ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 689 พี่สาวข้าไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วเสียหน่อย
บทที่ 689 พี่สาวข้าไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วเสียหน่อย
จูชีตกใจ เห็นท่าทางดุร้ายเช่นนั้นของเสินอิงอวี่ก็หดคอกลับไป “ฟัง…ข้าฟังอยู่…”
ทว่าความจริงลุกลี้ลุกลนยิ่งนัก
แต่เขาไม่เข้าใจเลย พวกเขาไม่ได้กำลังพูดเรื่องของท่านแม่อยู่หรือ?
ความคิดของสตรีนั้น เจ้าอย่าไปคาดเดา อย่าเดาเสียเลยจะดีกว่า
เสินอิงอวี่ถลึงตาใส่เขา
จูชีหดคอเข้าไปอีก: ทำไมเสินกวงจี้ยังทำธุระไม่เสร็จอีกนะ พี่สาวของเจ้าดุเกินไปแล้ว รีบกลับมาช่วยข้าที!
“ข้าถามเจ้า เจ้าจะเขียนจดหมายหรือไม่เขียน?”
จูชีจะกล้าไม่รับปากได้อย่างไร เขาตอบว่า “เขียน”
“จะเขียนจริง ๆ ไหม?”
“จริง ๆ”
“เจ้าเป็นคนอยากเขียนเองนะ ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าเขียน” เสินอิงอวี่ขัดเขินเล็กน้อย นางกล่าวว่า “ตอนเจ้าเขียนก็อย่าเขียนชื่อข้าลงไปตรง ๆ เจ้าต้องเขียนชื่อน้องชายข้า แล้วให้เขา…ส่งต่อให้ข้า”
จูชีสงสัย “เขียนจดหมายให้ท่าน แล้วทำไมต้องเขียนชื่อของเขาด้วย?”
“ไอ้หยา…” เสินอิงอวี่ร้อนใจจนขยี้เท้า “ก็เพราะเขียนจดหมายให้ข้า ถึงต้องเขียนชื่อกวงจี้อย่างไรเล่า ถ้าพ่อแม่ของข้ามาเห็นเข้า…”
ยังพูดไม่ทันจบ หน้าก็แดงเสียแล้ว
น่าเสียดายที่จูชีมองไม่ออกเลยสักนิด “เห็นก็เห็นไปสิ เขียนแค่ชื่อเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ให้ใครเห็นไม่ได้เสียหน่อย”
“เจ้า…เจ้าทึ่มคนนี้!” เสินอิงอวี่ทั้งโมโหทั้งร้อนใจ “เรื่องแบบนี้ให้คนอื่นเห็นได้ด้วยหรือ? เจ้า เจ้าไม่รู้หรือไร ข้า…”
พ่อแม่ของข้าอยากให้ข้าแต่งให้เจ้านะ!
“ทำไมจะให้คนอื่นเห็นไม่ได้?” จูชีไม่เข้าใจ
“ข้าจะหมั้นแล้ว!” เสินอิงอวี่กลั้นใจพูดออกมา
“นั่นก็เป็นเรื่องดีนี่นา ยินดีกับท่านด้วย พี่อิงอวี่ ในที่สุดท่านก็จะได้ออกเรือนแล้ว” จูชียิ้มกว้าง กล่าวอย่างจริงใจยิ่งนัก “ถึงตอนนั้น ข้ากับกวงจี้จะไปส่งท่านออกเรือนเอง”
เสินอิงอวี่พลันหน้าซีด “ส่งข้า…ออกเรือน? เจ้า เจ้าอยากส่งข้าออกเรือน?”
หมายความว่าไม่อยากมาสู่ขอนางน่ะสิ?
แต่จูชีไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของนางเลยสักนิด เขาตอบว่า “ใช่แล้ว ข้ากับกวงจี้ไปด้วยกัน พวกข้าสนิทกันปานนั้นย่อมไปไหนไปกันอยู่แล้ว ฮิฮิ…”
หัวใจของเสินอิงอวี่พลันเย็นเยือก
นางถึงขั้นอยากคาดคั้นถามเขาว่า ‘ข้าไม่ดีต่อเจ้าอย่างนั้นรึ? เจ้าถึงมาทำกับข้าแบบนี้’
แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงไม่อนุญาตให้นางกล่าววาจาเช่นนั้นออกมา ทว่าในใจรู้สึกแย่อย่างยิ่ง
ขอบตาพลันแดงเรื่อ นางหันหลังเดินหนีไป
จูชีเห็นนางเดินจากไปกะทันหันก็รู้สึกว่าแปลกจริง ๆ
พี่อิงอวี่เป็นอะไรไปนะ?
ตกลงแล้วนางอยากให้เขาไปส่งนางออกเรือนหรือไม่กันแน่?
รออยู่นานแล้วก็ยังไม่เห็นเสินกวงจี้กลับมา จูชีสงสัยว่าอีกฝ่ายตกส้วมไปแล้วหรือเปล่า
แต่ครั้นไปดูก็พบว่าเสินกวงจี้กำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ในพงหญ้าข้างนอกนั่นเอง
“นี่ เจ้าทำอะไรน่ะ?” จูชีกล่าวอย่างสงสัย “ข้ารอเจ้าอยู่ทางนั้นตั้งนาน เจ้าทำธุระเสร็จแล้วทำไมไม่มาเสียทีเล่า?”
“หา? ท่าน…ไม่เห็นพี่สาวข้าหรือ?” เสินกวงจี้ใคร่ครวญดูแล้วก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เขาตกลงกับพี่สาวแล้วนี่ว่าให้รออยู่ตรงนั้น
“เห็นแล้วน่ะสิ” จูชีตอบ
“พี่สาวข้าพูดอะไรกับท่าน?”
“ไม่ได้พูดอะไร แค่บอกว่าพอไปเรียนที่โจวเสวียแล้วให้เขียนจดหมายหานาง” จูชีเกาศีรษะพลางพูดต่อไปว่า “แต่ก็แปลกจริง ๆ พี่สาวเจ้าให้ข้าเขียนจดหมายถึงนาง แต่กลับไม่ยอมให้ข้าเขียนชื่อนาง…ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่”
เสินกวงจี้: ไร้สาระ! ถ้าท่านเขียนจดหมายแบบนั้นให้พี่สาวข้า ก็ต้องไม่ให้พ่อแม่ข้ารู้น่ะสิ
ถ้าบอกว่าตอนแรกที่พี่สาวบอกให้เขาไปเรียกจูชีออกมาตามลำพัง เขาเพียงแต่สงสัย เช่นนั้นตอนนี้ เขาก็แน่ใจในเรื่องหนึ่งได้แล้ว…พี่สาวของเขามีความรู้สึกให้จูซุ่นเต๋อหรือนี่!
จูซุ่นเต๋อเนี่ยนะ?
เหตุใดจึงมาชมชอบตาทึ่มคนนี้เล่า?
จ้องจูชีอยู่เป็นนานก็มองไม่ออกว่าเจ้าหมอนี่มีดีตรงไหน พี่สาวเขาถึงได้มาต้องตาอีกฝ่าย
“แล้วท่านพูดอะไรกับพี่สาวข้า?” เสินกวงจี้ถาม
“ข้ายังจะพูดอะไรได้? พี่สาวเจ้าดุขนาดนั้น ข้าไม่กล้าไม่รับปากหรอกนะ” จูชียังถามเสินกวงจี้อย่างระมัดระวังว่า ปกติในเวลาที่พวกเขาไม่เห็น เขาถูกพี่สาวดุเอาบ่อย ๆ ใช่หรือไม่
“เป็นไปไม่ได้ พี่สาวข้าเป็นคนอ่อนโยนขนาดนั้น จะดุได้อย่างไรกัน?” เสินกวงจี้พูดต่อทันที “ท่านไปพูดอะไรให้พี่ข้าโกรธมาใช่ไหม?”
“ข้าไม่ได้พูดอะไรนี่”
“แล้วท่านพูดอะไร?”
จูชีเล่าเหตุการณ์ออกมาตามความจริง
เสินกวงจี้กุมขมับ “ท่านนี่ช่าง…”
โง่อะไรปานนี้!
พี่สาวข้าหมายความอย่างนั้นเมื่อไหร่กันเล่า?
พี่สาวข้ามาหยั่งเชิงว่าท่านชอบนางหรือไม่ต่างหาก แต่ท่านกลับบอกว่าจะไปส่งนางออกเรือนพร้อมกันกับข้า…
ข้าคิดว่าพี่สาวข้าไม่ตบท่านด้วยฝ่ามือพิฆาตก็ดีมากแล้วนะ
“ข้าทำไมหรือ?” จูชีสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่รู้ว่าไม่ถูกต้องตรงไหน
“ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากถามท่านสักหน่อย” เสินกวงจี้เดินเข้ามาโอบไหล่จูชี
พอทำเช่นนั้นค่อยพบว่าตนเองสูงไม่พอ จึงได้แต่เปลี่ยนท่า บอกให้อีกฝ่ายก้มศีรษะลงมา
“ท่านคิดว่าพี่สาวข้าเป็นอย่างไร?”
จูชีกะพริบตาปริบ ๆ ตอบโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างแท้จริง “ดุมาก!”
เสินกวงจี้ “…”
“แน่นอน เมื่อก่อนไม่ได้ดุแบบนี้ แต่คราวนี้ไม่รู้ทำไมถึงได้ดุนัก…” จูชีกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธจึงพยายามอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นข้าถามท่านหน่อยว่า นอกจากครั้งนี้ ท่านคิดว่าเมื่อก่อนนางเป็นอย่างไร?”
“เมื่อก่อนหรือ…” จูชีเอ่ย “ดีมากเลยนะ! แม้อิงอวี่อาจดุไปบ้าง แต่ก็ดีต่อเจ้ามาก”
“แล้วกับท่านเล่า?”
“ก็ดีเหมือนกัน”
“ตอนนี้ท่านเข้าใจแล้วสินะ?”
“เข้าใจแล้ว ต่อไปนี้ห้ามพูดว่าพี่สาวเจ้าดุสินะ”
เสินกวงจี้ “…”
โง่งมถึงขั้นนี้ เกินเยียวยาแล้ว!
น่าเสียดาย ในฐานะที่เป็นน้องชายของเสินอิงอวี่ เสินกวงจี้ไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่สนใจ
เขาคร้านจะเปลืองคำพูดกับจูชี จึงถามออกมาตรง ๆ “พี่สาวข้าแต่งให้ท่านดีไหม?”
จูชีกระโดดหนีไปไกลราวกับกระต่ายน้อยที่ถูกทำให้ตกใจกระนั้น “หา? หมายความว่าอะไร?!”
“ข้าแค่ถามท่านเฉย ๆ ท่านคิดอะไรอยู่? ท่านจะวิ่งหนีไปทำไม? พี่สาวข้าไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วเสียหน่อย ท่าทางแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่?” เสินกวงจี้ไม่ค่อยชอบใจเสียแล้ว
เขารังเกียจพี่สาวของตัวเองได้ แต่คนอื่นไม่ได้หรอกนะ
มิหนำซ้ำ ในสายตาของเขา พี่สาวของเขาก็ไม่แย่เสียหน่อย
“ไม่ใช่อย่างนั้น…เจ้าทำให้ข้าตกใจน่ะสิ เจ้ามาถามคำถามแบบนี้ส่งเดชได้อย่างไร?” จูชีกล่าวอย่างกระดากใจ “แม่ข้าบอกว่าไม่อาจพูดเรื่องพวกนี้ส่งเดช จะทำให้ผู้หญิงเสื่อมเสียได้ ตอนข้าอยู่ข้างนอกก็ไม่เคยพูดเรื่องปาเม่ยเลยนะ”
“นั่นเพราะเป็นท่านต่างหาก อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ ท่านว่ามาเถอะ ท่านคิดอย่างไรถ้าพี่สาวข้าแต่งให้ท่าน?” เสินกวงจี้กล่าว “ท่านคิดดูนะ พวกเราสนิทกันขนาดนี้ ถ้าพี่สาวข้าแต่งให้ท่าน พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วน่ะสิ”
เสินกวงจี้ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าที
ถึงบางครั้งจูซุ่นเต๋อผู้นี้จะโง่งมไปบ้าง พี่สาวแต่งให้เขาออกจะน่าเสียดาย แต่ว่าอีกฝ่ายเป็นซิ่วไฉนี่นา
ถ้าไม่ได้จริง ๆ ให้อีกฝ่ายมาเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาของบิดาเขาก็ได้ ทั้งสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัว พวกเขาก็จะได้เห็นหน้าพี่สาว นับเป็นเรื่องดีมากประการหนึ่ง
เขากำลังฝันหวาน แต่จูชีกลับโบกไม้โบกมือ “ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด”
“ทำไมจะไม่ได้? พี่สาวข้ามีอะไรไม่คู่ควรกับท่านด้วยหรือ?” เสินกวงจี้เชิดหน้า ชักจะไม่สบอารมณ์เสียแล้ว
จูชีออกจะจนปัญญา เขากล่าวว่า “เรื่องงานมงคลของบ้านข้าต้องให้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ เจ้ามาคุยกับข้าก็ไม่มีประโยชน์หรอก”