ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 675 อะไรนะ?! มีแผลเป็นไม่อาจสอบเคอจวี่
บทที่ 675 อะไรนะ?! มีแผลเป็นไม่อาจสอบเคอจวี่
ต้าเป่าเอื้อมมือขึ้นไปแตะหน้าผากแล้วเห็นเลือดบนนิ้ว ก็ต้องตะลึงอึ้ง: แย่แล้ว ข้าเลือดออก!
เขาไม่ได้กลัวเจ็บ ตอนเด็กชอบเล่นซุกซนก็มักกระแทกนั่นกระแทกนี่อยู่บ่อย ๆ แต่เขาโชคดีจึงไม่ได้ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้
จนกระทั่งเข้าไปเรียนในสำนักศึกษา เขาค่อยรู้จากอาจารย์เสินว่า ราชสำนักได้ตรากฎไว้ว่า ผู้มีแผลเป็นไม่อาจสอบเคอจวี่ เพราะระคายสายพระเนตร
“ท่านแม่ รีบเรียกท่านย่าเร็วขอรับ!”
ครั้นเห็นเลือดบนศีรษะลูกชายไหลออกมาไม่หยุด หลิ่วซื่อก็นึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง เพราะนางไม่คิดเลยว่า ตนเองแค่จิ้มเบา ๆ ไม่กี่ครั้งกลับทำให้ลูกชายล้มได้แล้ว
แต่นางยังคงพูดว่า “เรียกย่าเจ้าทำไม? เจ้าอยากฟ้องงั้นเรอะ? ลูกผู้ชายอกสามศอกมีใครไม่มีแผลเป็นกันบ้าง?”
เพิ่งพูดจบ ต้าเป่าก็กล่าวขึ้นอย่างร้อนใจ “ท่านแม่ ถ้าหัวข้ามีแผลเป็นก็ไม่สามารถสอบเคอจวี่ได้แล้วนะขอรับ”
“ทำไมจะสอบไม่ได้?”
“เป็นกฎขอรับ”
……
คราวนี้หลิ่วซื่อค่อยร้อนใจขึ้นมาจริง ๆ ไม่มีแก่ใจไปสนเรื่องที่ตนโมโหอีกแล้ว นางตะโกนเสียงดังลั่น “แย่แล้ว ใครก็ได้ ต้าเป่าหัวแตก มีแผลเป็นแล้ว!”
“ใครก็ได้ แย่แล้ว ต้าเป่าเกิดเรื่องแล้ว!”
……
หลี่ซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อที่ได้ยินเสียงร้องของหลิ่วซื่อต่างรีบวิ่งมาหา
หลี่ซื่อวิ่งเร็วที่สุด มองปราดเดียวก็เห็นว่ามือของหลิ่วซื่อที่กุมหน้าผากของต้าเป่าอยู่มีเลือดไหลซึมออกมา
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงหัวแตกได้เล่า?” พูดพลางจะเข้ามาดูแผลบนศีรษะของต้าเป่าว่าร้ายแรงหรือไม่ด้วยความเป็นห่วง
มิคาดว่าความเคลื่อนไหวเล็กน้อยเท่านั้นกลับทำให้หลิ่วซื่อแสดงท่าทางเกรี้ยวกราดออกมา “เจ้าจะทำอะไร?! เจ้าคิดจะทำร้ายให้ต้าเป่าสอบเคอจวี่ไม่ได้ใช่ไหม?”
หลี่ซื่ออึ้งไป “หา?!”
เพราะนางคิดไม่ถึงเลยว่า การกระทำเพราะความเป็นห่วงของตนเอง เหตุใดพอไปอยู่ในสายตาของพี่สะใภ้ใหญ่กลับกลายเป็นแฝงเจตนาร้ายไปเสียได้?
“ก็เพราะเป็นห่วงต้าเป่าน่ะสิเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมท่านพูดเช่นนี้?” หลิวซื่อวิ่งได้ไม่ค่อยเร็วนักเพราะกำลังตั้งครรภ์อยู่
นางมาเห็นฉากนี้พอดีจึงเรียกร้องความเป็นธรรมให้หลี่ซื่อ
“ไม่พูดแบบนี้แล้วจะให้พูดแบบไหน? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าบนหัวต้าเป่ามีแผล ไม่อาจแตะต้องสุ่มสี่สุ่มห้า” หลิ่วซื่อร้องเสียงแหลม “ถ้าทิ้งแผลเป็นเอาไว้ ทำให้ต้าเป่าไม่อาจสอบเคอจวี่ พวกเจ้าจะชดใช้ให้ข้าไหม? พวกเจ้าชดเชยไหวงั้นเรอะ?”
หลิวซื่อกับหลี่ซื่อที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีแผลเป็นแล้วจะไม่อาจสอบเคอจวี่ได้ รวมถึงหลินซื่อที่เพิ่งรีบรุดมาถึง ล้วนคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่เสียสติไปแล้ว
หรือว่านางเสียสติไปเพราะพักนี้แม่สามีไม่สนใจนาง?
พวกนางถึงขั้นสงสัยว่าพี่สะใภ้ใหญ่จงใจทำร้ายต้าเป่าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่สามี
เอ่อ…
คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง?
ถึงอย่างไร ต้าเป่าก็เป็นลูกของพี่สะใภ้ใหญ่นะ!
แต่มองสีหน้าของหลิ่วซื่ออย่างไรก็รู้สึกว่าไม่ปรกติ
เย่อวี๋หรานได้ยินเสียงเอะอะช้าที่สุด เพราะนางกำลังเล่านิทานอยู่กับพวกเอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่า
ซานเป่ายังหัวเราะอยู่เลยว่า “ท่านย่า ท่านรีบเล่าเถอะขอรับ อย่าให้พี่ใหญ่มาได้ยิน ใครใช้ให้เขาไปห้องส้วมกันเล่า…”
เอ้อร์เป่าช่วยแก้ให้เขา “ซานเป่า ไม่อาจเรียกว่าไปห้องส้วม ให้เรียกว่าไปห้องสุขา”
“มันก็คือไปเข้าห้องส้วมเหมือนกันไม่ใช่หรือ?” ซานเป่ามุ่ยปาก ไม่อยากจะยอมแพ้
ยามนั้นเอง เสียงแหลมสูงก็ดังเข้ามาถึงในเรือน
ถึงจะได้ยินไม่ชัดนัก แต่เย่อวี๋หรานก็พอจะฟังออกว่าดูเหมือนจะเกี่ยวกับต้าเป่า ฟังจากน้ำเสียงร้อนรนนั่นแล้ว คงเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่
“เจ้าเจ็ด เจ้าดูแลพวกหลาน ๆ แม่จะออกไปดูข้างนอกสักหน่อย”
เย่อวี๋หรานกำชับแล้วก็รีบเดินออกไปข้างนอก
แต่นางคล้ายจะลืมไปแล้วว่า ด้วยความสามารถของจูชี เขาจะคุมหลานชายสามคนได้เช่นนั้นหรือ? มิหนำซ้ำเอ้อร์เป่าก็ยังซุกซนปานนั้น ถ้าต้าเป่าอยู่ด้วยอาจควบคุมเขาได้บ้าง แต่ยามนี้ต้าเป่าไม่อยู่ นั่นก็พูดยากแล้ว
ดังนั้นเย่อวี๋หรานเพิ่งจากไป เอ้อร์เป่าก็เสนอให้ทุกคนรวมถึงจูชีตามหลังเย่อวี๋หรานออกไปด้วย
หลี่ซื่อไม่ได้เถียงหลิ่วซื่อ หลิ่วซื่อเข้าใจว่าตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบจึงพูดจาหนักข้อกว่าเดิม
เมื่อเย่อวี๋หรานออกมาก็เห็นภาพเช่นนี้เอง…หลิ่วซื่อชี้หลี่ซื่อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายวางแผนทำร้ายต้าเป่า
ครั้นหลี่ซื่อเห็นเย่อวี๋หรานก็รีบเดินเข้ามาหา “ท่านแม่ ท่านรีบมาดูเถอะเจ้าค่ะ ต้าเป่าได้รับบาดเจ็บ แต่พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ให้พวกข้าเข้าไปแตะต้อง”
ส่วนเรื่องอื่นกลับไม่ได้พูดถึง
นี่ก็คือจุดที่หลี่ซื่อฉลาด นางไม่ได้แก้ตัว เพียงบอกว่าต้าเป่าได้รับบาดเจ็บ แสดงให้เห็นว่าพวกตนเป็นห่วงต้าเป่าอย่างแท้จริง แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับไม่คิดเห็นเช่นนั้น
ถึงจะไม่ได้อธิบายสถานการณ์โดยละเอียด แต่เมื่อคนนอกได้ยินเช่นนี้ก็ทราบแล้วว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
ยามนั้น นิ้วมือนิ้วหนึ่งของหลิ่วซื่อชุ่มเลือดไปหมด แต่นางก็ยังไม่ได้สังเกตอาการของต้าเป่า เพียงยืนฟ้องอยู่ตรงนั้นว่า “ท่านแม่ ข้าจะกล้าให้พวกนางมาแตะต้องได้อย่างไรเจ้าคะ ไม่รู้จักหนักเบากันสักคน ถ้าไม่ระวังแล้วทำให้ต้าเป่ามีแผลเป็น สอบเคอจวี่ไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร?”
“ท่านแม่ ท่านคงรู้ใช่ไหมเจ้าคะว่านี่เป็นกฎของราชสำนัก บัณฑิตที่มีแผลเป็นไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่”
“ท่านไม่รู้อะไร เมื่อครู่นี้พวกนางพุ่งเข้ามา ไม่ถามอะไรสักคำก็จะเข้ามาแตะต้าเป่า นั่นจะได้อย่างไร? เรื่องใหญ่แบบนี้ ข้าจะกล้าให้พวกนางมายุ่งย่ามได้อย่างไรเจ้าคะ”
……
คำพูดคำจาแฝงไว้ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ว่าพวกหลิวซื่อมือเท้าหยาบกระด้างอย่างเต็มเปี่ยม
“ท่านย่า…” ครั้นเห็นเย่อวี๋หราน ต้าเป่าก็แสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างอดไม่ไหว
คนอื่นเข้าใจว่าเขาเจ็บแผล แต่มีเพียงตัวเขาเองที่ทราบว่าคนที่ทำให้เขาเจ็บปวดไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมารดาของเขา
แต่ว่าในฐานะที่เป็นลูกชาย เขาก็ไม่หวังให้มารดาต้องถูกคนอื่นประณามกล่าวหา จึงได้แต่ทำให้ตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว
“เอาล่ะ บาดเจ็บก็รีบไปหาหมอ ยังยืนพล่ามไร้สาระอะไรอยู่ตรงนี้?” สีหน้าเย่อวี๋หรานพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เดิมทียังนึกว่าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้รักลูกชายของตัวเอง แต่ลูกชายได้รับบาดเจ็บแบบนี้แล้ว ยังไม่รีบไปหาหมอ เอาแต่ร่ำร้องอยู่ตรงนี้หาพระแสงอะไร?
มีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าอาการบาดเจ็บของลูกชายอีกรึ?
หลิ่วซื่อรู้สึกคับข้องใจ คิดว่าแม่สามีกำลังปกป้องสะใภ้สี่ ไม่อย่างนั้นลูกชายนางเป็นถึงขนาดนี้แล้ว ไฉนแม่สามีจึงยังไม่ตำหนิพวกสะใภ้สี่อีกเล่า?
มองเลือดที่หลั่งไหลออกมาจากบาดแผลที่ตนเองกดเอาไว้ นางก็รู้สึกปวดใจ ได้แต่ยอมทำตามวาจาของแม่สามีอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ รีบพาต้าเป่าไปหาหมอชาวบ้าน
“ทำไมถึงบาดเจ็บตรงนี้ได้ล่ะ?!” หมอชาวบ้านเห็นแผลบนหน้าผากของต้าเป่าแล้วก็ต้องตกใจ
แม้ว่าแผลมองไปไม่ใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างลึกจนเห็นกระดูกได้แล้ว
เขารีบไปเอาล่วมยาออกมาทำแผลให้ต้าเป่า
“ท่านหมอ ลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“แผลของเขาอาการหนักมากไหม?”
“จะเป็นแผลเป็นไหมเจ้าคะ?”
……
ถึงขั้นเห็นกระดูกแล้ว หมอชาวบ้านจะกล้ารับประกันได้อย่างไร ได้แต่พูดว่า “พูดยาก ต้องดูการฟื้นตัวของต้าเป่าอีกที”
หมอชาวบ้านเพิ่งพูดจบ หลิ่วซื่อก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาเสียแล้ว “ดูการฟื้นตัวอะไรกัน?! แผลแค่นี้ ทำไมยังจะต้องรอดูอาการอีกเล่า?!”
“เจ้าหมอเถื่อน เจ้ารักษาคนเป็นหรือไม่เป็นกันแน่?”
“ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ ลูกชายข้าเป็นดาวเหวินฉวี่มาจุติ ถ้าแผลบนหัวเขารักษาไม่หาย มีแผลเป็น ไม่อาจสอบเคอจวี่ละก็ เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่!”
……
หมอชาวบ้านกำลังทำแผลให้ต้าเป่า หลิ่วซื่อกลับร่ำร้องด่าทอออกมาอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เย่อวี๋หรานกำลังปลอบใจต้าเป่าที่เจ็บแผล ให้กำลังใจเขาว่าลูกผู้ชายไม่กลัวเจ็บ
แต่คนข้าง ๆ กลับโวยวายเช่นนี้ นางพลันหมดความอดทน “หลิ่วเสี่ยวเยว่!”
เสียงตวาดคราเดียวทำให้หลิ่วซื่อตัวสั่นสะท้าน
พอถูกแม่สามีเรียกขานด้วยชื่อเต็มเช่นนี้ ความหวาดกลัวในจิตใจประหนึ่งมดที่กัดแทะกระดูกคืบคลานออกมาช้า ๆ…นางคล้ายจะลืมไปว่า แม่สามีที่ไม่ได้ตีคนมานานแล้วผู้นี้เคยเป็นคนที่น่ากลัวมากเพียงใด
นางหันหน้ากลับมามองเย่อวี๋หราน