ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 692 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว
บทที่ 692 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว
ฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม อากาศอบอุ่น ดอกไม้ผลิบาน
ตั้งแต่เรื่องหลิ่วซื่อมาถึงต้าเป่า ตามด้วยเรื่องของจูชี แต่ละวันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่ว่างเว้น งานเพาะปลูกของสกุลจูก็ไม่ได้ขาดช่วงไปเช่นกัน ทั้งขั้นตอนไถดะ ไถแปร และไถคราด จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่รับผิดชอบงานเหล่านั้นโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
หลังผ่านขั้นตอนเหล่านั้น ท้องนาที่แต่เดิมแห้งกรังก็กลายเป็นนาน้ำชุ่มชื้น ประหนึ่งลาดด้วยทรายเม็ดละเอียด หน้าดินเรียบเสมอกัน
คันนาแถวแล้วแถวเล่าแบ่งเขตที่นาของแต่ละบ้านออกจากกัน ครั้นกวาดสายตามองไปก็ราวกับถูกแบ่งออกเป็นคูคลองใหญ่น้อยไม่เท่ากัน ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์
คนในหมู่บ้านยืนอยู่บนคันนาด้วยสีหน้าปีติ “จูต้า นาน้ำบ้านพวกข้าเป็นอย่างไรบ้าง พอจะทำทันบ้านพวกเจ้าไหม?”
จูต้านั่งยอง ๆ ขณะใช้มือสัมผัสดินเหนียวใต้น้ำ พบว่าดินเหลวนุ่มละเอียด จึงกล่าวว่า “อืม ดีมาก ทดน้ำเข้านากี่วันแล้ว? วันเดียวไม่ได้นะ อย่างน้อยต้องสองสามวัน คอยดูไปก่อน แม่ข้าบอกว่าถ้านากักเก็บน้ำไว้ไม่ได้ ดินข้างบนจะทำให้ละเอียดปานไหนก็ยังไม่ใช่นาน้ำอยู่ดี”
“วางใจเถอะน่า ข้าปล่อยน้ำเข้านาสามวันได้แล้ว” คนผู้นั้นตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ได้แล้ว ตอนเย็นข้าจะไปบอกผู้ดูแลฝ่ายขวาให้ขึ้นทะเบียนพวกเจ้าเอาไว้”
“หมายความว่านาทดลองของพวกข้าผ่านเกณฑ์แล้ว?”
“ผ่านแล้ว”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้านึกอยู่แล้ว บรรพบุรุษข้าทำนามาหลายชั่วอายุคน ข้ายังจะทำนาน้ำแค่หมู่เดียวออกมาไม่ได้อีกรึ?” คนผู้นั้นกล่าวอย่างปรีดาสีหน้าภูมิใจ
เพื่อรับรองประสิทธิภาพของนาน้ำ เย่อวี๋หรานจึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเอาไว้แต่แรกว่า ทุกคนทดลองทำนาน้ำกันครั้งแรก ยังไร้ประสบการณ์ หลังจากทำเสร็จแล้วยังต้องตรวจสอบกันอีกรอบ หากมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ค่อยทำตามวิธีของนาง
ไม่อย่างนั้นก็ให้เร่งมือทำตามแบบเดิม จะได้ไม่เป็นการสิ้นเปลืองเสบียงอาหาร
แน่นอนว่านางก็ไม่อาจรับประกันได้เต็มสิบส่วน ถึงอย่างไรครอบครัวตนเองก็เพิ่งได้ทดลองทำไปเพียงปีเดียว และนี่ก็เพิ่งเข้าปีที่สอง
“ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าบอกทุกคนแล้ว พวกท่านแค่สอนวิธีทำ ช่วยตรวจสอบอีกทีเท่านั้น จะทำออกมาได้ผลหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเขา อาจารย์เพียงถ่ายทอดความรู้ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียน ถ้าแค่ฝากตัวเป็นศิษย์สักครั้งก็เพาะปลูกได้ผลดีแล้ว พวกเรายังจะต้องกังวลใจไปทำไม?”
ที่เกริ่นไปมากมายเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่ามีคนทำแล้วไม่ประสบผล กล่าวโทษมาถึงตนเอง แล้วจะมีปัญหาตามมาก็เท่านั้น
จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่จัดการนาน้ำของครอบครัวตนเองเสร็จก็ไปช่วยตรวจดูพื้นที่สำหรับทำนาน้ำที่ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากำกับเพื่อนบ้านตระเตรียมเอาไว้อีกรอบหนึ่ง จากนั้นการทำนาน้ำของสกุลจูก็เข้าสู่การดำเนินการขั้นต่อไป
แม้งานเพาะปลูกในนาจะมีผู้ชายรับผิดชอบ แต่ผู้หญิงในเรือนก็ไม่ได้อยู่ว่าง แต่ยังต้องช่วยคัดเมล็ดพันธุ์และนำมาเพาะเอาไว้
“ไม่ต้องเสียดาย เมล็ดพันธุ์ที่มีรูปร่างไม่สมบูรณ์ลีบเล็กอย่าเอามาใช้ ให้คัดเอาเฉพาะอันที่ยังเต่งตึงสมบูรณ์ดีอยู่”
“เมล็ดพันธุ์แข็งแรง เมื่องอกออกมาแล้วก็จะเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงเช่นกัน”
……
ตอนที่หลี่ซื่อวิ่งเต้นไปตามบ้านคนอื่นยังไม่ลืมกำชับว่า “แม่สามีข้าบอกว่าต้องจำเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี”
“จำได้แล้ว จำได้แล้ว” พวกผู้หญิงรับคำ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ช่วยกันคัดเมล็ดพันธุ์กันอย่างจริงจัง
การคัดเมล็ดพันธุ์ย่อมไม่อาจใช้มือหยิบเอาทีละเมล็ด แต่ใช้บุ้งกี๋ไม้ไผ่ฝัดแยก เมื่อฝัดไปหลาย ๆ ครั้ง เมล็ดที่กลวงเปล่าก็จะลอยขึ้นมา หากไม่ตกพื้นไปเสียเองก็จะลอยขึ้นมาอยู่ข้างบน แล้วใช้มือคัดออก เท่านี้ก็ง่ายขึ้นมาก
ของพวกนี้ไม่จำเป็นต้องคัดออกจนหมดจด เพียงเลี่ยงเมล็ดที่ข้างในกลวง เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจได้ต้นกล้าไม่พอสำหรับนำไปปลูก
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ แผ่นดินหวนคืนสู่ความงอกงาม สรรพสิ่งแตกหน่อผลิใบ
เมล็ดพันธุ์ที่อบอุ่นชุ่มชื้นเหล่านี้ก็มียอดอ่อนแทงออกมาอย่างเงียบเชียบ
รวดเร็วเสียจนน่าตกใจ ทั้งที่เมื่อเย็นวานยังไม่เห็นแม้เงาของหน่ออ่อน แต่เมื่อกลับมาดูอีกครั้งยามเที่ยงวันรุ่งขึ้นกลับงอกยอดอ่อนออกมาแล้ว?!
“ต้ายา เจ้ารีบไปเชิญคนสกุลจูมาดูว่าเมล็ดพันธุ์ของบ้านเรางอกออกมาเท่านี้ใช้ได้หรือยัง เจ้าดูสิ มียอดงอกออกมาแล้วนะ”
บางคนพอเห็นยอดอ่อนแล้วก็อดรนทนไม่ไหว เร่งให้ลูกหลานของตนไปเชิญคนมาตรวจดู
“ท่านแม่ ยอดอ่อนอันนี้สั้นไปแล้วเจ้าค่ะ ของข้างบ้านเราก็รอให้ผ่านไปหนึ่งวันก่อนค่อยไปเชิญคนมานะเจ้าคะ”
“โธ่เอ๊ย ให้เจ้าไปเชิญก็ไปเชิญมาสิ เจ้าจะพูดมากทำไม”
เด็กคนนั้นหน้าบึ้ง ได้แต่ออกมาจากเรือนอย่างจนปัญญา ตรงไปเชิญจากเรือนสกุลจู
เมล็ดพันธุ์ใช้เวลาไม่กี่วันก็มียอดอ่อนโผล่ออกมาแล้ว ทว่ายอดอ่อนนี้ไม่อาจยาวหรือสั้นเกินไป
ดีที่สุดคือมียอดอ่อนสองยอด หนึ่งในนั้นมีขนเส้นเล็กบาง เช่นนี้ถึงจะปลูกง่าย
ช่วงเวลานี้ อากาศกำลังพอเหมาะพอเจาะ อบอุ่นดุจฤดูใบไม้ผลิ ดินในแปลงเพาะชำก็ผ่านการไถพรวนจนนุ่มร่วนอย่างยิ่ง
ทุกคนยังไร้ประสบการณ์ เมื่อได้ยินว่าสกุลจูเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์กันแล้ว คนทั้งหมู่บ้านก็แห่กันมาดูว่าอีกฝ่ายทำอย่างไร
ถึงเวลานั้นก็มีคนเริ่มถามเรื่องแปลงเพาะชำ
“จูต้า ทำไมแปลงเพาะชำของเจ้าอยู่สูงกว่าระดับน้ำเล่า? บอกว่าต้องรักษาความอบอุ่นไม่ใช่รึ?”
“ต้องรักษาความอบอุ่นก็จริง แต่ก็ไม่อาจแช่ในน้ำได้กระมัง? เจ้าเคยเห็นเมล็ดพันธุ์ที่แช่อยู่ในน้ำแล้วงอกออกมาได้ด้วยรึ?”
ดินในแปลงเพาะชำต้องนิ่มร่วนถ่ายเทอากาศได้ดี สามารถรักษาความอบอุ่นและป้องกันความเย็นได้ ที่ทำแปลงเพาะชำให้สูงกว่าระดับน้ำก็เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดพันธุ์ที่โปรยลงไปแช่น้ำจนเสียหาย
แต่ของอย่างนี้ ถ้าไม่อบอุ่นมากพอก็จะเติบโตได้ไม่ดี จึงต้องรดน้ำเป็นระยะ
ถ้าไม่ต้องการมารดน้ำบ่อย ๆ การทำให้แปลงเพาะชำสูงกว่าระดับน้ำเล็กน้อยก็เป็นวิธีช่วยประหยัดแรงได้ดีวิธีหนึ่ง…เมื่อเทียบกับนาน้ำแล้ว แปลงเพาะชำมีขนาดเล็กอย่างยิ่ง
กระทั่งเมล็ดพันธุ์ที่คนสกุลจูหว่านลงไปยังมีคนสังเกตอย่างละเอียด “อ้อ ต้องให้ได้อย่างนี้เองหรือ!”
พูดพลางใช้มือวัดขนาด
ใครบางคนยืนพูดอยู่ข้าง ๆ เขา “ข้าคิดว่าของที่บ้านข้ายังสั้นไปหน่อย ต้องให้โตเท่านี้ก่อนใช่ไหมถึงจะเอาลงดินได้?”
เมล็ดพันธุ์ชุดเดียวกันกลายเป็นต้นกล้าพร้อมกัน ทว่าแต่ละเมล็ดก็มีขนาดแตกต่างกันไป
ต่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ของสกุลจู พวกเขาก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าแต่ละเมล็ดจะมีขนาดเท่ากันทั้งหมด
เห็นพวกเขาถกกันอย่างคึกคัก เย่อวี๋หรานจึงต้องเอ่ยขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่านี้เป๊ะ ๆ แค่ความยาวราว ๆ นี้ก็พอ ถ้าเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่งอกยอดอ่อนออกมายาวประมาณนี้ก็ใช้ได้แล้ว เมล็ดพันธุ์ที่ยอดอ่อนสั้นเกินจะทนหนาวไม่ไหว โตช้า ส่วนอันที่ยาวเกินไปก็จะมีปัญหาตอนหยั่งราก”
“พวกท่านเห็นว่าขนาดประมาณนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกกระเบียด”
“พวกข้าเองยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะได้ออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง แค่ประเมินว่าไม่น่าผิดพลาดก็พอแล้ว”
……
นางย้ำคำว่า ‘ประมาณนี้’ ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องการให้พวกเขาเข้าใจว่าการเพาะปลูกไม่ได้มีมาตรฐานตายตัว
ทั้งพยายามอธิบายให้พวกเขาตระหนักว่าสกุลจูยังลองผิดลองถูกเช่นกัน พวกนางไม่แน่ว่าจะทำได้ถูกต้องไปเสียทุกอย่าง
สกุลจูนำเมล็ดพันธุ์ลงดินเสร็จแล้ว ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านสกุลจูก็ทยอยนำเมล็ดพันธุ์ของตนเองไปปลูกในแปลงเพาะชำเช่นกัน จากนั้นก็ต้องรอให้มันเติบโตไปอีกราวหนึ่งหรือสองเดือน
ถึงขั้นตอนนี้ ทุกคนสามารถไปสนใจเรื่องอื่นได้แล้ว เพียงแต่ต้องแวะเวียนมาดูแปลงเพาะชำบ้างเป็นครั้งคราว
ถ้าบ้านไหนเกิดข้อผิดพลาดจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที แต่ตอนเก็บเกี่ยวอาจได้เก็บเกี่ยวช้ากว่าคนอื่นสักหน่อย
คนหมู่บ้านสกุลจูใช้เวลาช่วงนี้มาจัดการที่นาที่เหลือ ถึงอย่างไรปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ทดลองทำนาน้ำ เย่อวี๋หรานไม่ให้พวกเขาเปลี่ยนมาทำนาน้ำทั้งหมด แต่ละบ้านเพียงนำที่นาหนึ่งหมู่แยกออกมาทดลอง แต่ที่นาส่วนที่เหลือยังคงใช้วิธีการดั้งเดิม
แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกยุคสมัยล้วนมีคนฉลาด ในไม่ช้าก็มีคนคิดขึ้นมาได้ว่า “ในเมื่อนาน้ำต้องให้เมล็ดพันธุ์งอกออกมาก่อนแล้วค่อยเอาไปปลูก ถ้าอย่างนั้นนาแห้งของพวกเราก็ใช้วิธีนี้ได้เหมือนกันใช่ไหมนะ?”