ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 665 การตัดสินใจของจูชี
บทที่ 665 การตัดสินใจของจูชี
ถึงอย่างไรต้าเป่าก็อายุมากกว่า มีหลายอย่างที่เขาสามารถทำด้วยตัวเองได้แล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว เอ้อร์เป่ายังทำได้ไม่ดีเท่าเขา
ที่เขาถามเช่นนี้ก็เพราะอยากได้คำสัญญาจากเอ้อร์เป่านั่นเอง
เอ้อร์เป่าหลงกลดังคาด “ใช่แล้ว อาเล็ก พวกข้าไม่ใช่เด็กเล็กเหมือนซานเป่ากับซื่อเป่าแล้วนะขอรับ พวกข้าสามารถกินข้าวด้วยตัวเองและใส่เสื้อผ้าเองได้แล้ว”
“ท่านเห็นไหมขอรับ อาเล็ก เอ้อร์เป่าพูดถึงขนาดนี้แล้ว ท่านยังต้องห่วงอะไรอีก?” ต้าเป่าพูดต่อไปพร้อมรอยยิ้ม
นอกจากตัวเขาเองแล้ว ในหมู่พวกเขาไม่มีใครคิดทันอุบายเล็ก ๆ ของต้าเป่าเลยสักคน
เอ้อร์เป่ายังรับประกันต่อไป จูชีฟังแล้วก็เริ่มจะคล้อยตาม
“แต่…” จูชีก็บอกไม่ถูกว่าตนเองกังวลเรื่องอะไร แต่รู้สึกเหมือนว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
“แต่อะไรหรือขอรับ? อาเล็ก พวกข้าดูแลตัวเองได้แล้ว ท่านยังกังวลเรื่องอะไรอีก?” อย่าเห็นว่าต้าเป่าอายุยังน้อย แต่ความคิดอ่านกลับปราดเปรียวยิ่งนัก หลอกลวงคนอื่นไม่ได้ แต่หลอกลวงจูชีกับเอ้อร์เป่านั้นไม่มีปัญหา
เขาทำท่าไม่เข้าใจ “อาเล็ก ท่านคงไม่ได้ถูกพ่อข้าหลอกได้แล้วหรอกนะ? พ่อข้าอาจไม่มีเจตนาร้าย แต่อาเล็ก ท่านลองคิดดูนะ ปกติแล้วท่านอยู่กับพวกข้านานกว่า หรือพ่อข้าอยู่กับพวกข้านานกว่า?”
จูชีไม่อาจปฏิเสธเรื่องนี้ได้ “ข้า”
เขาเข้าใจว่าเมื่อเทียบกับคนอื่น เขาสนิทสนมกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามากที่สุดแล้ว
“นั่นก็ถูกแล้ว” ต้าเป่ากล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ในเมื่อท่านใช้เวลาอยู่กับพวกข้ามากที่สุด คนที่เข้าใจพวกข้าดีที่สุดก็คือท่านไม่ใช่หรือ? พ่อข้าอาจเป็นห่วงข้ากับเอ้อร์เป่า แต่ท่านพ่อไม่ได้รู้จักพวกข้าดีเท่ากับท่าน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากับเอ้อร์เป่าทำเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองได้ตั้งนานแล้ว?”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จูชีก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
ยามปกติต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามักจะแบ่งปันความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้แค่กับเขา ขณะที่พวกผู้ใหญ่ไม่เคยล่วงรู้
เขารู้สึกว่าต้าเป่ากล่าวได้ถูกต้องอย่างมาก!
“จะไม่เป็นไร…จริง ๆ หรือ?” จูชีถาม “พวกเจ้านอนคนเดียวไม่กลัวความมืด?”
“ฮ่า ๆๆๆ…อาเล็ก พวกข้ามีกันสองคน ไม่กลัวหรอกขอรับ” เอ้อร์เป่าได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมา
“อาเล็ก ท่านยังลืมเรื่องสำคัญไปอีกอย่าง” ต้าเป่าจับจ้องจูชีพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ข้าก็พูดไปแล้ว ที่โจวเสวียมีตำราใหม่ ๆ มากมาย มีอาจารย์หลายท่าน สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ที่สำนักศึกษาของอาจารย์เสินนะขอรับ ถ้าอาเล็กไม่ไป พวกข้าก็เสียประโยชน์น่ะสิ”
“เสียประโยชน์?” จูชีไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
ต้าเป่าจึงอธิบายว่า “จะไม่เสียประโยชน์ได้อย่างไรขอรับ? อาเล็กมีความจำดีปานนั้น เห็นครั้งเดียวก็จำได้หมดแล้ว ถ้าท่านอ่านตำราทั้งหมดในโจวเสวียแล้วจดบันทึกเอาไว้ บ้านพวกเราก็จะได้ตำรามากมายโดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาเลยไม่ใช่หรือขอรับ? แต่ถ้าอาเล็กไม่ไป ถ้าพวกข้าอยากอ่านตำราพวกนั้น อยากเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แล้วจะไปหาจากที่ไหนล่ะขอรับ?”
เหตุผลข้อนี้สั่นคลอนจิตใจของจูชีอย่างรุนแรง
จริงด้วย โจวเสวียมีของดีมากมายขนาดนั้น ถ้าเขาไปแล้ว เขาอ่านเพียงรอบเดียวก็สามารถจดบันทึกจากความทรงจำ นำมาสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ด้วยน่ะสิ
แต่ถ้าเขาไม่ไปก็น่าเสียดายแย่
คนสกุลจูคงไม่มีใครคาดคิดว่า สุดท้ายแล้วคนที่เกลี้ยกล่อมจูชีให้ตัดสินใจได้สำเร็จกลับเป็นต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เย่อวี๋หรานได้ยินจูชีบอกว่าเขาอยากไปเรียนที่โจวเสวีย แม้จะไม่ได้ประหลาดใจนัก แต่นางแปลกใจมากกว่าที่เขาตัดสินใจได้เร็วเช่นนี้
“เพราะที่นั่นมีตำราและอาจารย์มากมาย”
“ตำรา? อาจารย์?” เย่อวี๋หรานไม่เข้าใจ
จูชีจึงอธิบาย
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินจูชีบอกว่า เขาอยากไปโจวเสวีย ไม่ใช่เพราะอยากสอบเป็นจวี่เหริน แต่เพราะเห็นแก่ตำราและอาจารย์เก่ง ๆ ของที่นั่น มุมปากก็ต้องกระตุกยิบ
ช่างเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว!
แม้แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าควรโต้แย้งอย่างไร
“ท่านแม่ ได้ไหมขอรับ?” จูชีเห็นเย่อวี๋หรานไม่พูดจาอยู่เป็นนาน ยังนึกว่าเย่อวี๋หรานไม่เห็นด้วยที่เขาจะไป จึงอดกังวลใจไม่ได้
“ได้สิ!” เย่อวี๋หรานไม่ได้คัดค้านความคิดของจูชี นางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่เคารพในการตัดสินใจของเจ้า ก็เหมือนที่แม่พูดไว้ แม่หวังว่า ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจเลือกแบบไหน เจ้าก็จะไม่เสียใจทีหลัง ตรงนี้จึงสำคัญที่สุด”
“ข้าไม่เสียใจทีหลังแน่นอนขอรับ!” จูชีตบอกด้วยท่าทางยินดีปรีดา
ครั้นได้รับคำอนุญาตจากเย่อวี๋หราน เขาก็รีบไปหาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าด้วยความดีอกดีใจ อยากแบ่งปันข่าวดีนี้กับพวกเขา
ตอนออกไปก็หวุดหวิดจะชนเข้ากับจูอู่
“เจ้าเจ็ด เจ้าจะไปไหน?”
“ฮ่า ๆๆ…” จูชีกล่าวอย่างเบิกบานใจ “ท่านแม่รับปากข้า อนุญาตให้ข้าไปเรียนที่โจวเสวียแล้ว”
พูดจบก็วิ่งจากไป
จูอู่ตะลึงอยู่กับที่: หา รับปากแล้ว?
ไม่ใช่สิ เจ้าเจ็ดตัดสินใจไวปานนี้เชียว?
ไม่ถูกต้องนี่นา เมื่อวานพี่ใหญ่ไปหาเจ้าเจ็ดมาไม่ใช่เรอะ? หรือเขาจะเข้าใจพี่ใหญ่ผิดไป?
ทำผิดแล้วรู้จักแก้ไขนับเป็นเรื่องดี
จูอู่เจอกับจูต้าที่กลับมาเอาปุ๋ยก็ตบไหล่พี่ชายไปหนึ่งที “พี่ใหญ่ ข้ามองท่านผิดไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าท่านจะใคร่ครวญแทนเจ้าเจ็ดเช่นนี้ ต่อไป ข้าจะไม่สงสัยในตัวท่านอีกแล้ว!”
จูต้างุนงง “หา?”
“ท่านคงยังไม่รู้สินะ เจ้าเจ็ดจะไปเรียนที่โจวเสวียขอรับ”
จูต้าตกตะลึง “หา?!”
เมื่อวานนี้เขาเพิ่งไปหาจูชี บอกให้อยู่ที่ตำบลอันจิ่วไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าเจ็ดเปลี่ยนใจเสียได้?
เจ้าทึ่มคนนี้ กล้าหลอกข้างั้นเรอะ?!
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้ารู้อยู่แล้ว ท่านเป็นพี่ใหญ่แท้ ๆ ของพวกเราเชียวนะ แล้วจะไม่อยากเห็นพวกข้าได้ดีได้อย่างไร? พี่ใหญ่ ท่านทำงานต่อเถอะขอรับ ข้าจะเอาข่าวดีนี้ไปบอกทุกคน”
จูต้าที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไม่ได้สติคืนมาอยู่เป็นนาน
อย่าถามเลยว่าในใจเขารู้สึกแย่เพียงใด
วันนี้ที่แต่เดิมอารมณ์ยังแจ่มใสเบิกบาน พอมาได้ยินเรื่องนี้จากจูอู่ เขาก็ไม่เหลือความเบิกบานอะไรอีกแล้ว
จูเอ้อร์ทำงานอยู่นานแล้วก็ไม่เห็นพี่ใหญ่กลับมาเสียที จึงถือที่ตักปุ๋ยเดินกลับมา แต่กลับมาเห็นพี่ใหญ่นั่งอู้งานอยู่ริมบ่อปุ๋ยหมัก เขาจึงไม่พอใจขึ้นมา
“พี่ใหญ่ ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่? ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าเช้าวันนี้พวกเราสองคนจะทำงานให้เสร็จ ทำไมท่านมาแอบอู้คนเดียวอยู่ตรงนี้ล่ะ?”
พอเข้ามาใกล้กว่าเดิม ค่อยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของจูต้าผิดปกติอยู่บ้าง
แต่จูเอ้อร์ยังโมโหที่พี่ชายแอบอู้ ถึงจะเห็นแล้วก็ยังไม่อยากยอมถอยให้ “พี่ใหญ่ ท่านคิดอะไรอยู่? ท่านแอบอู้ ข้าตำหนิท่านนิด ๆ หน่อย ๆ ท่านก็ไม่พอใจแล้ว? ท่านไม่ใช่พวกเจ้าสี่เจ้าห้าเสียหน่อย…”
“เฮ้อ…” จูต้าถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “เจ้าเจ็ดจะไปเรียนที่โจวเสวียแล้ว”
“ท่านรู้ได้อย่างไร? ท่านแม่เพิ่งจะพูดไปตอนมื้อเย็นเมื่อวานนี่เอง คงไม่เร็วขนาดนั้นกระมัง?” จูเอ้อร์วางไม้หาบแล้วนั่งลงข้าง ๆ จูต้า
“เจ้าห้าบอกเมื่อกี้นี้เอง เขามาบอกข้าโดยเฉพาะเลย”
“เจ้าห้า? เขาคงไม่ได้โกหกท่านหรอกนะ? เจ้าเด็กนั่นปากยิ่งไม่ค่อยจะมีหูรูดอยู่ด้วย…”
จูต้าส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าห้าแค่ชอบทำตัวอวดฉลาด แต่ไม่ใช่คนชอบโกหก อีกอย่าง เขาโกหกเรื่องนี้ไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา? โกหกไปโกหกมา ก็มีแต่พี่น้องกันเองทั้งนั้นไม่ใช่รึ?”
“ถ้าอย่างนั้น…ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?” เรื่องที่พี่ใหญ่เป็นห่วงลูกชายสองคนที่ไปเรียนหนังสือ จูเอ้อร์เคยได้ยินจูต้าพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นเมื่อเย่อวี๋หรานพูดถึงเรื่องนี้ ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือยืนอยู่ฝั่งจูต้า
เรื่องนี้เจ้าสามไม่เข้ามามีส่วนร่วม ฝั่งตรงข้ามจึงมีเพียงเจ้าสี่กับเจ้าห้า
จูเอ้อร์นึกใคร่ครวญในใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้พวกตนมีโอกาสชนะค่อนข้างสูง