ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 668 ทะเลาะกันอีกแล้ว
บทที่ 668 ทะเลาะกันอีกแล้ว
ทันใดนั้น หลิ่วซื่อก็นึกถึงเรื่องราวหลายอย่าง
นึกถึงตอนที่นางเพิ่งคลอดต้าเป่า นอกจากแม่สามีจะไม่ให้นางกินน้ำแกงไข่สักถ้วยแล้ว ยังบังคับให้นางที่เพิ่งจะคลอดลูกไปทำงานในนา
นางไม่ทันได้อยู่เดือนก็ต้องหอบเสื้อผ้าไปซักริมลำธาร พวกสะใภ้สาว ๆ ในหมู่บ้านล้วนสงสารนางกันทั้งนั้น
ไม่เพียงเท่านี้ ลูกชายที่นางคลอดออกมาก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล เพิ่งโตได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกแม่สามีคว้าไม้กวาดไล่ตีไปทั่วเรือน
นางกล้าพูดเลยว่า สาเหตุที่ลูกชายสองคนของนางเดินได้เร็วขนาดนั้นก็เพราะถูกแม่สามี ‘กวดขัน’ มาเช่นนี้เอง
เจ้าของร่างเดิม “…”
ข้ามีความสามารถแบบนี้ด้วย ข้าไม่เห็นจะรู้เลย?
หลิ่วซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ พอนางได้สติกลับมาอีกครั้ง ทุกคนก็รับประทานมื้อเย็นกันเสร็จและจากไปหมดแล้ว
เนื่องจากวันนี้ไม่ใช่เวรหลิ่วซื่อเก็บโต๊ะอาหาร จึงไม่มีใครเรียกนาง
หัวใจหลิ่วซื่อบีบรัดขึ้นมาอีกครา
กว่านางจะพบจูต้าก็ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ยามนั้นจูต้าหารือกับจูเอ้อร์เรียบร้อยแล้วว่าจะไปหาซื้อวัวที่ไหน ต่อไปจะให้ใครดูแลวัวตัวนี้
ตามธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวชาวนาแล้ว มักจะให้เด็ก ๆ ในบ้านเป็นคนดูแล
แต่ปัญหาก็คือ ลูกชายสกุลจู คนที่โตหน่อยก็ต้องไปเรียน คนที่ยังเล็กอย่าว่าแต่จะดูแลวัวเลย ไม่ให้วัวดูแลพวกเขาก็ไม่เลวแล้ว
พวกเขาสองคนย่อมไม่อาจยกสิ่งมีค่าอย่างวัวให้เด็กน้อยที่พึ่งพาอะไรไม่ได้เป็นคนดูแล
เด็กน้อยสกุลหลี่ว์สามคนนั้นกลับเหมาะสมมาก พวกนางมากินอยู่เปล่า ๆ ในบ้าน งานอะไรก็ทำไม่ไหว สามารถเรียกให้มาดูแลวัวได้พอดี
แต่พวกเขาสองคนยังกังวลอยู่บ้าง “เจ้าว่า เด็กน้อยพวกนั้นจะแอบเอาวัวบ้านพวกเราไปขายไหมนะ?”
“อย่าปล่อยให้พวกนางไปด้วยกัน ให้คนหนึ่งอยู่เฝ้าบ้านก็ได้แล้วไม่ใช่รึ?” จูเอ้อร์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่จำเป็นต้องใช้คนถึงสามคนดูแลวัวหรอก”
“ข้ากลัวว่าเมียเจ้าห้าจะไม่พอใจ…” จูต้าพะวงถึงความคิดของจูอู่อยู่ไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้จึงกังวลว่าหลินซื่อจะไม่พอใจ
“นางมีสิทธิ์ไม่พอใจอะไรได้? มาพึ่งพาครอบครัวพวกเราเลี้ยงดูเด็ก ๆ ตั้งหลายคน ถ้านางกล้าไม่พอใจก็ให้เจ้าห้าปลดนางทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง” จูเอ้อร์กล่าว “ข้าว่าเจ้าห้ายิ่งกว่าเต็มใจเชียวล่ะ เมียที่เป็นภาระแบบนี้ ผู้ชายคนไหนจะรับได้?”
จูต้า “…”
กล่าวตามตรง เขาไม่ค่อยเข้าใจเลย ภรรยาของน้องห้าทำเรื่องพรรค์นั้นออกมาแล้ว เหตุใดน้องห้าจึงไม่มีความเห็นอะไรเสียบ้าง?
ความเห็นที่เขากล่าวถึงย่อมหมายถึงการปลดภรรยา
สองพี่น้องหารือกันเสร็จก็แยกย้าย
ครั้นจูต้าเข้ามาในห้อง หลิ่วซื่อก็ย้ายร่างเข้ามาหาราวกับวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น “ไปไหนมา?”
จูต้าสั่นสะท้าน อารมณ์ที่เดิมยังดีอยู่ พอได้เห็นใบหน้าราวกับคนตายของนางก็ไม่ปลอดโปร่งใจเสียแล้ว “ทำไม? ข้าจะไปไหนก็ต้องรายงานเจ้าด้วย?”
พูดจบก็เดินไปนั่งลงบนเตียงแล้วเริ่มถอดรองเท้า บอกให้หลิ่วซื่อไปยกน้ำล้างเท้าเข้ามาให้
หลิ่วซื่อยืนนิ่งไม่ขยับ
“เจ้าทำอะไรอยู่? ให้เจ้าไปตักน้ำ ยังยืนทื่อเหมือนตอไม้อยู่นั่นแหละ จะเอาอย่างไรกันแน่? ใครทำอะไรให้เจ้าอีกแล้ว?” เพียงเห็นสีหน้าของภรรยา จูต้าก็ทราบว่านางคงไปมีเรื่องเก็บกดมาอีกแล้ว
ในความคิดเขา ภรรยาคนนี้อะไรล้วนมีพร้อม เสียอย่างเดียว…ชอบเก็บกดอมทุกข์ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครมาทำอะไรให้นาง
“เจ้า!”
“ข้า? กินข้าวเสร็จ ข้าก็ไม่ได้เจอเจ้าอีกเลย แล้วจะไปทำให้เจ้าโมโหได้อย่างไร?” จูต้ารู้สึกว่าวันนี้ตนเองไม่ได้ทำเรื่องอะไรให้ภรรยาโมโห จึงคิดว่าอีกฝ่ายหาเรื่องโดยไร้เหตุผล
“ทำไมจะไม่ได้ทำ?” ถึงหลิ่วซื่อจะโมโห แต่ก็ไม่กล้าพูดจาเสียงดัง กลัวว่าห้องข้าง ๆ จะได้ยิน “วันนี้เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? พวกเราพูดเรื่องต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอยู่ดี ๆ ท่านแม่พูดเรื่องซื้อวัวขึ้นมาก็ทำให้เจ้าถอดใจได้แล้ว? เจ้าจะถอดใจง่ายเกินไปหน่อยไหม?”
“หมายความว่าอะไร?” จูต้าไม่เข้าใจ
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ มารดาของเขาบอกว่าจะซื้อวัว นี่เป็นเรื่องดีปานไหน ไฉนพอมาอยู่ในปากของภรรยาเขากลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้คนโมโหไปเสียได้?
“หมายความว่าอะไร? เจ้ายังกล้าถาม? แม่เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? ตอนแรกที่เจ้าเจ็ดไปเรียน ท่านแม่ไม่เห็นจะพูดเรื่องซื้อวัว ยังรู้จักเป็นห่วงว่าเจ้าเจ็ดเดินทางไปกลับจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ทำไมพอมาถึงรอบต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ท่านแม่กลับเสียดายค่าที่พัก อยากซื้อวัวให้ที่บ้านเสียอย่างนั้น?” หลิ่วซื่อพรั่งพรูความไม่พอใจออกมา “ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรกันแน่? ถ้าท่านแม่ไม่อยากส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือก็พูดออกมาสิ ยังจะมาใช้อุบายแบบนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่…”
ในสายตาของนาง ความจริงก็คือเช่นนี้เอง
ตอนแรกที่จูชีไปเรียนหนังสือก็ได้พักในสำนักศึกษา ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าและไม่ต้องเดินทางไปกลับ
พอตื่นเช้าออกมาจากที่พักก็สามารถตรงไปเข้าเรียนได้ทันที ทั้งยังส่งสิ่งของไปกำนัลให้อาจารย์อยู่เป็นประจำ ไม่อย่างนั้นทำไมอาจารย์เสินจะต้องสอนพิเศษให้จูชี จนเขาสอบเป็นซิ่วไฉได้ไวปานนั้นกันล่ะ?
ยามนี้จูชีมีสถานที่ที่ดีกว่าให้ไปแล้ว จูซานตามไปด้วยยังไม่พอ นางล่วงเกินอาจารย์เสินไปแล้ว ยังคิดจะยัดต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าไปอีก มิหนำซ้ำยังจะให้พวกเขาสองคนลำบากลำบนตื่นเช้าไปเรียนหนังสือ ต้องเทียวไปเทียวกลับ แบบนี้ตั้งใจจะทำให้พวกเด็ก ๆ คิดว่าการไปเรียนเป็นเรื่องลำบากจนไม่นึกอยากไปเรียนแล้ว เท่านี้ก็มีข้ออ้างในการไม่ส่งพวกเขาไปเรียนแล้วไม่ใช่หรือ?
จูต้าไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย
เมื่อเขาได้ยินความในใจเหล่านั้นจากปากหลิ่วซื่อก็ต้องตะลึง “เจ้าคิดอะไรของเจ้า?!”
“เจ้าจะพูดเสียงดังขนาดนั้นทำไม ข้าไม่ได้โกหกเสียหน่อย” ได้ยินเขาร้องเสียงดังเช่นนั้น หลิ่วซื่อก็มีอันสะดุ้งโหยง ตามมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ
ดวงตานางแดงก่ำ จ้องจูต้าด้วยความโกรธเคือง ทำราวกับว่าเขาทำเรื่องผิดต่อนางกระนั้น
จูซื่อที่อยู่ห้องข้าง ๆ กำลังพูดคุยหัวเราะคิกคักกับหลี่ซื่อได้ยินเสียงพี่ชายดังขึ้นกะทันหันก็ต้องชะงักไป
“ไม่หรอกมั้ง ทะเลาะกันอีกแล้ว?” หลี่ซื่อประหลาดใจ แต่นางก็นึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กระซิบกับจูซื่อว่า “คงไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ จึงทะเลาะกับพี่ใหญ่หรอกนะ?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจอะไร?” จูซื่อเป็นผู้ชายจึงไม่ได้สังเกต พี่สะใภ้ใหญ่ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาผู้นั้นเคยมีเวลาที่ไม่พอใจด้วยหรือ
“เจ้าไม่รู้? ไม่พอใจมาหลายวันแล้วล่ะ…” หลี่ซื่อเล่าความเป็นไปในช่วงหลายวันนี้ให้จูซื่อฟังเสียงเบา
เรื่องระหว่างพี่น้องกันเอง จูซื่อก็พอจะรู้มาบ้าง แต่เรื่องของภรรยาของพี่น้องของเขา เขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สะดุดตาเหล่านั้นถูกภรรยาของเขาวิเคราะห์ออกมาเสียจนน่าตื่นตาตื่นใจ
“จริงเรอะ มีเรื่องมากมายขนาดนั้นเชียว?!”
“ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” หลี่ซื่อกลอกตาใส่เขา “ตอนนี้รู้แล้วล่ะสิว่าลูกสะใภ้อย่างข้าวางตัวลำบากแค่ไหน? แต่ละคนมีความคิดของตัวเองทั้งนั้น ไม่ระวังนิดเดียวก็ล่วงเกินคนอื่นได้แล้ว”
จูซื่อลูบจมูกป้อย ๆ แต่ไม่ได้พูดขัด
เรื่องระหว่างพวกผู้หญิง เขาไม่เข้าใจจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง หลินซื่อก็ขยับเข้าไปหาจูอู่ เล่าความเป็นไปในเรือนสกุลจูในช่วงนี้ให้เขาฟัง
ต่างจากจูซื่อที่ชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด จูอู่วางท่า ‘ลึกล้ำยากจะหยั่ง’ แสดงออกว่าตนเองรับทราบแล้ว
แต่เขาก็ไม่ลืมกำชับหลินซื่อว่า “เรื่องนี้เข้าหูข้าแล้วก็อย่าเอาไปพูดข้างนอกอีก เดี๋ยวคนอื่นจะรำคาญเอาได้ เข้าใจไหม?”
“อืม ข้ารู้แล้ว” หลินซื่อมีท่าทางโอนอ่อนผ่อนตาม
“อีกอย่าง เจ้าไม่ต้องไปยุ่งเรื่องของพวกนาง ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไรก็กลับมาถามข้า” จูอู่พูดต่อไป “พวกเราเป็นสามีภรรยา พวกเราต่างหากถึงจะเป็นพวกเดียวกัน คนอื่นล้วนทำร้ายเจ้าได้ แต่ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง เอาแต่สร้างปัญหาให้ข้า ต่อให้ข้านิสัยดีกว่านี้ก็ไม่ใจเย็นพอให้เจ้าสร้างเรื่องบ่อย ๆ หรอกนะ ถึงตอนนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้า”
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว” หลินซื่อเอาศีรษะไปถูไถบนแขนเขาอย่างออดอ้อน “ช่วงนี้ข้าก็เชื่อฟังเจ้าตลอดเลยนี่นา”