ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 711 หมั้นหมาย
บทที่ 711 หมั้นหมาย
“ไม่เป็นไร ท่านทำงานของท่านไปเถอะ มีเวลาค่อยแวะมา ไม่มีเวลาก็ไม่เป็นไร ถ้าข้าว่างแล้ว ข้าแวะไปคุยกับท่านที่บ้านท่านก็ได้”
เหวินฮูหยินไม่เชื่อหรอกว่าเย่อวี๋หรานจะเข้าตำบลมาเพราะเรื่องนี้ แม้สองบ้านจะมีการไปมาหาสู่กัน แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นนั้น
นางยิ้มแย้มรอให้เย่อวี๋หรานเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา
เป็นไปดังคาด ประโยคถัดมาเย่อวี๋หรานก็กล่าวขึ้นมาว่า “ถ้าท่านจะมาก็บอกกล่าวล่วงหน้า บ้านข้ามีแขก มีคนกำลังจะดูตัว ถ้ามาเจอกันเข้าอาจไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
“ลูกสาวท่านยังเล็กอยู่ไม่ใช่รึ? ตอนนี้ก็เริ่มดูตัวกันแล้ว?” เหวินฮูหยินใคร่ครวญเล็กน้อยก็พูดต่อไปว่า “ท่านหมายถึงน้องสาวของสะใภ้ห้ากระมัง?”
อย่าเห็นว่าเหวินฮูหยินไม่เคยไปหมู่บ้านทางนั้นมาก่อน แต่ก็ได้สอบถามสถานการณ์ของสกุลจูมาแล้ว
ถ้าเป็นครอบครัวอื่น เลี้ยงดูลูกหลานคนอื่นหลายคนอย่างนั้น นางจะต้องไม่เห็นด้วยที่เหวินเหรินซานไปต้องตาลูกสาวอีกฝ่ายแน่นอน แต่สกุลจูไม่เหมือนกัน ทั้งมีซิ่วไฉ ทั้งยังทำการค้าร่วมกับคนอื่น ต่อให้ต้องเลี้ยงดูลูกสาวหลานสาวคนอื่น ก็ได้แต่พูดว่าพวกเขามีปัญญาเลี้ยง มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กสาวที่เหวินเหรินซานหมายปองยังมีบิดามารดา เรื่องปากท้องของครอบครัวหลี่ฉินก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสกุลจู
“ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นคนอื่นต่างหาก ลูกสาวบุญธรรมของข้าเอง” เย่อวี๋หรานยิ้มแย้มบอกอีกฝ่ายเป็นนัยว่า หากท่านถูกใจก็รีบลงมือโดยไว ไม่อย่างนั้นคนเขาจะไปดูตัวกับคนอื่นแล้วนะ
ถึงอย่างไรหลี่ฉินก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว ไม่อาจรอช้าได้อีก
กฎหมายของราชสำนักเซินถูไม่ได้มีไว้ล้อเล่น หากผ่านช่วงเวลาที่กำหนดไปแล้ว แค่การปรับเงินก็สามารถทำให้สกุลหลี่สิ้นเนื้อประดาตัวได้
“แม่นางสกุลหลี่?” เหวินฮูหยินเอ่ยถามยืนยัน
“อืม” เย่อวี๋หรานพยักหน้า
“ไอ้หยา แม่นางที่ดีอย่างนั้น ข้าดึงตัวมาเป็นลูกสาวยังแทบไม่ทัน จูต้าเหนียง ท่านไม่อาจให้นางดูตัวสุ่มสี่สุ่มห้านะ พวกเราต้องเลือกครอบครัวที่ดีหน่อย เป็นต้นว่าครอบครัวที่อยู่ในตำบลอย่างพวกข้าก็ไม่เลวเหมือนกันนะ” เหวินฮูหยินเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายได้ในทันที ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าบอกท่านเลยก็ได้ คนในตำบลอย่างพวกข้าไม่ต้องทำนา ทั้งไม่ต้องขึ้นเขาไปหาของป่า สิ่งที่ต้องทำมีแค่ดูแลเรื่องในเหย้าเรือนให้ดีเท่านั้น ดูแลสามีกับลูก ๆ ก็พอแล้ว เรื่องข้างนอกนั่นล้วนเป็นหน้าที่ของสามี”
“ทางบ้านลูกสาวบุญธรรมของข้าก็อยากให้ลูกสาวแต่งเข้าตำบลเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จักคนทางนั้นนี่นา”
“ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง ท่านมาหาถูกคนแล้ว เรื่องนี้ท่านต้องมาหาข้านะ ข้าก็อยู่ในตำบลเหมือนกัน” เหวินฮูหยินกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คนที่ข้าจะแนะนำนั้นไม่ได้มีแต่ข้าที่รู้จัก ท่านก็รู้จักเหมือนกัน”
“อ้อ? ใครหรือ?”
“ลูกชายข้าเอง เหวินเหรินซาน”
“เหรินซานเองหรือ…เหรินซานก็ไม่เลวนะ แต่ท่านคงไม่ได้ล้อข้าเล่นหรอกใช่ไหม? ข้าต้องบอกไว้ก่อนนะ ลูกสาวบุญธรรมของข้าเป็นเด็กสาวชนบท ถึงจะดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง แต่เทียบเด็กสาวในตำบลไม่ได้หรอกนะ” เย่อวี๋หรานไม่ได้ดูแคลนหลี่ฉิน แต่ยุคสมัยก็เป็นเช่นนี้ คนชนบทสู้คนเมืองไม่ได้
ไม่อย่างนั้น มารดาของหลี่ฉินก็คงไม่ถอดใจจากเรื่องมงคลของลูกสาวทันทีที่ได้ยินว่าเหวินเหรินซานเป็นคนจากในตำบลแล้ว
เย่อวี๋หรานกล้ามีความคิดเช่นนี้ นอกจากอยากชดเชยให้หลี่ฉินและอยากได้เส้นสายของเหวินเหรินซานแล้ว ย่อมเป็นเพราะนางมีความมั่นใจ…สำหรับคนชนบท การแต่งเข้าตำบลได้นับเป็นเรื่องดี ขณะที่สำหรับสกุลเหวิน สามารถผูกสัมพันธ์กับสกุลจูได้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน
สำหรับครอบครัวเจ้าหน้าที่แล้ว การมีที่พึ่งเป็นซิ่วไฉคนหนึ่งย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
ตอนนี้สกุลจูยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก มีพื้นเพมาจากชนบท ไม่มีข้อถือสามากมายปานนั้น นางจึงไม่กลัวสักนิดถ้าสกุลจูจะไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ ทั้งยังไม่กลัวว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อชื่อเสียงของสกุลจู
“ไอ้หยา ข้าล้อท่านเล่นที่ไหนกัน ข้าจริงจังต่างหาก ข้าถูกใจลูกสาวบุญธรรมของท่านจริง ๆ จูต้าเหนียง ท่านก็ช่วยกันสักครั้ง รับคำให้สักหน่อย แม่นางดี ๆ เช่นนี้บ้านไหนก็อยากได้กันทั้งนั้น ท่านก็ยกให้ข้าเถอะนะ…” บ้านใดมีลูกสาวงามพร้อมก็ย่อมจะเนื้อหอมเป็นธรรมดา เหวินฮูหยินจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเย่อวี๋หรานกำลังเล่นตัว อยากให้นางขอร้องสักหลายครั้ง
นางก็ไม่ถือสา เรื่องอย่างการเจรจางานมงคลนั้น ฝ่ายที่มาสู่ขอมักจะอ่อนน้อมถ่อมตน ส่วนฝ่ายที่ถูกสู่ขอก็มักจะเล่นตัวเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่าการเล่นตัวก็ต้องทำอย่างพอเหมาะพอเจาะ ถ้าเล่นตัวมากเกินไปก็อาจทำให้คนรังเกียจเอาได้
“ข้าก็อยากยกให้ท่านอยู่เหมือนกัน ติดตรงที่ข้าเป็นแม่บุญธรรม ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า ถ้าท่านอยากได้ไปเป็นลูกสาวก็รีบเชิญแม่สื่อไปสู่ขอที่บ้านคนเขาเถอะ มาพูดกับข้าไม่มีประโยชน์หรอกนะ” เย่อวี๋หรานกล่าวเป็นนัย เมื่อวางมาดพอสมควรแล้วก็ถึงคราวผ่อนคลายท่าที “แต่ข้าช่วยไปพูดเรื่องดี ๆ กับทางนั้นให้ท่านได้”
“ถ้าอย่างนั้นท่านต้องช่วยข้าพูดกับทางนั้นดี ๆ นะว่าเหรินซานบ้านข้าเป็นคนแบบไหน ท่านเองก็รู้นี่นาว่าเขาเป็นคนหนุ่มหน่วยก้านดีพึ่งพาได้ อาจไม่ถึงขั้นมั่งคั่งร่ำรวย แต่รับรองได้ว่าลูกสาวบุญธรรมของท่านไม่มีทางขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร”
“ฮ่า ๆๆๆ…ได้สิ ข้าช่วยพูดให้ท่านก็ได้ อีกสามวันหลังจากนี้กำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อน พ่อแม่ของลูกสาวบุญธรรมของข้าล้วนอยู่ที่บ้าน ท่านคิดว่าเป็นวันนั้นดีหรือไม่?”
“ดีสิ ทำไมจะไม่ดี? ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันตามนี้ อีกสามวันให้หลัง ข้าจะไปเยือนถึงเรือนพร้อมแม่สื่อ”
……
ครั้นได้รับคำตอบจากเหวินฮูหยิน เรื่องแรกที่เย่อวี๋หรานทำเมื่อกลับถึงหมู่บ้านก็คือไหว้วานคนไปส่งข่าวที่บ้านหลี่ฉิน
เมื่อทราบข่าว มารดาของหลี่ฉินก็ดีใจยิ่งนัก
“ได้ยินไหม ฉินยาโถว มีคนถูกใจเจ้าแล้วนะ!”
ใบหน้าของหลี่ฉินแดงก่ำ ประท้วงอย่างขัดเขิน “ท่านแม่!”
“ไอ้หยา เจ้ายังเขินอายอีกหรือ นี่เป็นเรื่องดี อีกสามวันทางนั้นก็จะให้แม่สื่อมาสู่ขอแล้ว…
“ท่านแม่!”
เห็นท่าทางขัดเขินอย่างหนักของลูกสาวแล้ว มารดาของนางก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ยิ่งอยากแกล้งคนเป็นลูกสาวมากกว่าเดิม
ครู่ใหญ่จึงปล่อยลูกสาวไป ฉับพลันนั้นก็รู้สึกใจหาย
เฮ้อ…สุดท้ายลูกสาวก็เป็นของคนอื่น ต้องแต่งเข้าบ้านคนอื่นไป แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาเช่นนั้นจะมาถึงไวปานนี้!
ทันใดนั้นก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง
เรื่องมงคลของหลี่ฉินกับเหวินเหรินซานเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างถูกใจกัน ขั้นตอนต่าง ๆ จึงราบรื่น แม่สื่อมาเยือนเพียงรอบเดียวก็ตกลงปลงใจกันได้แล้ว
ขั้นตอนระหว่างนั้นไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงอีก กลับเป็นทางด้านหลิวเจี้ยนถงเสียอีกที่มีพิรุธชอบกล การหมั้นหมายเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
“อะไรนะ ลูกสาวของอาจารย์เสินหมั้นแล้ว?”
ตอนที่เย่อวี๋หรานได้ยินข่าว ปฏิกิริยาตอบสนองอันดับแรกก็คือพยายามนึกว่าลูกสาวของพวกเขาอายุเท่าไหร่ เหตุใดจึงรีบร้อนหมั้นหมายเช่นนี้
ไม่นึกก็ยังดี แต่ครั้นนึกขึ้นมาได้ก็พบว่าอีกฝ่ายอายุมากกว่าจูปาเม่ยไม่เท่าไหร่ แต่กลับหมั้นหมายเสียแล้ว
นางค่อนข้างสับสน ‘คนโบราณแต่งงานกันเร็วเช่นนี้เลยหรือ?’
“ใช่แล้วขอรับ พี่สาวอิงอวี่หมั้นแล้ว คนที่นางหมั้นด้วยก็คือศิษย์พี่เจี้ยนถง ท่านย่าก็รู้จักศิษย์พี่เจี้ยนถงใช่ไหมขอรับ เขาเป็นถงเซิง…” เอ้อร์เป่าพูดเสียงเจื้อยแจ้ว บอกว่าปีนี้หลิวเจี้ยนถงไปสอบเคอจวี่ด้วยกันกับจูชี น่าเสียดายที่ฐานะทางบ้านไม่อำนวย จึงได้แต่หยุดชะงักไว้ที่รอบฝู่ซื่อ
ถ้าอยากสอบระดับสูงกว่านี้ก็ได้แต่รอการสอบเยวี่ยนซื่อปีหน้าแล้ว
เขายังรู้สึกเสียดายแทนหลิวเจี้ยนถง ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านฐานะไม่ดีก็คงไม่เสียเวลาเปล่า ๆ ไปหนึ่งปีแล้ว
“เจ้าบอกว่าที่เขาไม่ได้สอบเยวี่ยนซื่อปีนี้เป็นเพราะที่บ้านไม่มีเงิน?” เย่อวี๋หรานถามเพราะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในสำนักศึกษาสักเท่าไหร่