ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 694 ป้ายเชิดชูเกียรติคุณนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 694 ป้ายเชิดชูเกียรติคุณนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
บทที่ 694 ป้ายเชิดชูเกียรติคุณนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
นอกจากบอกว่าครอบครัวตนเองซื้อวัวมาใช้งานเองแล้ว ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่า ลำพังวัวที่มีอยู่ในหมู่บ้านตอนนี้ ถึงปีหน้าเกรงว่าคงไม่พอใช้แล้ว
ที่ผ่านมาเวลาไถนาในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้ไถนากันละเอียดถึงเพียงนั้น ทุกคนผลัดกันใช้วัวบ้านละหลายวัน ถึงช่วงเดือนสามหรือเดือนสี่ก็ทำนาเสร็จกันทุกบ้านแล้ว
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้ใช้วิธีทำนาน้ำ
ดินเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนาน้ำ ผ่านมาทั้งฤดูหนาว ดินในนาก็แห้งแข็งหมดแล้ว หากต้องการให้กล้าข้าวหยั่งรากได้ดีก็ต้องไถดินอย่างพิถีพิถัน
ไม่เพียงแต่จะต้องกักเก็บน้ำได้ดีเท่านั้น ดินในนายังต้องร่วนซุยมากพอ
แน่นอนว่าต้องให้นิ่มละเอียดเหมือนทราย แต่ไม่อาจละเอียดจนถึงขั้นจับกันเป็นก้อน ๆ แบบนั้นยังไม่ต้องกล่าวถึงว่ากล้าข้าวจะหยั่งรากได้หรือไม่ แต่คงขาดอากาศตายอยู่ใต้ธรณีไปก่อนแล้ว…เพราะรากข้าวก็ต้องหายใจเหมือนกัน
ดังนั้นจึงต้องละเอียดเหมือนเม็ดทราย แต่ไม่อาจละเอียดจนจับกันเป็นก้อน ๆ เหมือนก้อนแป้งข้าวเหนียว
การเตรียมดินที่เหมาะสมกับการทำนาน้ำจึงมีหลายขั้นตอน เริ่มจากการไถพลิกหน้าดินในขั้นตอนแรก มาถึงการไถเพื่อให้ดินแตกตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ และทำให้หน้าดินเรียบเสมอกันในขั้นตอนที่สอง ขั้นตอนสุดท้ายจึงเป็นการไถให้ก้อนดินแตกตัวจนละเอียดเหมือนเม็ดทราย ทั้งสามขั้นตอนนี้ก็ต้องไถนากันหลายรอบแล้ว
ถ้าบ้านไหนมีที่ดินมาก เวลาที่ต้องใช้ก็มากตามไปด้วย
ที่ผ่านมาคนในหมู่บ้านสกุลจูไม่ได้ไถดินกันอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ แต่ละบ้านจึงใช้เวลาในการไถดินไม่มาก วัวไม่กี่ตัวก็พอสำหรับการใช้งานแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำนาน้ำ แต่ละบ้านต้องใช้วัวในการไถนานานกว่าเดิม รอจนถึงปีหน้ายังจะพอใช้งานได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ พวกเขาไม่เคยใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาก่อน “แล้ว…แล้วจะทำอย่างไรเล่า?”
“จูต้าเหนียง ท่านต้องช่วยคิดวิธีรับมือนะ คนอื่นไม่มีกำลังจะซื้อวัวเหมือนครอบครัวพวกท่าน คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านพวกเราล้วนเป็นคนยากจน พวกเขาซื้อวัวไม่ไหวหรอกนะ”
……
หากกล่าวจากอีกมุมหนึ่งก็เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านซื้อวัวไม่ไหว ไม่มีกำลังพอจะทำเกวียนเทียมวัว พวกเขาจึงสามารถหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากเกวียนเทียมวัว
ถ้าทุกบ้านมีวัวกันหมดแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้เกวียนเทียมวัวของพวกเขาอีกหรือ?
แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้ การเพาะปลูกในปีหน้าต่างหากจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เย่อวี๋หรานยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “ไม่ต้องร้อนใจ ทุกคนแค่ยังซื้อไม่ไหวในตอนนี้ รอจนถึงปีหน้า คนที่ซื้อไหวจะต้องมีมากกว่าเดิมแน่นอน”
“หมายความว่าอย่างไร?” เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสสงสัย
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกท่านลืมภัตตาคารที่บ้านข้าเปิดร่วมกับคนอื่นไปแล้วหรือ?”
“ท่านหมายถึงมันเทศ?” เจ้าหน้าที่พลันนึกขึ้นมาได้
ปีที่แล้ว พวกเขาก็อาศัยการขายมันเทศจนมีรายรับเข้ามาบ้าง จึงฉลองปีใหม่ที่ผ่านมาได้อย่างสุขสบายกว่าเดิม
เย่อวี๋หรานพยักหน้า
“พวกท่านมีภัตตาคารแห่งเดียว เกรงว่าคงไม่ได้ใช้มันเทศมากขนาดนั้นหรอกกระมัง? ปีที่แล้วทุกคนเพียงทดลองปลูก แต่ปีนี้เป็นการปลูกมันเทศในฤดูใบไม้ผลิ คนที่ปลูกรอบนี้มีมากกว่าเดิมอีกนะ…”
“ข้าคนเดียวคงไม่ไหว แต่ยังมีคนอื่นอีกนี่นา” เย่อวี๋หรานยิ้ม “พวกข้ายังไม่ได้คุยรายละเอียดของเรื่องนี้ ถ้าได้หารือกับพวกเขาและได้ข้อสรุปแล้วจะบอกพวกท่านอีกที เอาเป็นว่าพวกท่านรับรู้ไว้ก่อนก็พอ”
“ถ้าได้ก็ดีน่ะสิ ขอเพียงมีคนรับซื้อ ต่อให้ขายถูกหน่อยทุกคนก็คงยินดี” เจ้าหน้าที่ยิ้ม “ปีที่แล้วเริ่มปลูกกันช้าก็ยังเก็บเกี่ยวได้ตั้งมาก ปีนี้ปลูกมากขนาดนี้จะต้องเก็บเกี่ยวได้มากกว่าเดิมเป็นแน่”
“ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งยังมีบรรพบุรุษร่วมกัน ข้าต้องช่วยเหลืออีกแรง พาทุกคนร่ำรวยไปด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าช่วยไม่ไหว นั่นก็เป็นอีกเรื่อง”
“จูต้าเหนียง ท่านวางใจ ช่วยได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าช่วยไม่ไหวก็ไม่มีใครโทษท่านหรอก ท่านช่วยทุกคนมามากขนาดนี้ ถ้ายังมีคนกล้าโทษท่านอีกก็ไม่รู้คุณคนเกินไปแล้ว…” เจ้าหน้าที่กล่าววาจาน่าฟังอยู่หลายประโยคเพื่อให้เย่อวี๋หรานสบายใจ
กล่าวตามตรง ถ้าไม่ได้นาง หมู่บ้านสกุลจูจะได้มีวันเวลาดี ๆ เหมือนตอนนี้งั้นรึ?
ยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งต้องจดจำความดีของคนเขาเอาไว้ จะได้ไม่ทำให้คนเขาหมดกำลังใจ
พร้อมกันนั้น ผู้อาวุโสก็กล่าวถึงเรื่องจัดทำป้ายเชิดชูเกียรติคุณ
เนื่องจากเป็นการสั่งทำ ช่างหินจึงจำเป็นต้องเลือกหินที่จะใช้ ทั้งยังต้องแกะสลัก ต้องใช้เวลาไม่น้อย เขาถามว่า “จูต้าเหนียง นายท่านซิ่วไฉจะได้ไปที่โจวเสวียเมื่อไหร่หรือ? ป้ายเชิดชูเกียรติคุณนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก ข้าเกรงว่าจะไม่ทันกาล”
เขาหมายถึงว่า ถึงวันอัญเชิญป้าย ไม่รู้ว่าจูชีจะยังอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจูหรือไม่
ถ้ายังอยู่ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่อยู่ พวกเขาจะได้เตรียมการเอาไว้อีกแบบ
“เรื่องนี้พวกท่านไม่ต้องกังวล เดือนสี่เพิ่งจะเป็นการสอบฝู่ซื่อ” เย่อวี๋หรานอธิบาย “หลังการสอบฝู่ซื่อยังมีการสอบเยวี่ยนซื่อ ถึงตอนนี้เจ้าเจ็ดจะเป็นซิ่วไฉแล้ว แต่ยังต้องไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อ รอจนการสอบเยวี่ยนซื่อสิ้นสุดลง รายนามซิ่วไฉประกาศออกมาครบแล้ว ทางโจวเสวียถึงจะเรียกคนไปรายงานตัว”
“อ้อ ยังอีกนานเพียงนั้นเลยหรือ เช่นนั้นข้าก็วางใจได้แล้ว” ผู้อาวุโสค่อยอธิบายเรื่องป้ายเชิดชูเกียรติคุณอย่างละเอียด บอกว่าทุกคนหารือกันเรียบร้อยแล้วว่าจะทำป้ายออกมาแบบไหน
เขายังถามช่างหินมาแล้วว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร พวกเขาก็เอาแบบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องโดดเด่นมากมาย ขอเพียงไม่มีอะไรผิดพลาดก็พอแล้ว
“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเจ็ดบ้านข้าเป็นซิ่วไฉคนแรกของหมู่บ้าน ข้ายังคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำป้ายเชิดชูเกียรติคุณเลย เด่นเกินไปแล้ว คนอื่นมีแต่สอบเป็นจวี่เหรินได้ก่อนถึงจะทำป้าย” เย่อวี๋หรานกล่าว
แต่ผู้อาวุโสไม่คิดเช่นนั้น เขาเอ่ยว่า “ก็เพราะเป็นคนแรกน่ะสิ คนแรกก็ย่อมจะรำลึกถึงเป็นธรรมดา ซิ่วไฉคนแรกจากในหมู่คนสกุลจูหลายชั่วอายุคนก็ต้องทำป้ายอยู่แล้ว ในภายภาคหน้าถ้าคนสกุลจูได้เรียนหนังสือกันมากขึ้น ซิ่วไฉทั้งหลายอยากจะทำป้ายแบบนี้บ้างก็ไม่ง่ายแล้วนะ…”
พูดไปพูดมา เขาก็หัวเราะขึ้นมา “ฮ่า ๆๆๆ…ข้าวาดฝันไปเสียไกล แต่ไม่รู้ว่าลูกหลานในอนาคตจะได้เรื่องได้ราวเช่นนี้บ้างไหม อย่ากลายเป็นว่าไม่มีใครสอบได้เหมือนเจ้าเจ็ดบ้านท่านอีกก็แล้วกัน แบบนั้นถึงจะเรียกว่าขายหน้าจริง ๆ แล้ว!”
“ถ้าแม้แต่บรรพบุรุษของตัวเองก็สู้ไม่ได้ แบบนั้นน่าขายหน้าจริง ๆ นั่นแหละ!” เจ้าหน้าที่รับไปพูดต่อ เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ป้ายนี้มีไว้ประกาศต่อพวกเขาว่า ต้องพยายาม บากบั่นหมั่นเพียร ไม่อย่างนั้นก็ขายหน้าคนสกุลจูกันพอดี”
คำพูดเหล่านั้นแฝงไว้ซึ่งความคาดหวังต่ออนาคตอย่างเต็มเปี่ยม
พวกเขาอาจไม่ได้เห็นในวันนั้น แต่พวกเขาเชื่อว่า ตราบใดที่มีป้ายเชิดชูเกียรติคุณนี้อยู่ก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีคนเรียนหนังสือได้เก่งกาจมาก ๆ ปรากฏขึ้นก็เป็นได้
ขอเพียงมีคนได้เรียนหนังสือมากกว่าเดิม ยังต้องกลัวว่าจะไม่มีคนสอบเป็นซิ่วไฉได้อีกหรือ?
ฤดูกาลชิงหมิง*[1]หยาดฝนโปรยปราย ผู้สัญจรไปมาท่าทางเศร้าซึมหม่นหมอง
ยามนั้น หลิวเจี้ยนถงนั่งอยู่ในสนามสอบฝู่ซื่อแล้ว
หยาดฝนเม็ดละเอียดพร่างพรม นำพาความชุ่มฉ่ำมาสู่สนามสอบ ผู้เข้าสอบบางคนโชคไม่ดีนัก ได้นั่งในห้องสอบที่หลังคารั่ว หยดน้ำร่วงติ๋งลงมาทำให้กระดาษคำตอบเปียกชื้นในพริบตา
เขาโอดครวญด้วยความปวดใจ
แต่ผู้คุมสอบที่เดินตรวจตราไปมากลับไม่เห็นใจเขาแต่อย่างใด ตวาดว่า “หุบปาก! ส่งเสียงรบกวนระหว่างการสอบมีโทษเท่ากับทุจริตในการสอบ ถูกส่งเข้าคุกทันที”
“แต่กระดาษคำตอบของข้าชื้นหมดแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนทำเปียกด้วยนะขอรับ เป็นเพราะฝนตก…” เขาประท้วง
คนผู้นั้นยังพูดไม่จบ ผู้คุมสอบก็เดินเข้าไปลากตัวเขาออกมาจากห้องสอบโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เขาตะลึง “นี่…พวกท่านจะทำอะไร?”
ผู้คุมสอบไม่สิ้นเปลืองคำพูด แต่เอาผ้าเช็ดหน้ายัดปากเขาทันที
เห็นว่าผู้เข้าสอบคนอื่นมองมาทางนี้ เขายังตวาดด้วยท่าทางโหด ๆ “มองอะไร? ยังไม่รีบทำข้อสอบต่อไปอีก อยากไปชี้แจงโทษทุจริตในการสอบด้วยกันเรอะ?”
[1] ชิงหมิง (清明) แต้จิ๋วออกเสียงว่าเช็งเม้ง เป็น 1 ใน 24 ฤดูกาลของจีน เป็นช่วงที่อากาศเย็นสดชื่น ฝนตกบางเบา ท้องฟ้าแจ่มใส ในวันนี้คนจีนจะไปทำความสะอาดสุสานและกราบไหว้บรรพบุรุษ ท่อน ‘ฤดูกาลชิงหมิงหยาดฝนโปรยปราย ผู้สัญจรไปมาท่าทางเศร้าซึมหม่นหมอง’ เป็นวรรคแรกจากกลอน ชิงหมิง (清明) ของตู้ฝู่ หนึ่งในกวีเลื่องชื่อสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งบรรยายถึงสภาพอากาศในเจียงหนาน และสภาพจิตใจของผู้คนในวันเทศกาลเช็งเม้ง