ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 667 พอได้ยินเรื่องซื้อวัวก็ลืมเรื่องลูก
บ
ทที่ 667 พอได้ยินเรื่องซื้อวัวก็ลืมเรื่องลูก
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าที่ฉายชัดว่า ‘นึกแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้’
นางเอ่ยขึ้นว่า “คนที่ไม่ยกมือก็คือไม่เห็นด้วยที่เจ้าเจ็ดจะไป ข้าจะไม่ถามหาเหตุผล เพราะคราวก่อนพวกเจ้าพูดกันไปแล้ว คราวนี้ข้าอยากพูดความเห็นของข้า”
หลิ่วซื่อก้มหน้า
ยังจะมีอะไรให้พูดอีก ท่านเห็นด้วยที่เจ้าเจ็ดจะไปอยู่แล้วนี่?
“ข้าสนับสนุนให้เจ้าเจ็ดไป”
หลิ่วซื่อ: เห็นไหม ข้ารู้อยู่แล้ว!
เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “แต่เหตุผลของข้าอาจไม่เหมือนกับที่พวกเจ้าคิดเอาไว้ ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าเจ็ดไปเป็นขุนนางหรืออยากให้เขาไปพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ข้าสนับสนุนเขาเพราะว่าเขาเป็นลูกชายของข้า”
จูซาน จูซื่อ และจูอู่ล้วนอึ้งไป
สายตาของเย่อวี๋หรานกวาดผ่านลูกชายทั้งหลายไป นางพูดต่อไปว่า “ในเมื่อเขาเป็นลูกชายของข้า สิ่งที่เขาทำยังไม่ใช่การลักเล็กขโมยน้อยหรือเป็นเรื่องที่บอกคนอื่นไม่ได้ ขอแค่เขาอยากทำ ข้าก็จะสนับสนุนเขา”
“ในโลกนี้ไม่มีเรื่องใดแน่นอน ก้าวเดียวสู่สวรรค์*[1]ไม่ได้มีมากมายปานนั้น”
“ระหว่างที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ข้ายังมีกำลังสนับสนุนลูกชายของตัวเองได้ ข้ายินดีที่จะสนับสนุนพวกเขาโดยไร้เงื่อนไข”
“ต่อให้พวกเขาพุ่งไปชนกำแพงบนเส้นทางที่ตัวเองเลือก หรือต้องเดินทางอ้อมก็ไม่เป็นไรทั้งสิ้น เพราะมีแต่ต้องไปลองทำ พวกเขาถึงจะรู้ว่าตนเองต้องไปต่อทางไหน”
……
แทนที่จะบอกว่านางพูดให้จูชีฟัง มิสู้บอกว่าพูดให้ลูกชายสกุลจูทั้งหลายฟังมากกว่า
เย่อวี๋หรานอยากให้พวกเขาเข้าใจว่า พวกเขาเติบใหญ่กันแล้ว ถึงเวลาที่จะโบยบินด้วยตนเอง
ส่วนนางก็เต็มใจที่จะปล่อยมือของตน ปล่อยให้พวกเขาไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง
ชั่วขณะนั้น ลูกชายทุกคนล้วนตะลึงกันไปหมด: ท่านแม่…คิดแบบนี้เองหรือ?
พวกเขาพลันรู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานไม่ได้เว้นช่วง ทว่าถามต่อไปว่าพวกเขารู้เหตุผลที่เจ้าเจ็ดเลือกไปเรียนที่โจวเสวียหรือไม่
“ไม่ทราบขอรับ” จูอู่ส่ายศีรษะอย่างตรงไปตรงมา
พอเขาได้ยินว่าจูชีอยากไปเรียนที่โจวเสวียก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง แต่กลับไม่ได้คิดจะถามถึงเหตุผลของจูชี
เพราะในความคิดของเขา เหตุผลก็คงเหมือนกับที่ได้พูดกันไปแล้ว
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เจ้าเจ็ดบอกว่า เขาอยากไปเรียนที่โจวเสวีย เพราะที่นั่นมีตำราและอาจารย์มากมาย เขาอยากบันทึกสิ่งเหล่านั้นส่งกลับมาที่บ้าน เมื่อทำเช่นนี้ ถ้าเด็ก ๆ ที่บ้านอยากอ่านตำราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหาไม่ได้”
ตำรานั้น ใช่ว่าอยากอ่านก็จะได้อ่าน
ในยุคสมัยนี้ ยิ่งเป็นตำราล้ำค่าก็จะหาพบได้แต่เพียงในหอตำราของบัณฑิตบางคนหรือตระกูลบัณฑิตเท่านั้น
ตำราที่วางขายในร้านขายหนังสือมักจะเป็นตำราที่หาอ่านได้ง่าย
กระทั่งในสำนักศึกษาของอาจารย์เสินก็มีตำราอยู่ไม่มาก แต่ไม่มีตำราล้ำค่าหายากสักเล่ม
ดังนั้น รายชื่อตำราที่จูชีท่องตอนอยู่ที่ที่ว่าการในตำบลอี้คังล้วนแต่เป็นตำราที่คนเป็นบัณฑิตล้วนเคยอ่านผ่านหูผ่านตามาแล้วทั้งสิ้น
แต่ตำราที่หายากกลับไม่มีแม้แต่เล่มเดียว
พี่น้องสกุลจูมองมาทางจูชีเป็นตาเดียว คิดไม่ถึงเลยว่าจูชีอยากไปเรียนที่โจวเสวียด้วยเหตุผลเช่นนี้
“แน่นอน ถ้าเจ้าเจ็ดไปเรียนที่โจวเสวียก็จะต้องไปจากตำบลอันจิ่ว ถึงตอนนั้นก็จะเหลือเพียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสืออยู่ในตำบล พวกเราก็คงไม่วางใจเป็นแน่” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไป “เจ้าสามจะไปโจวเสวียกับจูชีแล้ว ถึงตอนนั้นใครจะไปดูแลต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า?”
คำถามนี้ตรงใจจูต้ากับหลิ่วซื่อพอดี สองสามีภรรยาคนหนึ่งหันหน้ามา อีกคนเงยหน้าขึ้น มองมาทางเย่อวี๋หรานกันทั้งคู่
“ปัญหาข้อนี้ข้าครุ่นคิดมาแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะไปปรึกษาอาจารย์เสินตอนที่พาเจ้าเจ็ดไปกราบเขา” เย่อวี๋หรานมองจูต้ากับหลิ่วซื่อพลางกล่าวว่า “ความจริงแล้วบ้านพวกเราไม่ได้อยู่ไกลจากตำบลอันจิ่วมากนัก สาเหตุที่ยามนี้พวกเรารู้สึกว่าไกลเป็นเพราะพวกเรามักไปไม่ทันเกวียนเทียมวัว จำต้องเดินไปที่สำนักศึกษา พวกเจ้าลองนึกถึงโหย่วเซิงสิ เขามารับอาหารจากเรือนเราไปขายในตำบลทุกวัน มีวันไหนล่าช้าไปบ้างไหม?”
จูต้าไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับการค้าของที่บ้าน แต่ก็ทราบว่าเจี่ยงโหย่วเซิงมารับของที่เรือนไปขายที่แผงขายอาหารในตำบลอันจิ่วเป็นประจำทุกวันเพื่อรับประกันความสดใหม่ของอาหาร
“ท่านแม่หมายความว่า…” จูต้าไม่ใคร่แน่ใจนัก ท่านแม่คิดจะให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านั่งรถม้าไปด้วยกันกับเจี่ยงโหย่วเซิง?
“ข้าคิดว่าจะซื้อวัวสักตัวเพื่อทำเกวียนเทียมวัว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ตอนเช้าถ้าโหย่วเซิงสะดวกก็ให้เขาช่วยพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปส่งที่สำนักศึกษา แต่ถ้าไม่สะดวก พวกเราก็ไปส่งกันเอง เสร็จแล้วค่อยกลับมาทำงานที่บ้าน คงใช้เวลาไม่นานนักหรอก ตอนบ่าย รอจนพวกเขาเลิกเรียนแล้วก็ค่อยไปรับกลับมา”
“ซื้อวัว?!” แววตาของจูเอ้อร์พลันสว่างวาบ รีบถามมาว่า “ท่านแม่ ท่านจะซื้อวัวแบบไหนขอรับ? วัวน้ำหรือวัวบ้าน*[2]? พวกเราจะซื้อตัวที่โตแล้ว หรือซื้อลูกวัวดีขอรับ?”
เขาหัวเราะฮิฮะ บอกว่าที่บ้านสมควรซื้อวัวได้แล้วจริง ๆ
ตอนนี้ฐานะของที่บ้านไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าหน้าที่หรือผู้อาวุโส แต่ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสล้วนมีวัวกันหมด พวกตนกลับยังไม่มี ออกจะไม่มีหน้ามีตาเอาเสียเลย
แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงเหตุผลข้อนี้
สำหรับคนในชนบทแล้ว สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวตนเองมีเงิน ได้แก่ มีเรือนหลังใหม่ มีที่นามาก และมีวัว
ปกติแล้วคนสกุลจูง่วนอยู่กับงานในและงานนอก ไม่เคยพิจารณาเรื่องซื้อวัวมาก่อนจริง ๆ ตอนนี้พอเย่อวี๋หรานเสนอขึ้นมา ก็นับว่าตรงใจลูกหลานชาวนาอย่างพวกเขายิ่งนัก ไม่มีใครไม่เห็นด้วย
“ท่านแม่ เรื่องซื้อวัวให้ข้ากับน้องรองไปจัดการเถอะขอรับ ข้ากับน้องรองคุ้นเคยกับวัว จะต้องเลือกซื้อวัวดี ๆ ได้แน่นอน”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ให้ข้ากับพี่ใหญ่จัดการเถอะขอรับ”
……
ส่วนว่าเย่อวี๋หรานจะมีเงินซื้อวัวหรือไม่ เขาสองคนกลับไม่กังวลใจเลยสักนิด
ถึงขั้นส่งเสียต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปร่ำเรียนได้แล้ว ยังจะไม่มีเงินซื้อวัวได้หรือ?
ไร้สาระ!
หลิ่วซื่อเห็นว่าเพียงแม่สามีเอ่ยถึงเรื่องซื้อวัว สามีของตนเองก็ยินดีปรีดาอย่างกับอะไรดี ลืมเรื่องลูกชายสองคนไปเสียสนิท นางก็รู้สึกคับข้องใจยิ่งนัก
นางแอบยื่นมือไปหยิกจูต้า
จูต้าหนังหนา ไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิด
เย่อวี๋หรานที่เห็นว่าส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสือ จูต้ายังไม่เห็นจะดีใจเช่นนี้ นางก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ได้ พวกเจ้าไปจัดการเถอะ จะวัวน้ำหรือวัวบ้านก็ได้ทั้งนั้น แค่พวกเจ้าชอบก็พอ แต่พวกเจ้าต้องรับประกันว่าวัวตัวนี้สามารถเทียมเกวียนได้ พวกเราซื้อวัวมานอกจากจะเพื่อนำมาไถนาแล้ว ยังจะใช้ส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสืออีกด้วย รอให้ฐานะที่บ้านอำนวยกว่านี้ มีรถม้าแล้ว ก็จะไม่ยุ่งยาก…”
นางยังพูดไม่จบ จูต้ากับจูเอ้อร์ก็โพล่งขึ้นมาว่า “ไม่ยุ่งยากเลยขอรับ นั่งเกวียนก็สะดวกดีเหมือนกัน ท่านแม่ ท่านวางใจได้ พวกข้าจะดูแลวัวตัวนี้เป็นอย่างดีเลยขอรับ!”
“เจ้าใหญ่ ตอนนี้เจ้าไม่กังวลเรื่องต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสือในตำบลแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
ยามนี้จูต้ายังจะกังวลอะไรได้ ในหัวมีแต่ความคิดเรื่องซื้อวัว “จะมีอะไรต้องกังวลอีกขอรับ มีเกวียนเทียมวัวไปรับไปส่ง คนอื่นไม่ได้มีวาสนาแบบนี้กันหรอกนะ”
สองพี่น้องบอกว่า เมื่อก่อนพวกเขาจะเข้าตำบลไปสักครั้ง กระทั่งเงินจะนั่งเกวียนเทียมวัวก็ยังไม่มี ต้องเดินไปเองตลอด ไฉนเลยจะสบายเหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ไม่เพียงแต่ได้เรียนหนังสือเท่านั้น แต่ยังมีเกวียนเทียมวัวให้นั่งอีกด้วย
มีเด็กคนไหนในหมู่บ้านได้รับอภิสิทธิ์นี้เหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าบ้าง?
หลิ่วซื่อที่ยังไม่พอใจ “…”
ถึงแม้แม่สามีจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางกลับไม่พอใจ รู้สึกว่าแม่สามีปฏิบัติต่อลูกชายทั้งสองของนางไม่ดีพอ
ไม่อย่างนั้น ตอนแรกที่เจ้าเจ็ดไปเรียนหนังสือ ทำไมแม่สามีไม่เห็นจะพูดถึงเรื่องซื้อเกวียนเทียมวัว รอจนลูกชายสองคนของนางจะเข้าเรียนแล้ว แม่สามีค่อยมาพูดถึงเล่า?
[1] ก้าวเดียวสู่สวรรค์ (一步登天) หมายถึง การได้รับตำแหน่งสูงหรือประสบความสำเร็จในคราวเดียว
[2] ภาษาจีนเรียกควายว่าวัวน้ำ (水牛)