ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 651 แมลงตัวน้อยที่เรียกว่า ‘ความริษยา’ กัดกินหัวใจของเขา
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 651 แมลงตัวน้อยที่เรียกว่า ‘ความริษยา’ กัดกินหัวใจของเขา
บทที่ 651 แมลงตัวน้อยที่เรียกว่า ‘ความริษยา’ กัดกินหัวใจของเขา
ในน้ำเสียงของนายอำเภออวี้เผยความเสียดายออกมาทุกส่วน
บางทีเขาอาจต้องการพูดอันใด แต่เพราะเหตุผลบางอย่างจึงไม่ได้พูดออกมา
ส่วนจูชีฟังเข้าใจหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
ในหัวของเขาเกรงว่าส่วนใหญ่คงล้วนไม่เข้าใจนัก เพียงแค่ตั้งใจจดจำคำพูดนี้ของนายอำเภออวี้เอาไว้ในใจ
ระหว่างทางที่กลับมา เขาก็ถามจูซานว่า “พี่สาม หลังจากนี้ข้าต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาโจวเสวียหรือขอรับ? เช่นนั้นเมื่อข้าไปที่โจวเสวีย แล้วอาจารย์เสินจะทำอย่างไรขอรับ?”
ในยามนี้เขาบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง อาจารย์ผู้นี้สอนให้เขารู้หนังสือ สอนเขาว่าจะเข้าร่วมการสอบขุนนางระดับเคอจวี่อย่างไร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าย่อมเป็นคนที่ ‘ยอดเยี่ยมที่สุด’
เรื่องที่เขาไม่รู้ อาจารย์เสินล้วนมีคำตอบ
แต่ในยามนี้นายอำเภออวี้กลับบอกเขาว่า…เจ้าต้องไปสถานที่ที่ดีกว่า ที่นั่นมีอาจารย์จากเมืองหลวง ซึ่งที่นั่นเรียกว่าสำนักศึกษาจั้วโจว
“ไม่รู้สิ” จูซานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เมืองผู่โซ่วไกลจากบ้านพวกเรามากทีเดียว”
คำว่า ‘ไกล’ คำเดียวก็สามารถอธิบายความกังวลในใจของเขาได้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นตำบลอันจิ่วหรือตำบลอี้คัง ก็อยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์เซินถูซึ่งเป็นเพียงจุดสีดำเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และยังมีโจวมีจวิ้นมีหัวเมือง ทั้งยังมีเมืองหลวงที่ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจของฮ่องเต้
แม้เย่อวี๋หรานจะส่งจูชีไปเข้าสำนักศึกษาแล้ว แต่สำหรับคนสกุลจูแล้วถือว่าเป็นสถานที่อันห่างไกลยิ่ง ทั้งยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นสถานที่ที่ทั้งใหญ่และไกล
ความกังวลอย่างไม่ทราบสาเหตุของจูซานเป็นเพราะความ ‘ห่างไกล’ ดังนั้นจูชีจึงไม่อาจไปคนเดียวได้ เมื่อถึงยามนั้นเขาก็ต้องไปด้วยเช่นกัน
ไปกับจูชีแล้ว เช่นนั้นจะทิ้งต้าเป่าและเอ้อร์เป่าให้เรียนหนังสือกับอาจารย์เสินได้อย่างไร?
หรือจะให้ใครอีกสักคนในครอบครัวออกมาดูแลเด็กที่กำลังเรียนหนังสือ?
คนผู้นี้จะมีใครที่เหมาะสม?
จูซานคิดอยู่คราหนึ่งก็ล้วนคิดคำตอบไม่ออก
จูชีพูดพึมพำอยู่คราหนึ่งตั้งแต่เรื่องที่ยังอาลัยอาวรณ์ต่ออาจารย์เสิน ไปจนถึงกังวลว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนจะโหดร้ายเกินไป ทั้งยังว้าวุ่นใจว่าจะไม่ได้กินข้าว ‘อร่อย ๆ’ ในบ้านอีกแล้ว
จูซานดึงสติกลับมาก็ได้ยินเนื้อหาที่กำลังพูดถึง เขาจึงอดยิ้มไม่ได้ “เจ้านี่นะ…”
“ข้าทำไมหรือขอรับ? ท่านพูดผิดแล้ว ฝีมือท่านแม่ดีถึงเพียงนั้น หากเป็นข้าที่ไปเรียนหนังสือที่สถานที่ห่างไกลเช่นนั้นย่อมไม่ได้กินเป็นแน่” จูชีบุ้ยปากทั้งยังตำหนิจูซานเล็กน้อย “พี่สาม เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงให้ข้าไปบอกนายอำเภอหรือขอรับ ว่าพวกเราไม่คิดจะเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อ?”
“พูดเรื่องนี้ทำไม? ก่อนหน้านี้พวกเราคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะสอบได้เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่วจนได้รับตำแหน่งซิ่วไฉโดยตรง หลังการสอบเสี้ยนซื่อก็คือการสอบฝู่ซื่อ เมื่อผ่านการสอบฝู่ซื่อก็จะเป็นการสอบเยวี่ยนซื่อ พวกเรากลัวว่าเจ้าจะลำบากเกินไป ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นโชคดีแล้วที่สอบเสี้ยนซื่อผ่าน จะเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อก็ได้ แต่ถึงอย่างไร…ในยามนี้เจ้าก็ไม่ต้องเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อก็ได้ หากไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อโดยตรงแล้ว” จูซานหยอกล้อจูชี “เรื่องนี้หากบอกให้ท่านแม่รู้ นางจะต้องดีใจมากแน่”
“แน่นอนขอรับ ยามนี้ข้าได้เป็นซิ่วไฉแล้วด้วย!” จูชีเชิดคางด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
หากให้เขาพูด เขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าซิ่วไฉนั้นสำคัญมากเพียงใด แต่เขารู้สึกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว อาจารย์ หรือแม้แต่คนนอกก็ล้วนให้ความสำคัญยิ่ง
ราวกับขอเพียงได้เป็น ‘ซิ่วไฉ’ ก็นับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง
จูชีคิดในใจ ‘บางทียามนี้ข้าอาจจะยอดเยี่ยมยิ่งแล้ว!’
“ที่วันนี้พวกเราพูดคุยกับนายอำเภอ กลับไปแล้วเจ้าอย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับผู้อื่นเล่า เข้าใจหรือไม่?” ก่อนกลับโรงเตี๊ยม จูซานก็ยังกำชับเป็นพิเศษอีกหนึ่งประโยค
“ทำไมหรือขอรับ?” จูชีไม่ค่อยเข้าใจนัก
ปกติเขามีเรื่องใดก็ล้วนแบ่งปันกับสหาย แต่เหตุใดครั้งนี้พี่สามกลับไม่ให้เขาพูดเล่า?
แววตาของจูซานลึกซึ้ง เขากล่าวว่า “เรื่องนี้พวกเราต้องหารือกับท่านแม่ หากท่านแม่บอกว่าสามารถพูดได้ก็ค่อยพูด เข้าใจหรือไม่?”
จูชีไม่เข้าใจ ทว่าจูซานก็ไม่ได้โง่
หากน้องชายเพียงแค่สอบผ่านการสอบเสี้ยนซื่อ เหล่าลูกศิษย์ของอาจารย์เสินก็ยังกล่าวได้ว่าเขาเพียง ‘โชคดี’ เท่านั้น แต่ในยามนี้เขาไม่เพียงแต่สอบเสี้ยนซื่อผ่านเท่านั้น แต่ยังสอบได้เป็นอันดับหนึ่งอีกด้วย
คนอื่นที่เข้าสำนักศึกษามาก่อนเขาตั้งหลายปี แม้แต่การสอบเสี้ยนซื่อก็ยังสอบไม่ผ่าน ใครจะรู้ว่าจะมีคนอิจฉาริษยาเจ้าเจ็ดหรือไม่?
อย่ามองว่ายามปกติแต่ละคนล้วนใจกว้างตรงไปตรงมา ทว่าความจริงบัณฑิตนั้นล้วนใจแคบยิ่ง เรื่องที่เจ้าอาจมองว่าไม่มีอันใด แต่สำหรับพวกเขาอาจเป็นเรื่องใหญ่
อย่างเช่นนายอำเภออวี้เรียกจูชีไปกินข้าวเพียงคนเดียวทั้งยังพูดเรื่องเช่นนี้ หากข่าวแพร่งพรายออกไปถึงหูของคนเหล่านั้น ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็น ‘เรื่องใหญ่’
ความริษยานั้นบางครั้งก็เริ่มมาจาก ‘เรื่องเล็กน้อย’ ที่มองข้ามไป
“อา” จูชีคับอกคับใจอยู่บ้าง แต่พี่สามพูดเช่นนี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงทำตาม…หากท่านแม่พยักหน้าเห็นด้วย เขาก็ไม่มีทางคัดค้านได้
กลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนถามว่านายอำเภออวี้เรียกจูชีไปทำไม เพียงแต่จูชีถูกสั่งให้ห้ามพูดแล้วจึงทำได้เพียงบอกอย่างไม่ชัดเจนว่าไปทำอันใด พูดไปเพียงแค่ว่า ‘กินข้าว’
เมื่อไปถามไถ่จากจูซานอีกครา จูซานที่มีไหวพริบสูงยิ่งก็จัดการได้ในไม่กี่ประโยค
แต่หลังจากเรื่องนี้ จูซานก็ไปพูดคุยส่วนตัวกับอาจารย์เสินครู่หนึ่ง
หลังจากอาจารย์เสินได้ยินว่านายอำเภออวี้เขียนจดหมายแนะนำให้จูซาน เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้ถามว่าจูชีจะไปหรือไม่ ถามเพียงคำถามเดียวว่า “ซุ่นเต๋อยังต้องสอบต่อหรือไม่?”
เพราะแรกเริ่มเดิมทีเย่อวี๋หรานส่งจูชีมาเรียนก็เพียงเพื่อให้มาสอบถงเซิง พูดว่าหากมีโอกาสก็จะพยายามให้ได้เป็นซิ่วไฉ
ทว่ายามนี้จูชีมีวาสนายิ่ง สอบได้เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่วจึงได้เป็นซิ่วไฉโดยตรง
เช่นนี้แล้วเขาจะยังต้องการสอบต่อหรือ?
จูชีเทียบกับพวกหลิวเจี้ยนถงแล้ว นับว่าหัวสมองเป็นเลิศ หากเรียนหนังสือต่อไป การสอบขุนนางระดับเคอจวี่ต่อก็ไม่ใช่ปัญหา แต่จูชี…
การสอบเยวี่ยนซื่อถัดไปเป็นคำถามเชิงวางแผนเป็นหลัก สภาพการณ์ของจูชีในยามนี้เกรงว่าจะทำไม่ได้
และเรื่องเหล่านนี้จูซานก็เข้าใจอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ไม่รู้ขอรับ เรื่องนี้กลับบ้านแล้วจะไปปรึกษากับท่านแม่สักหน่อยขอรับ”
“เรื่องนี้ต้องปรึกษากันสักหน่อยจริง ๆ หากถึงตอนนั้นมีอันใดที่ต้องการให้ช่วยก็อย่าลืมบอกข้าเล่า” อาจารย์เสินไม่ได้โกรธ แม้จูชีจะเลือกออกไปเรียนที่โจวเสวีย เขาก็ทำได้เพียงอวยพรให้เท่านั้น
เพราะเขารู้ว่าด้วยความสามารถของเขาในยามนี้ การพาจูชีไปถึงระดับซิ่วไฉคือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว หากยังบังคับให้จูชีอยู่ต่อก็มีแต่จะทำให้คนล่าช้าไปเท่านั้น…ก่อนหน้านี้เขาสามารถอาศัยเส้นสาย เพื่อรวบรวมข้อสอบของการสอบเสี้ยนซื่อหลายปีมานี้มาให้จูชีทำเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าได้
แต่เมื่อถึงการสอบเยวี่ยนซื่อ เขาก็ไร้กำลังแล้ว
บางทีการให้จูชีไปที่โจวเสวียก็อาจเป็นเรื่องที่ดีแล้วกระมัง?
พูดจบ อาจารย์เสินก็ให้จูซานกลับห้อง
เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องออกเดินทาง จูซานก็ไม่ได้พูดให้มากความเช่นกัน กลับห้องไปเก็บกวาดสักหน่อย จัดการที่นอนเรียบร้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
นอกหน้าต่างมีแสงจันทร์สลัว
ลมเย็นพัดมาอย่างเชื่องช้า หลิวเจี้ยนถงยืนอยู่ในลานครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปนอนที่ห้อง
เมื่อมองไปยังพี่น้องสกุลจูที่หลับสนิทก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉา
แน่นอนว่าถึงอย่างไรเขาก็อิจฉาคนอื่นที่นอนหลับสบาย ทั้งยังอิจฉาจูชีที่ได้รับ ‘จดหมายแนะนำ’ ที่ไม่มีผู้ใดรู้
แท้จริงแล้วเมื่อครู่ยามที่จูซานพูดคุยกับอาจารย์เสิน หลิวเจี้ยนถงที่อยู่ในห้องน้ำก็ได้ยินเข้าโดยบังเอิญ
ในขณะนั้นแมลงตัวน้อยที่เรียกว่า ‘ความริษยา’ ได้กัดกินหัวใจของเขามากยิ่งกว่าความเสียใจ