสกุลจู
“จูต้าเหนียงอยู่บ้านหรือไม่?”
“จูต้าเหนียง มีข่าวดี เจ้าเจ็ดบ้านพวกเจ้าสอบผ่านได้เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว*[1]แล้ว!”
“ครอบครัวพวกเจ้ามีซิ่วไฉแล้ว!”
……
วัยรุ่นสองสามคนแย่งกันวิ่งเข้ามาหอบหายใจไปพลางแย่งกันโพล่งข่าวดีเป็นคนแรก
“อะไรนะ?! ซิ่วไฉ?!” หลิวซื่อตะลึงงัน
หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
ก่อนหน้านี้นางยังคุยกับหลี่ซื่อว่าน้องสามีใช้ค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือทุกปีมากเกินไปแล้ว ผลลัพธ์คือเพียงชั่วพริบตา เขาก็สอบผ่านกลายเป็นซิ่วไฉกลับมา?!
เด็กดีของข้า!
เรียนหนังสือได้ไม่นานก็สอบกลับมาเป็นซิ่วไฉได้แล้ว
หากง่ายถึงเพียงนั้นจริง เช่นนั้นหลังจากนี้ ต่อให้นางกัดฟันก็ต้องส่งลูกชายไปเรียนให้ได้
หลิวซื่อลูบท้องไปก็ราวกับว่าคาดเดาอนาคตในวันข้างหน้าได้แล้ว
เด็กในท้อง “…”
ข้ายังไม่ทันเกิดก็มอบหน้าที่ใหญ่ให้ข้าเสียแล้ว จะกดดันเกินไปแล้ว ไม่เช่นนั้นอย่าคลอดดีกว่ากระมัง?
“ถูกต้อง เป็นซิ่วไฉ!”
“เขาสอบเป็นเสี้ยนอั้นโฉ่วแล้ว จึงได้เป็นซิ่วไฉโดยตรง”
“ข้าได้ยินมาว่าซิ่วไฉยังได้รับเสบียงอาหารและเงินเบี้ยเลี้ยงด้วย”
……
คนเหล่านั้นกำลังพูดอย่างตื่นเต้นระคนดีใจ ราวกับผู้ที่สอบผ่านเป็นคนในครอบครัวพวกเขาเอง เสียงจ้อกแจ้กจอแจประโยคแล้วประโยคเล่าดังขึ้น
หลิ่วซื่อที่ยุ่งอยู่ในครัว หลินซื่อที่ทำงานอยู่หลังเรือน จูปาเม่ยและคนอื่น ๆ รวมทั้งเย่อวี๋หรานและหลี่ซื่อที่กำลังพูดคุยอยู่ในเรือนต่างพากันวิ่งออกมาอย่างตระหนก
“ท่านแม่ ท่านได้ยินหรือไม่ เจ้าเจ็ดสอบผ่านซิ่วไฉแล้วเจ้าค่ะ! สวรรค์! นั่นมันซิ่วไฉ! บ้านพวกเรามีซิ่วไฉแล้วเจ้าค่ะ!” หลี่ซื่อคว้ามือของเย่อวี๋หรานด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะนางรู้ว่าแม่สามีกัดฟันอยู่ใต้แรงกดดันเป็นอย่างยิ่ง เพื่อส่งจูชีผู้ที่ได้ชื่อว่า ‘คนทึ่ม’ ไปเรียนที่สำนักศึกษา สุดท้ายเพื่ออันใดเล่า ไม่ใช่เพราะเกรงว่านางแก่แล้ว เมื่อถึงครานั้นจะไม่มีคนดูแลจูชีหรือ?
ยามนี้นับว่าดีแล้ว จูชีสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ ความปรารถนาของแม่สามีก็เป็นจริงแล้ว
นี่เป็นเพียงเรื่องที่หนึ่ง เรื่องที่สองคือในบ้านมีซิ่วไฉแล้ว มาดูเถอะว่าใครยังจะกล้าหัวเราะเยาะพวกเขาสกุลจูว่าใช้เงินเกินตัวเพื่อส่งเด็กไปเรียนหนังสือ เหอะ!
อย่าคิดว่าที่คนเหล่านั้นพูดเหลวไหลอยู่ทั้งวันนางจะไม่ได้ยิน เพียงแต่ไม่อยากให้แม่สามีไม่พอใจ จึงไม่ได้ยกขึ้นมาพูด
“อืม ข้าได้ยินแล้ว!” ในใจเย่อวี๋หรานเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ นางทั้งตกใจระคนสุขใจ
นางต้องการให้อนาคตกับจูชี แต่แผนที่ดีที่สุดคือการสอบถงซื่อ คาดไม่ถึงว่าคนจะมุมานะขนาดนี้จนทำให้เขาสอบเป็นซิ่วไฉกลับมาได้!
เด็กคนนี้ช่าง…
เหวินเหรินซานพาเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งมาตีฆ้องตีกลองนำความสุขมา สุดท้ายก็มาถึงประตูบ้านสกุลจู
ครั้นเข้าประตูไปก็แสดงความยินดี อ่านคำมงคลของทางการอยู่หลายประโยค
หลี่ซื่อนั้นมีไหวพริบ นางหยิบซองแดงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพิ่มความหนาเป็นสองเท่า แล้วยัดส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ลำบากเหล่านี้โดยตรง
เย่อวี๋หรานไม่จำเป็นต้องพูด หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อก็ล้วนรีบมาเตรียมน้ำดื่มน้ำชามาต้อนรับเจ้าหน้าที่อย่างดี
แม้แต่เพื่อนบ้านทั้งซ้ายขวาก็ยังรีบหยิบจับข้าวของช่วยต้อนรับขับสู้
ในลานบ้านเต็มไปด้วยความครื้นเครง
ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่หญิงปากสว่างที่ไม่ถูกชะตากับสกุลจูก็เป็นครั้งแรกที่รู้สึกร่วมยินดีกับคนสกุลจู
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ได้ยินหรือไม่ เจ้าเจ็ดบ้านจูต้าเหนียงได้เป็นอั้นโฉ่วประจำอำเภอ!”
“ข้าบอกนานแล้วว่าเจ้าเจ็ดบ้านนางมองดูก็รู้ว่ามีคุณสมบัติในการเรียนหนังสือ ต้องสอบผ่านเป็นแน่ ถูกต้องอย่างที่ข้าพูดเลยใช่หรือไม่?”
“ดูสิ ยายเฒ่านั่นคงอิ่มอกอิ่มใจน่าดู เรื่องดี ๆ ล้วนเกิดกับบ้านพวกเขา”
……
แม้น้ำเสียงจะแฝงเจตนาเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การกระทำที่เสียดสีความสุขของผู้อื่นกลับไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
ทุกคนได้ยินหญิงปากสว่าง ‘พูดสิ่งไม่มีประโยชน์’ ก็กลอกตาอย่างคร้านจะสนใจนาง
วันมงคลใหญ่เช่นนี้ พวกนางคร้านจะโต้เถียงกับนาง!
อย่ามองว่าเป็นเพียงซิ่วไฉ แต่ก็พูดได้ว่านับเป็นเกียรติสูงสุดของคนทั้งหมู่บ้าน
หลังจากนี้คนของหมู่บ้านสกุลจู เวลาออกไปข้างนอกก็ไม่จำเป็นต้องแนะนำสิ่งอื่น เพียงพูดประโยคเดียวว่า ‘หมู่บ้านพวกข้ามีซิ่วไฉ’ เช่นนั้นก็ทำให้คนรอบข้างอิจฉาแล้ว
ลองดูหมู่บ้านรอบ ๆ สิว่ามีซิ่วไฉสักกี่หมู่บ้าน?
อันดับหนึ่งมีหรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนล้วนแซ่จู หากเขียนในลำดับเครือญาติก็ยังเป็น ‘วงศ์ตระกูลเดียวกัน’ สามารถพูดได้อย่างมีหน้ามีตาว่า “อ๋อ เจ้าพูดถึงจูซิ่วไฉหรือ? พวกเราเป็นญาติกัน!”
เช่นนี้ไม่ว่าหญิงในหมู่บ้านจะคิดอยากแต่งงานกับเหล่าชายหนุ่มคนใด สถานะของนางก็จะสูงขึ้นไปด้วย
เดี๋ยวนี้พวกอันธพาลไม่กล้าวุ่นวายกับใครที่สุดเล่า?
นั่นก็คือซิ่วไฉ เห็นนายอำเภอก็ไม่ต้องคุกเข่า หากให้อธิบายอีกสักหน่อย พวกเขาจะไม่ฟังเลยหรือ?
แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่า ‘รังแกผู้อ่อนแอ เกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง’ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอันธพาลผู้ไม่สนใจกฎหมายพวกนี้เลยด้วยซ้ำ
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูที่อยู่ข้างบ้านก็ได้รับเชิญมา ในฐานะผู้อาวุโสก็แบ่งปันความสุขนี้ด้วย
เมื่อจูเหล่าโถวตื่นขึ้นมาก็พาจูต้า จูเอ้อร์ และพวกลูกชายคนอื่น ๆ กลับบ้าน
ครั้นคนสกุลจูมารวมตัวกัน เจ้าหน้าที่ก็นำ ‘หนังสือแจ้งข่าวดี’ ออกมาอ่านอย่างช้า ๆ
คนสกุลจูคุกเข่า แต่การคุกเข่านี้เป็นการคุกเข่าที่เต็มใจและเปี่ยมสุข
เดิมทีคนสกุลจูยังอยากเชิญเจ้าหน้าที่กินข้าว แต่คนก็ไม่กล้าช้านักเพราะยังมีอีกครอบครัวต้องไปรายงานผล
ยามที่กำลังจะออกไป เหวินเหรินซานก็พูดกับเย่อวี๋หรานไม่กี่ประโยค “จูต้าเหนียง มีเรื่องต้องรบกวนท่านสักหน่อย”
เขาทำหน้าหนาส่งบางอย่างให้เย่อวี๋หราน และขอให้นางส่งไปให้หลี่ฉิน
เขาไม่มีทางเลือกเพราะคนหนึ่งอยู่ในตำบล อีกคนอยู่ในหมู่บ้าน ผู้ชายจืดชืดเช่นเขาหากวิ่งไปหาคนในบ้านจะเตะตาเกินไป รู้เพียงว่าต้องให้เย่อวี๋หรานเป็น ‘คนกลาง’
เย่อวี๋หรานหยอกล้อเขาเล็กน้อย “ไม่เลวนี่นา รู้วิธีขอความโปรดปรานจากผู้หญิงเสียด้วย”
“ข้าก็ไม่เด็กแล้ว หากยืดเวลาออกไปอีกก็คงจะนับว่าอายุมากแล้วจริง ๆ” เหวินเหรินซานนั้นแม้จะอายอยู่บ้างแต่ก็ยังกัดฟันพูดออกมา
ไม่มีทางเลือกแล้ว เพราะไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอผู้หญิงที่ถูกตาต้องใจ จึงไม่อาจทำให้คนหนีได้ไม่ใช่หรือ?
ด้วยสถานะของเขา หากต้องการหาคนดี ๆ ในตำบลยังนับว่ายากอยู่บ้าง ส่วนในชนบทเขาก็ไม่คุ้นเคย
ยามนี้ต้องยืมความสัมพันธ์ของจูต้าเหนียงจึงจะสามารถหาได้ เช่นนั้นหากยังไม่รีบแล้วจะรออันใดอยู่อีกเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นลูกสาวบุญธรรมของจูต้าเหนียง และจูต้าเหนียงมีลูกชายเป็นซิ่วไฉ เรื่องแต่งงานนี้นับว่าเป็นความสำเร็จ
แม้เย่อวี๋หรานจะไม่ได้ถามว่าของที่ต้องส่งคืออันใดแต่ก็ลองลูบมันดู
ห่อด้วยผ้ามีลักษณะเป็นแท่งยาว คงไม่ใช่ปิ่นปักผมกระมัง?
ไม่รู้ว่าคนสกุลเหวินจะยอมตัดใจจากผลงานที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้หรือไม่ ทั้งยังมีเงินทองที่ส่งมาอีกด้วย
เย่อวี๋หรานรับมาเรียบร้อยแล้วก็กลับเรือน
หลังจากที่เจ้าพนักงานมาแจ้งข่าวดีและกลับไป ความตื่นเต้นของสกุลจูก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูกำลังพูดคุยกัน เมื่อผู้อาวุโสเห็นนางกลับมาก็ดีใจ รีบเรียกนางไว้เพื่อหารือเรื่องเปิดศาลบรรพชน
ปกติแล้วนอกจากช่วงตรุษจีน หากไม่มีเรื่องสำคัญก็ไม่อาจเปิดศาลบรรพชนได้
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป งานมงคลใหญ่ถึงเพียงนี้ จะไม่บอกกับบรรพบุรุษได้อย่างไร
[1] ผู้สอบได้ที่หนึ่งในการสอบเสี้ยนซื่อ