ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 691 เจ้าเด็กคนนี้รู้จักพูดจาลับหลังคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 691 เจ้าเด็กคนนี้รู้จักพูดจาลับหลังคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
บทที่ 691 เจ้าเด็กคนนี้รู้จักพูดจาลับหลังคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“เขาก็ดี แต่เขาดีแบบเด็ก ๆ ได้น้ำตาลมาก้อนหนึ่งก็จะเอามาแบ่งปันกับเจ้าแบบนั้น แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขายังดีไม่พอ เขาไม่อาจค้ำจุนแผ่นฟ้าเพื่อลูกและภรรยาของตัวเองได้ เขาจึงไม่ใช่สามีที่ดี” เสินฮูหยินกล่าวอย่างมีนัยลึกซึ้ง “แม่หวังว่าเจ้าจะได้แต่งให้สามีแบบที่ใฝ่ฝัน หวังว่าเขาจะสามารถมอบอนาคตที่ดีให้เจ้าได้ ไม่ใช่น้ำตาลก้อนเดียว”
เสินอิงอวี่ในยามนี้อาจไม่เข้าใจ แต่เสินฮูหยินเชื่อว่า วันหนึ่งในอนาคตเมื่อลูกสาวคิดทบทวนช่วงเวลานี้แล้วก็จะนึกดีใจ…ดีใจที่ตนเองไม่ได้เลือกสามีที่พึ่งพาไม่ได้เพราะความหวั่นไหวชั่วครู่ชั่วยาม
ในช่วงวัยหนุ่มสาวมีใครไม่เคยรักผิดคนกันบ้าง?
มีแต่ตอนพบคนที่ใช่แล้วจึงจะเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร
เมื่อออกมาจากเรือนสกุลเสิน จูชีก็คอยหาโอกาสบอกกล่าวเรื่องนี้ต่อเย่อวี๋หรานกับพี่สามของเขา
น่าเสียดายที่มีต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าตามมาตลอดทาง
จนกระทั่งกลับไปถึงเรือนแล้ว จูชีที่อดกลั้นมาตลอดทางก็อดกลั้นต่อไปไม่ไหว โพล่งขึ้นมาว่า “ท่านแม่ พี่สาม ข้ามีเรื่องจะพูดกับพวกท่านขอรับ”
“เรื่องอะไร?”
จูชีใช้หางตามองต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็นึกขัน
เจ้าเด็กคนนี้รู้จักพูดจาลับหลังคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
นางบอกให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าเรือนไปก่อน
“ขอรับ”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าขานรับ จับจูงมือกันเดินเข้าไปในเรือน
ช่วงเวลานั้น นอกเรือนจึงเหลือเพียงพวกเขาสามแม่ลูก เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ ตอนนี้พูดได้แล้วใช่ไหม?”
“ขอรับ พูดได้แล้ว!” จูชีพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นก็บอกเล่าเรื่องราวที่อยู่ในใจเขามาตลอดทางออกมา
แม้จะพูดจาวกวนไปบ้าง แต่สิ่งที่ควรพูดก็พูดออกมาโดยไม่ตกหล่น เย่อวี๋หรานกับจูซานจึงฟังเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
เมื่อจูซานได้ยินว่าเสินกวงจี้พาน้องเจ็ดไปพบเสินอิงอวี่เป็นการส่วนตัวก็พอจะคาดเดาอะไรได้รำไร
คงไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไว้หรอกกระมัง?
ตอนแรกเพียงแต่สงสัย พอจนฟังถึงตอนท้าย เขาก็มั่นใจได้แล้ว
กล่าวตามตรง หลังจากการคาดเดาในวันนั้น เขาก็เคยใคร่ครวญเรื่องของคนทั้งสองมาก่อน
หากกล่าวอย่างเห็นแก่ตัว เสินอิงอวี่เป็นลูกสาวของอาจารย์เสิน ทั้งยังมีน้องชายที่กำลังเรียนหนังสือ หากแต่งให้น้องชายของเขาก็ถือว่าดีเกินพอ ขอเพียงอาจารย์เสินยินดี เขาก็อยากให้น้องชายได้ตกล่องปล่องชิ้นกับอีกฝ่าย
แต่เขาก็เข้าใจดีว่า ด้วยนิสัยของจูชี คงไม่อาจเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ นอกเสียจากจะหาสตรีที่จัดการได้ทั้งเรื่องราวในเรือนและนอกเรือน มิเช่นนั้นก็ยากเย็นยิ่งแล้ว
ส่วนเสินอิงอวี่ เขารู้จักอีกฝ่าย นิสัยอ่อนโยนใจดี แต่งให้ใครก็เป็นภรรยาที่เพียบพร้อมและมารดาที่ดีได้ทั้งนั้น
น่าเสียดาย…
เมื่อฟังเรื่องราวจนกระจ่างแล้ว เย่อวี๋หรานก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ “เรื่องนี้พวกเจ้ารู้กันแค่สามคน ไม่มีคนอื่นเห็นด้วยใช่ไหม?”
“ไม่ใช่ขอรับ ตอนนี้ท่านแม่กับพี่สามก็รู้เรื่องด้วยเหมือนกัน”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าหมายถึงนอกจากพวกเราแล้ว ยังมีใครรู้เรื่องอีกไหม?”
จูชีส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ขอรับ กวงจี้เป็นคนบอกข้า แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาได้เอาไปบอกคนอื่นหรือเปล่า แต่ข้าบอกแค่พวกท่านเท่านั้น ไม่ได้บอกคนอื่น”
เย่อวี๋หรานหนักใจเสียแล้ว เพราะนางไม่รู้ว่า เรื่องที่จูชีบอกต่อนางนี้ตกลงแล้วเป็นเจตนาของอาจารย์เสิน หรือเป็นเรื่องระหว่างเด็กสองคนกันแน่
นางเข้าใจนิสัยของจูชีดี เขาไม่มีทางไปล่อลวงลูกสาวของคนอื่นอยู่แล้ว
ตอนนี้เขายังมีนิสัยเหมือนเด็ก ๆ คิดแต่จะเล่นสนุกเหมือนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอย่างนั้น แต่การเล่นแบบนี้ หากไปทำให้ลูกสาวของอาจารย์เสินหวั่นไหวโดยไม่เจตนาเข้า เช่นนั้น…
นางพิจารณาอย่างจริงจังว่า เสินอิงอวี่กับจูชีเหมาะสมกันหรือไม่
หากกล่าวถึงฐานะ อาจารย์เสินเป็นอาจารย์ของจูชี จูชียังสอบได้ซิ่วไฉเพราะได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์เสิน ถ้าอาจารย์เสินต้องการยกลูกสาวให้เขา นางก็ยากจะปฏิเสธได้จริง ๆ
แต่ถ้าว่ากันจากนิสัยของคนทั้งคู่…
จูชีใสซื่อบริสุทธิ์ เสินอิงอวี่จิตใจอ่อนโยน ดูคล้ายจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เย่อวี๋หรานกลับไม่เห็นดีเห็นงาม
อย่างไรเสีย ภาระในบ้านย่อมประกอบด้วยภาระงานภายในและภายนอก
เช่นเดียวกับจูซาน เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าจูชีในตอนนี้จะสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ ถ้าไม่รอให้เขามีวุฒิภาวะมากกว่านี้ ก็ต้องหาสตรีที่เต็มใจมาค้ำจุนแผ่นฟ้าเอาไว้แทนเขา
“…”
ทว่าในโลกนี้จะมีสตรีเช่นนั้นหรือ เย่อวี๋หรานไม่แน่ใจ
ถ้าเปลี่ยนเป็นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดในชาติที่แล้ว หญิงแกร่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมีอยู่กลาดเกลื่อน ย่อมไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด แต่ในโลกนี้เกรงว่าคงเป็นเรื่องยาก
หากผู้หญิงอยากออกไปทำงานนอกบ้านก็จะถูกชี้ชักนินทา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
จูชีเป็นเช่นนี้ เกรงว่า…
เกรงว่าคงต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่คิดสักนิดว่าอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตมีตรงไหนไม่ดี ขอแค่มีอาหารมีเครื่องนุ่งห่มมีคนดูแล จะแต่งงานหรือไม่แต่งงานแตกต่างกันด้วยหรือ?
ในฐานะที่เป็นผู้หญิง นางคงทำเรื่องอย่างการซื้ออนุภรรยาให้จูชีไม่ได้ สิ่งที่นางทำได้คงมีแต่…มองไม่เห็นก็ไม่ต้องรำคาญใจ
แน่นอน ถ้ามีคนคิดจะปีนขึ้นเตียงของจูชี ปีนไม่สำเร็จก็คือเรื่องหนึ่ง ปีนสำเร็จก็คืออีกเรื่องหนึ่ง
“เจ้ากลับมาบอกแม่เช่นนี้ แม่ดีใจมาก เจ้าทำได้ดีมาก!” เย่อวี๋หรานเริ่มด้วยการชมเชยจูชี
จูชีมีสีหน้าดีอกดีใจ
จากนั้น เย่อวี๋หรานค่อยพูดต่อไปอย่างใจเย็น “ในเมื่อกวงจี้พูดว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปิดเผยออกไป เจ้าก็ไม่ต้องเอาไปพูดข้างนอกแล้ว พูดที่นี่เสร็จก็ไม่ต้องพูดถึงอีก”
จูชีพยักหน้า “ขอรับ! ข้าแค่บอกท่านแม่กับพี่สามเอาไว้ ไม่ได้คิดจะไปบอกใครอีก ข้ารู้ เมื่อก่อนพวกท่านก็บอกแล้วว่าเรื่องที่รับปากคนอื่นก็ต้องทำให้ได้ ทำไม่ได้ก็อย่าไปรับปากส่งเดช”
“ใช่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เมื่อพูดออกไปแล้วต้องเชื่อถือได้ พูดได้ทำได้ ไม่อาจพูดแล้วบิดพลิ้ว เจ้าทำได้ดีมาก แม่ดีใจที่เจ้ารักษาคำสัญญาของพวกเรา นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าโตแล้ว” เย่อวี๋หรานชมเชยจูชีอีกครั้ง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าจูชีสดใสเพียงใด เขาลูบศีรษะของตนเองอย่างทึ่มทื่อ ท่าทางไร้เดียงสายิ่งนัก “ได้ยินไหม พี่สาม ท่านแม่ชมข้าด้วยล่ะ”
“ได้ยินแล้ว” จูซานยิ้มออกมาอย่างจนปัญญา แต่เขาก็ดีใจที่น้องเจ็ดตระหนักว่าใครคือคนใกล้ชิด ใครคือคนนอก “คราวนี้เจ้าทำได้ดีมาก ท่านแม่ชมเจ้าก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว”
“เรื่องที่เสินอิงอวี่อยากแต่งให้เจ้า เจ้าคิดว่าอย่างไร?” จากนั้น เย่อวี๋หรานก็ถามความคิดเห็นของจูชีในเรื่องนี้
แม้นางจะไม่เห็นว่าพวกเขาสองคนเหมาะสมกัน แต่ถ้าจูชีหวั่นไหวเสียแล้วเล่า?
จูชีกะพริบตาปริบ ๆ ท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราว “หา? ข้าไม่รู้หรอก ข้าจะแต่งกับใคร ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจไม่ใช่หรือ?”
“แล้วถ้าข้าบอกว่า จะไม่ให้เจ้าแต่งงานไปชั่วชีวิตเล่า?” เย่อวี๋หรานถามเขาด้วยน้ำเสียงสัพยอก
“ถ้างั้นไม่แต่งก็ไม่แต่งสิ ท่านแม่ไม่มีทางทำร้ายข้าอยู่แล้ว” จูชีกล่าว
เย่อวี๋หรานแน่ใจแล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับอีกฝ่าย
เมื่อไม่รู้สึกอะไรก็จัดการง่ายกว่าเดิมมาก ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไปเรียนที่โจวเสวีย ถ้าเสินอิงอวี่หวั่นไหวจริง ๆ ชายหญิงห่างไกลกัน เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกนั้นก็คงจืดจางไปเอง
แต่ถ้านั่นเป็นเจตนาของอาจารย์เสินกับเสินฮูหยิน นางค่อยคิดหาวิธีการอื่น
วิธีแก้ปัญหามีมากกว่าปัญหาอยู่แล้ว ตราบใดที่มีปัญหาก็ไม่มีทางอับจนหนทางแก้
“แล้วถ้าข้าไม่ให้เจ้าแต่งอิงอวี่ ทั้งไม่ให้เจ้าเขียนจดหมายหานาง เจ้าเต็มใจไหม?”
“มีอะไรให้ไม่เต็มใจด้วยขอรับ? ข้าก็ไม่เคยเขียนจดหมายมาก่อนเหมือนกัน”