ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 688 เลี้ยงส่งจูชี
บทที่ 688 เลี้ยงส่งจูชี
“กวงจี้ ศิษย์น้องซุ่นเต๋อสอบผ่านแล้วนะ เจ้าไม่อิจฉาบ้างหรือ?” ใครบางคนเอ่ยเย้าเสินกวงจี้
เสินกวงจี้กลอกตา “มีอะไรให้ต้องอิจฉาด้วยขอรับ? ศิษย์พี่ซุ่นเต๋ออายุมากกว่าข้า สอบได้ก่อนข้าก็เป็นเรื่องปกตินี่นา?”
คำว่า ‘อายุมากกว่าข้า’ ทำร้ายจิตใจคนบริเวณนั้นหลายคนทีเดียว
เพราะพวกเขาล้วนอายุมากกว่าจูชี
หยอกเย้าก็ส่วนหยอกเย้า ศิษย์ร่วมสำนักมารวมตัวกันเช่นนี้ก็เป็นโอกาสที่น่ายินดีเช่นกัน พวกเขาหวังจากใจจริงว่าจูชีจะไปได้ดี
อะแฮ่ม! มิตรภาพระหว่างศิษย์ร่วมสำนักนี่นา ถ้าเขาได้ดีแล้ว พวกเขาก็มีความหวังมากขึ้นอีกนิดไม่ใช่รึ?
อาจารย์เสินไม่อนุญาตให้ดื่มสุรา พวกเขาจึงใช้น้ำชาแทนสุรา ผลัดกันเข้ามาแสดงความยินดีกับจูชี กล่าวถ้อยคำที่น่าฟังเพื่อสานสัมพันธ์กันเอาไว้
เสินฮูหยินก็มาร่วมงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน
เห็นจูชีตอบรับศิษย์ร่วมสำนักด้วยท่าทางเงอะงะ ในใจก็อดจะนึกเสียดายไม่ได้ ถ้าเขามีไหวพริบกว่านี้สักนิดจะดีแค่ไหนนะ!
ถ้าเขา ‘ปกติ’ กว่านี้สักหน่อย จับคู่กับอิงอวี่ของนางก็ดียิ่งแล้ว
น่าเสียดาย…
เสินอิงอวี่หาได้รู้เรื่องนี้ไม่ พอนางได้ยินว่าจูชีมาแล้วก็เริ่มนั่งไม่ติด
นางนึกสงสัยอยู่ครามครัน ในเมื่อบิดามารดาคิดจะให้นางแต่งให้จูชี ไฉนจึงไม่สร้างโอกาสให้พวกนางได้พบหน้ากันเล่า?
นางไม่อาจนั่งเฉยโดยไม่ทำสิ่งใด ขุนเขาไม่มาหาข้า ข้าไปหาขุนเขาเองก็ได้
ไม่ง่ายเลยกว่าจะคว้าโอกาสเอาไว้ได้ เสินอิงอวี่รีบสั่งความน้องชาย บอกให้เขาช่วยไปเรียกคนออกมาให้นาง
“จำเอาไว้ อย่าให้ท่านพ่อท่านแม่จับได้”
เสินกวงจี้ไม่เข้าใจเลย “ท่านพี่ ถ้าท่านอยากเจอซุ่นเต๋อ ไปหาเองก็ได้นี่นา ทำไมต้องเรียกเขาออกมาคนเดียวด้วย? ท่านไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังไม่เหมาะสมกระมัง?”
เสินกวงจี้โตถึงวัยที่เข้าใจข้อห้ามระหว่างชายหญิงได้แล้ว แต่ปกติพี่สาวของเขามักจะได้พบหน้าคนสกุลจูพร้อมกันกับเขา จึงไม่เคยคิดมาทางนี้ก็เท่านั้น
ถ้าเป็นยามปกติ พี่สาวออกไปกับเขาอย่างเปิดเผย เขาก็คงไม่คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้…
“โธ่เอ๊ย ให้เจ้าไปเรียกก็เรียกคนมาสิ ทำไมเจ้าเรื่องมากเช่นนี้?” เสินอิงอวี่ถลึงตาใส่เขา
“ท่านแม่บอกว่าตอนนี้ท่านเป็นสาวเป็นนางแล้ว ถึงวัยดูตัวได้แล้ว กำชับไม่ให้ข้าพาท่านไปทางนั้น คนนอกมาเห็นเข้าจะไม่ดี ท่านแม่พูดขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะให้ข้าไปเรียกซุ่นเต๋อออกมาอีก” เสินกวงจี้ส่ายหน้าถี่ ๆ “ท่านพี่ ไม่ได้หรอก ถ้าท่านไปพูดจากับเขาพร้อมกันกับข้าก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเรียกเขาออกมาตามลำพัง…เรื่องนี้ไม่ได้หรอกขอรับ!”
“เจ้า…เจ้ายังเป็นน้องชายของข้าอยู่ไหม?” เสินอิงอวี่ร้อนใจ ไม่ง่ายเลยกว่านางจะหาโอกาสออกมาได้ ถ้าอีกหน่อยมารดามาตามหานาง นางก็หมดโอกาสแล้วน่ะสิ
นางเป็นเด็กสาวหน้าบางคนหนึ่ง คงไม่อาจไปบอกกับบิดามารดาว่า ข้ารู้เจตนาของพวกท่านแล้ว ข้าคิดว่าดีมากเลยเจ้าค่ะ ดังนั้น…
เสินกวงจี้รู้สึกจนปัญญา “เรื่องนี้กับเรื่องที่ข้าเป็นน้องชายของท่านเป็นคนละเรื่องกัน”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจทนแรงรบเร้าของพี่สาวได้ จึงช่วยไปเรียกคนมาให้อยู่ดี
เขากลับฉลาดทีเดียว ไม่ได้บอกออกมาตามตรงว่าพี่สาวของตนเรียกออกไปพบ เพียงพูดว่าเขาอยากไปเข้าห้องสุขา จึงให้จูชีไปเป็นเพื่อน
จูชีถูกศิษย์ร่วมสำนักลากไปคุยทางนั้นทีทางโน้นที เขาอยากหนีออกไปตรงนี้ใจจะขาด จึงรับคำทันที
จูซานที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเช่นนั้นก็นึกขัน น้องเจ็ดผู้นี้ยังต้องฝึกฝนอีกมาก ไม่อย่างนั้นวันหน้าต้องพบปะผู้คนมากกว่านี้ เขาคงไม่สะดวกจะตามไป แบบนั้นก็คงยุ่งยากแล้ว
ออกมาจากห้องอันอบอุ่น ข้างนอกอากาศค่อนข้างเย็น
จูชีลูบมือไปมา “ไปกันเถอะ พวกเราเข้าห้องสุขาเสร็จแล้วก็อยู่ข้างนอกกันสักพัก ข้างในคนเยอะเกินไป ข้ารับไม่ไหว”
“ผู้ใดให้ท่านสอบเป็นซิ่วไฉได้เล่า ทุกคนแค่ดีใจแทนท่าน” เสินกวงจี้ยิ้ม
“แฮะ ๆ แม่ข้าบอกว่าข้าโชคดีน่ะ” จูชีหัวเราะอย่างโง่งม
ขณะพูดคุยกัน เสินกวงจี้ก็เดินพาเขาไปยังสถานที่ที่นัดแนะกันเอาไว้
จูชีสังเกตพบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงพูดว่า “กวงจี้ เจ้ามาผิดทางแล้ว ห้องสุขาอยู่ทางนั้นต่างหาก”
เขาชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ข้ารู้ ข้าแค่อยากให้ท่านรออยู่ทางนี้ ข้าจะไปเอง” เสินกวงจี้ชี้ไปทางที่พี่สาวของตนอยู่ “ทางนั้นไง อย่าเดินไปไหนเพ่นพ่าน เดี๋ยวข้าจะหาท่านไม่เจอ”
กล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่รอให้จูชีตอบรับ
“เจ้าใกล้จะปลดทุกข์เบารดกางเกงแล้วใช่ไหม? ฮ่า ๆๆๆ…” จูชีเห็นท่าทางอย่างนั้นของอีกฝ่ายก็หัวเราะชอบใจ
หัวเราะอยู่ดี ๆ ข้างกายก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
“พี่อิงอวี่ ท่านอยู่ตรงนี้เองหรือ” เห็นนางกะทันหันเช่นนี้ จูชียังคงทักทายนางพร้อมรอยยิ้ม ถามว่า “เมื่อครู่กินข้าวกันอยู่ ทำไมไม่เห็นท่านเลยเล่า?”
เสินอิงอวี่ออกจะไม่กล้ามองเขา กล่าวเสียงเบาว่า “มีธุระนิดหน่อยจึงไม่ได้มาทางนี้ อาหารเป็นอย่างไรบ้าง? ถูกปากไหม?”
“อร่อยมากขอรับ ข้าชอบเนื้อตุ๋นฝีมือเสินต้าเหนียงที่สุดแล้ว”
“ท่านย่าทำอาหารอร่อยจริง ๆ นั่นแหละ แล้ว…แล้วต้มผักกาดเล่า เจ้าคิดว่าอร่อยไหม?” กล่าวถึงตรงนี้ เสินอิงอวี่ก็เอ่ยเสริมมาอย่างขัดเขิน “อันนั้นข้าทำเอง”
จูชีตอบกลับอย่างซื่อสัตย์ยิ่งนัก “ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้กินอันนั้น”
พอเห็นว่าเป็นอาหารจืดชืดแบบนั้น จูชีก็ไม่คิดจะสนใจ
จูชีเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโต อยู่ในช่วงวัยที่ชอบกินเนื้อ แค่เห็นเนื้อสัตว์ตาก็เป็นประกายแล้ว ยังจะไปสนใจต้มผักกาดในน้ำแกงจืดชืดแบบนั้นเสียที่ไหน?
เสินอิงอวี่พลันรู้สึกแย่
แต่เมื่อมองคนตรงหน้าอีกครั้งก็ทราบว่าเขาไม่ใช่คนเจ้าคารม คงพูดจาเอาใจนางไม่เป็น
นางได้แต่เปลี่ยนไปถามว่า “เอาเถอะ เจ้าไม่ได้ชิมก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าไปเรียนที่โจวเสวียแล้วจะเขียนจดหมายมาหาข้าไหม?”
จูชีไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนอย่างแท้จริง เขาส่ายหน้า “ไม่รู้ ข้าเขียนจดหมายไม่เป็น”
“ท่านพ่อกับน้องข้าไม่เคยบอกให้เจ้าเขียนจดหมายถึงพวกเขาหรือ?” เสินอิงอวี่บิดผ้าเช็ดหน้าในมือ นึกกลุ้มใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เจ้าทึ่มคนนี้ ตกลงแล้วเคยคิดถึงนางหรือไม่?
ถ้าไม่ติดว่าเป็นหญิงต้องสงวนท่าที นางก็อยากถามออกไปตรง ๆ เหลือเกินว่า ‘ข้าแต่งให้เจ้าดีไหม?’
คิดว่าต่อให้ถามออกมาแล้ว จูชีก็คงจะตอบว่า ‘หา? เรื่องนี้ต้องถามท่านแม่!’
จูชีส่ายหน้า “ไม่ ต้องเขียนจดหมายด้วย? เดี๋ยวข้าไปถามดู…”
เสินอิงอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็ลนลาน โพล่งขึ้นมาว่า “ไม่ต้อง ๆ เรื่องนี้ไม่ต้องถาม อยากเขียนก็เขียน ไม่อยากเขียนก็ไม่ต้องเขียน”
“แต่เมื่อครู่นี้ท่านบอกว่าต้องเขียนไม่ใช่หรือ?” จูชีสงสัย
“คนทึ่ม!” ใบหน้าของเสินอิงอวี่ร้อนผ่าว แต่ก็ไม่กล้าพูดความจริง ได้แต่พูดว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่จดหมาย แต่เป็นความจริงใจ ถ้าเจ้าคิดถึงท่านพ่อกับน้องชายของข้า ต่อให้ไม่ถาม เจ้าก็จะเขียนเอง ถ้าเจ้าถามแล้วก็ไม่มีความจริงใจน่ะสิ”
“อ้อ เป็นแบบนี้เอง” จูชีเกาศีรษะอย่างโง่งม “ข้าเขียนก็ได้ พอไปถึงโจวเสวียค่อยเขียน ท่านคิดว่าข้าเขียนอะไรดีนะ?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ข้าไม่ได้จะไปเรียนที่โจวเสวียเสียหน่อย ที่นั่นเป็นอย่างไร มีคนแบบไหนบ้าง เกิดเรื่องอะไรขึ้น…ข้าไม่รู้สักอย่าง”
“อ้อ อย่างนั้นข้าจะกลับไปถามท่านแม่”
“เรื่องนี้…ไม่ต้องหรอกมั้ง?” เสินอิงอวี่ว้าวุ่นใจกว่าเดิม
“แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องเขียนอะไรบ้างนี่ ถามแม่ข้า แม่ข้าจะต้องรู้แน่นอน แม่ข้าฉลาดมาก นางรู้ทุกอย่างเลย” จูชีเล่าเรื่องราวของมารดาออกมาเสียมากมาย
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนคนเป็นแม่
เสินอิงอวี่อยากพูดตัดบทขึ้นมาหลายครั้งล้วนไม่อาจเปลี่ยนประเด็นสนทนากลับมาได้ นางจนใจยิ่งนัก
นางอยากพูดเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอย่าเอาแต่พูดถึงเรื่องพวกนี้จะได้ไหม?
ทั้งกลัวว่าตนเองออกมานานเกินไป ทำให้มารดาจะสังเกตได้ นางยิ่งร้อนใจกว่าเดิม “จูซุ่นเต๋อ เจ้าได้ฟังข้าพูดบ้างไหม?”