ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 652 ลูกเขยผู้นี้เป็นอย่างไร?
บทที่ 652 ลูกเขยผู้นี้เป็นอย่างไร?
เดิมทียังคิดว่าที่จูชีสอบได้เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว นับว่ามีวาสนามากแล้ว คาดไม่ถึงว่าเขายังได้รับความโปรดปรานจากนายอำเภออวี้จนได้รับ ‘จดหมายแนะนำ’
หลิวเจี้ยนถงสามารถบังคับตัวเองไม่ให้อิจฉาจูชีได้ในชั่วพริบตาเรื่องการได้รับตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’ โดยตรง แต่เรื่องจดหมายแนะนำนี้…
…โจวเสวีย นั่นคือโจวเสวียเลยนะ
นอกจากผู้ที่ดีเลิศที่สุดในการสอบฝู่ซื่อก็มีเพียงบัณฑิตที่หากไม่ร่ำรวยก็ต้องมีหน้ามีตา จึงจะมีโอกาสได้เข้าไป
หลิวเจี้ยนถงเข้าใจอย่างชัดแจ้งยิ่งนักว่า เขาที่ดิ้นรนกับการสอบเสี้ยนซื่อมาสองปีกลับยังไม่มีแม้แต่ชื่อเสียง หากต้องการผ่านการสอบฝู่ซื่อเกรงว่า…หนทางยังอีกยาวไกล!
เช้าวันต่อมา
แม้จูซานจะรู้ว่าหลิวเจี้ยนถงกลับดึกแต่ก็ไม่รู้ถึงความในใจของคน ยามที่ตื่นมาตอนเช้าก็ยังเตรียมน้ำร้อนล้างหน้าให้คนอย่างมีน้ำใจ
“ขอบใจ!” หลิวเจี้ยนถงกล่าว
“ไม่เป็นไร ท่านล้างหน้าล้างตาก่อนให้เรียบร้อยแล้วพวกเราค่อยออกเดินทาง เมื่อครู่บังเอิญเจอกับกวงจี้ เขาบอกว่ารถม้ามาถึงหน้าโรงเตี๊ยมแล้ว ให้พวกเรารีบหน่อย” จูซานเคลื่อนไหวมือไม้ทำงานไม่หยุด ทั้งยังเร่งให้จูชีรีบตรวจสอบว่าของของตัวเองมีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ทั้งยังถามหลิวเจี้ยนถงว่าจัดของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วหรือไม่
เพราะเส้นทางกลับไปต้องใช้เวลาสองวัน ระหว่างทางต้องกินเสบียงอาหาร ดังนั้นอาหารเช้ามื้อสุดท้าย อาจารย์เสินจึงให้ทุกคนกินที่โรงเตี๊ยม
เส้นทางขากลับกับยามที่มานั้นแตกต่างกัน ยามนั้นในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวายไม่ว่าใครก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร
บัณฑิตที่ต้องการรีบสอบก็ต้องการคว้าโอกาสสุดท้าย ตรวจสอบช่องโหว่เพื่อพยายามครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุด
ในยามนี้ฝุ่นผงจางลงแล้วจึงหายใจหายคอได้อย่างโล่งอก คนที่สอบไม่ผ่านในครั้งนี้ก็รู้สึกผิดหวัง
เมื่อคิดใคร่ครวญดูอาจารย์เสินมีลูกศิษย์ไม่กี่คน ซึ่งสองคนสอบผ่านแล้ว ทั้งยังมีคนหนึ่งเป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว หากพวกเขาสอบอีกคราก็ดูเหมือนจะผ่านการสอบกันอีกหน่อย…อาจารย์เก่งกาจที่ไหนจะกล้าบอกว่าลูกศิษย์ที่ตัวเองสอนทั้งหมดล้วนสอบผ่าน?
ในกลุ่มมีห้าคน สอบผ่านแล้วสองคนก็เป็นเรื่องที่เอาไปโอ้อวดได้แล้ว
อีกทั้งยังมีคนหนึ่งได้เป็นเสี้ยนอั้นโฉ่วด้วย
ไม่รู้ว่าหลิวเจี้ยนถงอารมณ์อ่อนไหวหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าเหล่าเพื่อนร่วมชั้นชอบไปรวมกลุ่มข้างตัวจูชีเป็นพิเศษ
เห็นได้ชัดว่าเมื่อก่อนพวกเขาชอบอยู่ข้างตนมากที่สุด แต่ในยามนี้กลับ…
ความขุ่นมัวในจิตใจก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น
มีเพียงมุมปากที่ประดับรอยยิ้มซึ่งยังคงพูดคุยกับทุกคนอย่างอ่อนโยน จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ยามที่มาถึงตำบลอันจิ่ว ฟ้าก็มืดแล้ว
อาจารย์เสินไม่อยากให้ลูกศิษย์เร่งรีบเดินทางตอนกลางคืนจนเกิดอุบัติเหตุ จึงให้พวกเขาอาศัยอยู่ในที่พัก วันรุ่งขึ้นค่อยออกเดินทางต่อ
เสินต้าเหนียงและเสินฮูหยินที่กำลังยุ่งอยู่กับงาน เมื่อได้ยินว่าลูกชายของตนทำให้เกิดซิ่วไฉขึ้นมาก็ไม่ได้คิดอันใดไปชั่วครู่
นางพูดกับลูกสะใภ้อย่างดีใจยิ่ง “ได้ยินหรือไม่ ลูกชายข้าทำให้เกิดซิ่วไฉคนหนึ่งด้วย เหอเหอเหอ…”
“ได้ยินแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ สามีของข้ายอดเยี่ยมเสมอเลย” ในแววตาของเสินฮูหยินเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ นางจะเต็มใจแต่งกับอาจารย์สอนหนังสือที่ยากจนหรือ?
ครั้นคิดเช่นนี้เสินฮูหยินก็คิดว่าออกจะมากไปสักหน่อยแล้ว
ในขณะที่อาจารย์เสินยังไม่หลับ นางก็ล้างเท้าให้เขาพลางพูดอย่างอ่อนโยนว่า “สามี มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากปรึกษาท่าน”
“หืม เรื่องใดหรือ?” อาจารย์เสินเช็ดเท้าพลางเอ่ยถาม
เสินฮูหยินพูดว่า “ท่านคิดว่าลูกศิษย์ของท่านอย่างซุ่นเต๋อเป็นอย่างไรหรือ?”
“เรียบง่ายจริงจัง” คิดไปคิดมา อาจารย์เสินก็พูดสี่พยางค์นี้ออกมา
เทียบกับลูกศิษย์คนอื่นที่แอบขี้เกียจเป็นบางครั้งแล้ว จูชีเป็นคนที่จริงจังยิ่งนัก ขอเพียงเขามอบหมายหน้าที่ไป อีกฝ่ายก็ล้วนเอาจริงเอาจังจนทำสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้อาจารย์เสินจึงวางใจ กล้าจัดเตรียมตำราแบบฝึกหัดและคำตอบกองใหญ่ให้เขากลับไปค่อย ๆ ศึกษา
แต่คนอื่นต่างออกไป คนอื่นไม่อาจให้ดูคำตอบได้ จะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นกลยุทธ์ของเขาคือ…การให้พวกเขาทำก่อน จากนั้นก็ดูว่าข้อไหนไม่ถูกต้อง จึงจะอธิบายอีกครา และช่วยพวกเขาแก้ไข
เทียบกับคนอื่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าจูชี ‘ประหยัด’ เวลาได้บางส่วน
เพราะเขามีความสามารถ ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ อยู่
“เช่นนั้นท่านคิดว่า หากเขาเป็นลูกเขยของพวกเราจะเป็นอย่างไร?” เสินฮูหยินโล่งใจเล็กน้อย รู้สึกวางใจกล้าพูดความคิดของตัวเอง
สามีของนางรู้จักจูชีว่าเป็นผู้ชายที่ ‘เรียบง่ายจริงจัง’ แน่นอนว่าจูชีย่อมไม่มีแผนการใดในใจ ในภายภาคหน้าจะต้องทำให้ลูกสาวของนางอย่างเสินอิงอวี่มีชีวิตที่ดีเป็นแน่
อาจารย์เสินตกตะลึง “หา?!”
“ท่านจะตกใจอันใด? หรือท่านคิดว่าลูกสาวท่านไม่คู่ควรกับข้าราชการซิ่วไฉ?” เสินฮูหยินกล่าว “หากท่านกล้าพูดเช่นนั้น ข้าจะโกรธท่านเป็นอย่างยิ่ง”
“เจ้าคิดจะจับคู่พวกเขาสองคนได้อย่างไร?” อาจารย์เสินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รีบพูดอธิบายว่า “คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ข้า อีกคนเป็นลูกสาวข้า ทั้งหมดล้วนพักอยู่ในเรือนเดียวกัน ได้พบหน้ากันบ่อยครั้ง หากให้ทั้งสองคนตบแต่งกัน คนอื่นจะคิดว่าพวกเขาสองคนมีบางอย่างเกิดขึ้น”
“แล้วอย่างไร?” เสินฮูหยินพูดอย่างไม่ยินดี “เหตุใดจึงไม่ได้เล่า? คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน คนหนึ่งเป็นลูกสาวท่าน ไม่ใช่ว่าพอดีเลยหรือ? หากข่าวลือแพร่งพรายออกไปก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน ข้าจริงจัง ท่านคิดว่าพวกเขาสองคนเหมาะสมกันหรือไม่?”
“เรื่องนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?” อาจารย์เสินลังเล “แม้เขาสองคนจะมีอายุที่เหมาะสมกัน แต่ยามที่ซุ่นเต๋อเรียนหนังสือก่อนหน้านี้ พวกเราไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด พอเขาได้เป็นซิ่วไฉแล้วพวกเราค่อยยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เช่นนี้มันค่อนข้าง…”
เขาพูดไม่ออกอยู่บ้าง
แม้คนเดินขึ้นที่สูงน้ำไหลลงที่ต่ำ*[1] แต่กระทำอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเป็นการหักหน้าตัวเองไปหน่อยหรือ?
“มีอันใดเล่า?” เสินฮูหยินกล่าว “หากเขาสอบซิ่วไฉไม่ผ่าน ข้าก็ยังรับไม่ได้ ท่านว่าพวกเขาที่เป็นพวกขาเปื้อนโคลนอยู่ชนบทจะมีอันใดเล่า? แม้จะเป็นซิ่วไฉก็ยังต้องสอบต่อ หลังตรวจสอบแล้วจึงจะเป็นข้าราชการได้ หากเป็นซิ่วไฉผู้หนึ่งนอกจากเปิดสำนักศึกษาเช่นท่านแล้ว ก็อาจจะให้คนไปเป็นนักบัญชีหรือเป็นอาจารย์ แล้วเขาจะยังทำอันใดได้อีก?”
อาจารย์เสินถอนหายใจ: เป็นบัณฑิตก็ไร้ประโยชน์ บัณฑิตเช่นนี้หากต้องการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่ง่ายจริง ๆ
ตัวเขาเองที่กล้ำกลืนฝืนทนความยากลำบากในใจก็รู้แจ้งเป็นอย่างยิ่ง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็ยังรับเขาได้หรือ?” อาจารย์เสินถาม
“นั่นไม่ใช่เพราะเขาสอบซิ่วไฉผ่านแล้วหรือ ข้าคิดว่าหลังจากนี้แม้เขาจะสอบคัดเลือกจวี่เหรินไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ถึงยามนั้นเขาก็สามารถเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาของท่านได้ พ่อตาลูกเขยสอนหนังสือด้วยกันเช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องที่ดี” เสินฮูหยินกล่าว “ข้าคิดว่าหากคนสกุลจูรู้ว่าลูกชายของพวกเขาสามารถอยู่ที่ตำบลได้ ทั้งยังมีงานสุจริตทำ เกรงว่าคงดีใจแทบแย่แล้ว”
“เจ้าไม่มีเจตนาส่วนตัวบางอย่างหรือ?” อาจารย์เสินไม่เชื่อเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาพูดเรื่องการแต่งงานออกมาแล้วจะไม่มีแผนของตัวเอง
“แน่นอนว่ามี” เสินฮูหยินตอบ “ประการแรกคือเขาสอบเป็นซิ่วไฉได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเสี้ยนอั้นโฉ่ว เช่นนั้นการสอบคัดเลือกจวี่เหรินก็อาจจะยังมีหวังเช่นกัน หากเขาเป็นจวี่เหรินแล้ว เช่นนั้นลูกสาวของข้าก็จะเป็นภรรยาของจวี่เหรินและใช้ชีวิตอย่างเสวยสุขไม่ใช่หรือ?”
อาจารย์เสินเตือนนางว่า “อย่าว่าแต่ซุ่นเต๋อจะเป็นจวี่เหรินได้หรือไม่เลย หากเขาสอบผ่านแล้ว จวี่เหรินก็เป็นขุนนาง เช่นนั้นก็นับว่าลำบากยิ่งแล้ว”
“ทำไมเล่า? ไม่ใช่บอกว่าจวี่เหรินก็เป็นขุนนางหรือ?” เสินฮูหยินมึนงง
“จวี่เหรินเป็นขุนนาง แต่ในราชสำนักไม่มีตำแหน่งว่าง” อาจารย์เสินกล่าว “หนึ่งหัวไชเท้าหนึ่งหลุม หากไม่มีคนออกจากตำแหน่งแล้ว จวี่เหรินจะไปเป็นขุนนางที่ใดเล่า?”
เสินฮูหยิน “…”
[1] คนเดินขึ้นที่สูงน้ำไหลลงที่ต่ำ หมายถึง คนต้องตั้งใจพัฒนาตัวเองเสมอ เหมือนกับที่น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำอยู่เสมอ