ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 693 พวกท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ฟังข้าพูดให้จบก่อน
บทที่ 693 พวกท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ฟังข้าพูดให้จบก่อน
มีคนกล้าคิด ก็มีคนกล้าทำ
บางคนอาจสงสัยว่า “ทำแบบนี้ก็ได้?”
“ทำไมจะทำไม่ได้เล่า เจ้าไม่เห็นหรือว่าคนสกุลจูจะปลูกอะไรแต่ละครั้งก็ทำกันแบบนี้?” คนผู้นั้นกล่าว
“จริงหรือ?”
“จะไม่จริงได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้หรือว่าข้างหลังเรือนหลังเก่าของพวกเขามีแปลงเพาะชำด้วยนะ จูเหล่าโถวทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ปีนี้เขาล้มบาดเจ็บจึงให้พวกลูกชายทำแทน”
พอเขากล่าวขึ้นมาเช่นนี้ ก็มีคนคิดขึ้นมาได้ว่า ‘จริงด้วย ก่อนหน้านี้แปลงผักของสกุลจูงอกงามยิ่ง จึงมีคนไปถามว่าทำอย่างไร ตอนนั้นจูเหล่าโถวก็เคยพูดแล้ว’
ทว่าครั้นเวลาผ่านไป ทุกคนคิดถึงแต่เรื่องการทำนาน้ำจนลืมเรื่องนี้ไป
มีคนช่างสงสัยแวะไปดูที่เรือนสกุลจู ก็เห็นว่าในแปลงเพาะชำนั้นมีต้นกล้างอกขึ้นมาแล้ว
“จูต้า พวกเจ้าปลูกอะไรกันรึ? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนมันไม่ใช่พืชชนิดเดียวกันอย่างนั้นแหละ?”
จูต้าตอบว่า “ก็ไม่ใช่ชนิดเดียวกันน่ะสิ มีหลากหลายชนิด ทำแบบนี้ถึงจะโตได้ดีหน่อย”
“ปีก่อนที่ผักในแปลงบ้านพวกเจ้าโตได้ดีขนาดนั้นก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน?”
“ใช่แล้ว ทำแบบนี้นี่แหละ”
……
คำยืนยันของจูต้าทำให้ทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น
ในเมื่อเขาพูดแบบนี้ก็คงไม่มีปัญหาแล้ว
อีกอย่าง สกุลจูเพาะปลูกด้วยวิธีการเช่นนี้มาปีสองปีแล้ว ถ้าจะมีปัญหาก็คงเกิดไปนานแล้ว ไม่รอจนถึงตอนนี้หรอก
ตอนนี้เป็นฤดูกาลเพาะปลูก ถ้าใครวางแผนว่าจะซื้อวัวก็ควรซื้อในช่วงเวลานี้ ถ้าผ่านช่วงนี้ไปก็ต้องรอถึงปีหน้า…เพราะเป็นช่วงที่จะได้ไถนาพอดี
เมื่อถึงวันตลาดนัด จูต้ากับจูเอ้อร์ก็หาเวลาไปมารอบหนึ่ง
ส่วนว่าจะซื้อวัวแบบไหน ราคาเท่าไหร่ เย่อวี๋หรานไม่ได้เข้าไปยุ่ง ยกอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดให้กับพวกเขา
ต่างเป็นพ่อคนกันแล้ว จะให้นางไปจัดการให้ทุกเรื่องก็คงไม่ได้กระมัง?
“ท่านแม่ ท่านแม่ ซื้อวัวกลับมาแล้วขอรับ!”
“ท่านแม่ มาดูเร็วเข้า ซื้อวัวกลับมาแล้ว!”
……
จูต้ากับจูเอ้อร์จูงวัวที่อายุราวสองปีเดินเข้ามาในลานเรือนด้วยความตื่นเต้นยินดี
คนในหมู่บ้านที่ได้ยินข่าวหลายคนก็ตามมากับพวกเขาด้วย
พวกเขาล้วนมีสีหน้าอิจฉา “พวกเจ้ารวยแล้วจริง ๆ ด้วยสินะ ถึงขั้นซื้อวัวได้แล้ว!”
“จูต้า เจ้าจ่ายค่าวัวน้ำตัวนี้ไปเท่าไหร่รึ? ของแบบนี้ไม่ใช่ถูก ๆ เลยนะ!”
“ไม่เบาเลยนี่ มีวัวกับเขาแล้ว!”
……
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อได้ยินข่าวแล้วก็รีบรุดมา
เมื่อพวกเขาไปเห็นว่าในลานเรือนของพี่ใหญ่มีวัวน้ำเพิ่มมาหนึ่งตัวก็รู้สึกแปลกใจระคนยินดี “พี่ใหญ่ พวกท่านซื้อวัวแล้ว?! พวกท่านมีวัวแล้วหรือเนี่ย!”
“พี่ใหญ่ พวกข้าจะขอยืมใช้งานด้วยได้ไหม?”
“ท่านใช้เสร็จแล้ว พวกข้าค่อยใช้ต่อ!”
……
พวกเขายืนล้อมจูเหล่าโถว พูดเสียงเจี๊ยวจ๊าว
หากว่ากันตามจริง เย่อวี๋หรานก็คิดไม่ถึงว่า แค่ซื้อวัวตัวเดียวก็สามารถทำให้คนทั้งหมู่บ้านฮือฮาได้แล้ว กระทั่งผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ยังมาแสดงความยินดีด้วยตนเองถึงเรือน
คราวก่อนที่คึกคักกันปานนี้ก็คือตอนที่จูชีสอบได้ซิ่วไฉกระมัง?
หมายความว่า บ้านไหนมีวัวสักตัวถือเป็นเรื่องมีหน้ามีตาเทียบเท่ากับการสอบเป็นซิ่วไฉได้?
จูเหล่าโถวหน้าแดงเปล่งปลั่ง ท่าทางกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาอย่างหาได้ยาก เขานั่งคุยกับคนในหมู่บ้านอยู่ในลานเรือน
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าก็แลดูดีอกดีใจ วิ่งเล่นล้อมรอบวัวของครอบครัวตนเองอย่างร่าเริง พวกผู้หญิงเห็นว่าเป็นลูกวัวที่ยังไม่โตเต็มวัยก็เกรงว่ามันเพิ่งมาถึงยังรู้สึกแปลกที่ จึงรีบห้ามปรามพวกเด็ก ๆ “อย่าไปยืนใกล้ขนาดนั้น ระวังมันถีบเอานะ!”
“ไม่กลัวขอรับ วัวบ้านท่านเจ้าหน้าที่ยังนิสัยดีจะตาย ไม่เตะคน!” ซานเป่าว่า
“ไม่เตะคนอะไรกัน วัวของท่านเจ้าหน้าที่เป็นวัวที่อายุมากแล้ว แต่นี่เป็นลูกวัว นิสัยยังดื้อรั้น ไม่เหมือนกันหรอกนะ”
เพราะมีพวกผู้ใหญ่คอยระวังป้องกันอย่างรอบคอบ จึงไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับพวกเด็ก ๆ
พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูได้ยินว่าลูกชายคนโตซื้อวัวก็นั่งไม่ติดที่ เดินมาถึงเรือนสกุลจูด้วยสองขาที่ไม่คล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน มองวัวตัวนั้นด้วยสองตาแดงก่ำ
“เมียเอ๊ย เห็นไหม มีวัวแล้ว…” พ่อเฒ่าจูกล่าว
“เห็นแล้ว มีวัวแล้ว เป็นวัวของเจ้าใหญ่…” แม่เฒ่าจูกล่าวด้วยดวงตาชุ่มชื้น “ตอนเจ้ายังหนุ่มก็อยากได้วัวสักตัว ตอนนี้ดียิ่ง บ้านเจ้าใหญ่ได้มีวัวแล้ว เจ้าก็วางใจได้เสียที ต่อไปเวลาทำนาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปหายืมวัวมาไม่ได้แล้ว”
หมู่บ้านสกุลจูมีคนมาก แต่คนที่มีวัวกลับมีน้อย นอกจากผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ คนส่วนใหญ่มักจะรวมเงินกันหลายบ้านเพื่อซื้อวัวสักตัว
คนเหล่านั้น หากมิใช่พี่น้องร่วมสายเลือดก็เป็นคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็มักจะเกิดความขัดแย้งเรื่องการปล่อยวัวออกมากินหญ้าและสิทธิ์การใช้งานวัวจนเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสต้องมาคลี่คลายข้อพิพาทให้อยู่บ่อย ๆ
บางคนเห็นจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่ออยู่ด้วยก็เข้าใจไปเองว่าพวกเขาออกเงินซื้อวัวเช่นกัน จึงเข้ามาแสดงความยินดีด้วย
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อหน้าแดงก่ำ อับอายจนพูดไม่ออก “ไม่…ไม่ใช่…”
นั่นไม่ใช่วัวของพวกข้า แต่เป็นวัวของบ้านพี่ใหญ่ต่างหาก!
“ไม่ใช่อะไรกัน วัวนี่ไม่เลวเลยนะ หมู่บ้านพวกเรามีสักกี่คนที่มีวัวของตัวเอง? มีแต่เวียนกันใช้ทั้งนั้นแหละ”
“ถ้าพวกเจ้าซื้อเร็วกว่านี้หน่อยก็ดีสิ จะได้นำมาใช้ได้”
“ไม่ใช่สิ ถึงตอนปักดำก็ดูเหมือนจะได้ไถนาอีกรอบอยู่นะ ถึงตอนนั้นก็ได้ใช้งานแล้ว”
“แต่วัวเล็กนิสัยยังดื้อรั้น เกรงว่าคงใช้งานไม่ง่ายนัก”
“แบบนั้นก็ช่วยไม่ได้นี่นา ค่อย ๆ ฝึกมันไปเดี๋ยวก็ดีเอง อาจูจยาเก่งเรื่องฝึกวัวไม่ใช่รึ? ให้เขามาช่วยก็ได้นี่”
……
กล่าวถึงตอนท้าย พวกเขาก็หันไปถกเรื่องวัวกันอย่างออกรสออกชาติ ลืมจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อไปเสียสนิท
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อถอนหายใจโล่งอก ไม่กล้าไปอยู่ใกล้จูเหล่าโถวเกินไป กลัวว่าจะมีคนมาถามอีก
เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ แต่ความแตกต่างระหว่างพวกเขานับวันก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ความรู้สึกนี้ช่าง…
น่าปวดใจจริง ๆ!
ครั้นมองลูกชายหลานชายทั้งหลายของพี่ใหญ่ แล้วมองเรือนทั้งสองหลังของพี่ใหญ่ สุดท้ายก็มองวัวในลานเรือนตัวนั้น อย่าถามเลยว่าจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อรู้สึกแย่เพียงใด
ถ้าไม่ใช่เพราะจากไปตอนนี้ออกจะไม่เหมาะสม พวกเขาก็อยาก ‘หนี’ ไปเสียตอนนี้เลย
เย่อวี๋หรานไม่รู้เรื่องเหล่านี้ นางกำลังพูดคุยอยู่กับผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่
“หมายความว่าที่ท่านซื้อวัวตัวนี้ก็เพื่อจะนำมาเทียมเกวียน?”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสรู้สึกไม่ค่อยดีเสียแล้ว พวกเขาสองบ้านก็มีวัวและเกวียนเทียมวัวเหมือนกัน ทั้งยังเจรจากันไว้ดิบดีแล้วว่า วันนี้บ้านเจ้า พรุ่งนี้บ้านข้า สองฝ่ายพอจะหาเงินจากการใช้เกวียนเทียมวัวไปรับไปส่งคนในหมู่บ้านได้บ้าง
แต่ตอนนี้ จูต้าเหนียงก็อยากทำเกวียนเทียมวัวเหมือนกัน แสดงว่าคิดจะมาขอปันผลประโยชน์ด้วยกันน่ะสิ
รายได้จากการเก็บค่าโดยสารเกวียนเทียมวัวเดิมทีก็ไม่มาก ถ้ายังจะแบ่งให้อีก…
“ท่านทำแบบนี้ไม่เหมาะสมเลยนะ…” เจ้าหน้าที่ทอดถอนใจ ไม่ได้พูดออกมาจนจบ
ทว่านัยแฝงนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง
สกุลจูมีการค้าที่ดีกว่าอยู่แล้วชัด ๆ แต่กลับจะมาทำเกวียนเทียมวัวแข่งขันกับพวกเขา แบบนี้ไม่ล้ำเส้นกันเกินไปหน่อยหรือ?
เย่อวี๋หรานจะไม่เข้าใจความหมายของพวกเขาได้อย่างไร ตอนแรกที่ตัดสินใจซื้อวัวก็ใคร่ครวญได้ถึงเรื่องนี้แล้ว
นางอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “พวกท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ฟังข้าพูดให้จบก่อน เรื่องเป็นเช่นนี้…”
จากนั้นก็พูดเรื่องที่จูชีจะไปเรียนที่อื่น จูซานต้องตามไปด้วย ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่เรียนหนังสืออยู่ในตำบลอันจิ่วก็จะไม่มีคนคอยดูแล
เกวียนเทียมวัวคันนี้เตรียมไว้ให้เด็กทั้งสอง
“เด็กเล็กขนาดนี้ จะให้อยู่กันเองในตำบลก็คงไม่ได้กระมัง?”
“ข้าไม่วางใจก็เลยคิดว่าจะให้เทียวไปเทียวกลับ พวกเขาอยู่ในสายตาทุกวันเช่นนี้ก็ไม่ต้องคอยพะวงว่าพวกเขาอยู่ข้างนอกจะได้กินดีอยู่ดีหรือไม่ ได้รับความลำบากหรือเปล่า”
“ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเช้าเย็นกลับทุกวันเช่นนี้ จะรบกวนเกวียนของพวกท่านไปตลอดก็คงไม่ค่อยสะดวกนัก ทั้งยังอาจกระทบการค้าของพวกท่านอีกต่างหาก ข้าจึงคิดว่า ทำเกวียนเทียมวัวไว้ใช้งานเองสักคันก็ดีเหมือนกัน”
“ถึงอย่างไรช่วงเพาะปลูกที่บ้านก็ต้องได้ใช้ วิธีทำนาน้ำของพวกข้าจำเป็นต้องใช้วัวอยู่แล้ว เพราะต้องไถนาอย่างละเอียด ในหมู่บ้านมีวัวแค่ไม่กี่ตัว ถึงเวลานั้นเกรงว่าจะไม่พอใช้”