ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 710 ข้าคิดว่าเจ้าให้สิ่งนั้นเป็นของขวัญจะดีมาก
บทที่ 710 ข้าคิดว่าเจ้าให้สิ่งนั้นเป็นของขวัญจะดีมาก
“ในเมื่อมีเหตุผล เจ้าก็ต้องให้เวลาข้าสักหน่อย ให้ข้ากลับไปปรึกษากับผู้ใหญ่ที่บ้านใช่ไหม?” แท้จริงแล้ว หลิวเจี้ยนถงต้องการยื้อเวลาให้ตนเองได้ใช้ความคิด
“อืม จำเป็นต้องใช้เวลาจริง ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันตามนี้ พอออกไปแล้วก็ไม่ต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกใครอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อาจเอาไปพูดกับอาจารย์กับแม่ของเจ้า รู้แค่พวกเราสองคนก็พอแล้ว จะได้ไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกไปทำให้พี่เจ้าเสียหาย รอให้ข้ากลับบ้านไปคุยกับผู้ใหญ่ก่อน ข้าค่อยให้คำตอบเจ้าอีกที”
“ตกลง”
เสินกวงจี้ไม่คิดว่าจะมีปัญหาตรงไหนจึงตอบตกลง
เดิมทีเข้าใจว่ามารอบนี้ก็จะได้รับคำตอบ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังต้องไปปรึกษาคนในครอบครัวอีก แต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะใคร่ครวญจากมุมไหนก็ไม่ผิด
เฮ้อ…
เสินกวงจี้ถอนหายใจ ได้แต่นึกยินดี โชคดีที่ตอนเขามาไม่ได้บอกใครเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ก็น่ากระอักกระอ่วนใจแล้ว!
เมื่อจูชีทราบข่าวการกลับมาของหลิวเจี้ยนถง เขาก็อยากเข้าตำบลมาพบอีกฝ่ายทันที
“ฟ้ามืดขนาดแล้วจะออกไปทำไม? ถ้าเจ้าอยากไปก็ไม่ต้องร้อนใจไปตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปกับต้าเป่าเอ้อร์เป่า” เย่อวี๋หรานขวางเขาเอาไว้ นางกล่าวว่า “พอดีเลย แม่จะไปบ้านเหรินซานพอดี พวกเราก็ไปด้วยกันนี่แหละ”
“ท่านแม่ ท่านไปบ้านเหรินซานทำไมขอรับ?”
เย่อวี๋หรานเหลือบตามองเขา “เรื่องส่วนตัวของเขา อย่าถามมาก”
“อ้อ” จูชีขานรับ จากนั้นก็เดินกลับเข้าเรือน ครุ่นคิดว่าจะเอาของขวัญอะไรไปให้หลิวเจี้ยนถง
เพราะคิดไม่ออกจึงไปขอความช่วยเหลือจากจูซาน
ต่างจากจูชีที่เป็นคนซื่อ ๆ จูซานนั้นมีสายตาแหลมคมยิ่ง เขาตอบกลับทันทีว่า “อาจารย์เสินทำบทเรียนเพิ่มเติมให้เจ้าไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่าเจ้าให้สิ่งนั้นเป็นของขวัญจะดีมาก”
“อ๋า? แต่อาจารย์บอกว่าของพวกนั้นเพียงเหมาะกับข้า ไม่เหมาะกับคนอื่น แม้แต่กวงจี้ก็ยังไม่ได้เลยนะ”
ตอนที่อาจารย์เสินเอามาให้จูชี เสินกวงจี้ก็อยู่ด้วย
เสินกวงจี้ยังนึกอิจฉา แม้ไม่ได้พูดออกมา แต่อาจารย์เสินก็มองออกอยู่ดี
“ไม่ต้องมองแล้ว ของพวกนี้ไม่เหมาะกับเจ้า สิ่งที่สอนเจ้าในยามปกติ เจ้ายังเรียนไม่หวาดไม่ไหว อย่าทำอะไรเกินกำลังตัวเอง เจ้าทำความเข้าใจบทเรียนเท่าที่มีตอนนี้ให้ถ่องแท้ก็พอแล้ว”
อาจารย์เสินกล่าวเช่นนี้แล้ว เสินกวงจี้ยังจะกล้ามีความคิดเป็นอื่นได้อย่างไร
แม้หลังจากนั้นจะแอบมาดูสิ่งที่บิดามอบให้จูชี แต่ก็ต้องยอมรับว่า เอาตนเองไปเทียบกับคนอื่นก็มีแต่จะปวดใจเสียเอง…อีกฝ่ายสามารถท่องของพวกนั้นได้ แล้วเขาท่องได้หรือ?
จูซานมองจูชีแล้วพูดว่า “ไม่ว่าจะเหมาะสมหรือไม่ เจ้าให้เขาไปแล้ว นั่นคือน้ำใจจากเจ้า แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้ยึดถือว่าสิ่งที่อาจารย์มอบให้เป็นอภิสิทธิ์ของตัวเอง ส่วนจะเรียนรู้ได้หรือไม่ได้ก็เป็นเรื่องของเขา”
“…ไม่ค่อยดีกระมัง? รู้อยู่แก่ใจว่าไม่เหมาะสมกับเขา ยังจะเอาไปให้เขา แบบนี้ไม่ใช่การทำร้ายคนอื่นหรือ?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่เหมาะ?”
“อาจารย์พูด”
“…” จูซานไร้คำจะกล่าว ได้แต่เปลี่ยนวิธีพูด “นั่นคือสิ่งที่อาจารย์พูด ไม่ใช่สิ่งที่เจี้ยนถงพูดเสียหน่อย ตกลงแล้วจะเหมาะหรือไม่เหมาะก็ต้องให้เจี้ยนถงตัดสินใจ นอกจากนี้ นั่นเป็นบทเรียนเสริมที่อาจารย์มอบให้เจ้า มีเพียงเจ้าส่งมอบสิ่งของพวกนี้ออกไป คนอื่นจึงจะรู้ว่าอาจารย์ได้มอบสิทธิพิเศษให้เจ้าหรือไม่”
จูชีกะพริบตาปริบ ๆ ไม่ใคร่เข้าใจนัก
สิ่งที่เดิมทีก็ไม่เหมาะกับหลิวเจี้ยนถง ไฉนจึงพูดถึงสิทธิพิเศษอะไรนั่นด้วยเล่า?
แต่ช่างเถอะ ในเมื่อพี่สามพูดเช่นนี้จะต้องมีเหตุผลแน่นอน เขาแค่เอาไปให้ก็พอแล้ว
ถึงอย่างไรของพวกนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไรอยู่แล้ว
ไม่ว่าจูซานจะสายตาแหลมคมเพียงใดก็คงคิดไม่ถึงว่า ไม่ว่าจะส่งมอบสิ่งของให้หรือไม่ สิ่งที่ควรเก็บเอาไว้ก็ยังต้องเก็บเอาไว้อยู่ดี
ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้จูชีเข้าสำนักศึกษามาทีหลัง ทั้งยังไม่ได้ฉลาดเท่าคนอื่น แต่กลับสอบเป็นซิ่วไฉได้ก่อนใครกันเล่า?
“นี่เป็นบทเรียนเสริมที่อาจารย์ยกให้เจ้า?” หลิวเจี้ยนถงเห็นสิ่งของในมือแล้วก็เงียบไป
จูชีพยักหน้า “ใช่แล้ว อาจารย์ให้มา พี่สามบอกว่าให้ข้าเอาของพวกนี้มาให้ท่าน ท่านจะได้ไม่พูดว่าอาจารย์ยกสิทธิพิเศษให้ข้า ไม่เข้าใจเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ อาจารย์ก็บอกแล้วว่าของพวกนี้เหมาะกับข้าเท่านั้น ไม่เหมาะกับคนอื่น ไม่อย่างนั้นก็คงเอาออกมานานแล้ว ไม่ให้ข้าคนเดียวหรอก…”
เขาได้พูดเรื่องอื่นอีกหรือไม่ หลิวเจี้ยนถงไม่ทราบ สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงคำว่า ‘สิทธิพิเศษ’ เท่านั้น
ทันใดนั้น เขาพลันนึกถึงเรื่องมงคลระหว่างตนเองกับเสินอิงอวี่
ถ้าเขาแต่งกับเสินอิงอวี่ เช่นนั้นคนที่อาจารย์เสินดูแลเป็นพิเศษก็จะเปลี่ยนมาเป็นเขาแล้วน่ะสิ?
เกรงว่าจูซานเองก็คงคิดไม่ถึงว่าความปรารถนาดีของเขากลับกลายเป็นอย่างอื่นในสายตาของหลิวเจี้ยนถงไปเสียได้
หากรู้เช่นนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจทีหลังหรือไม่ที่ให้จูชีเอาของพวกนี้มาให้อีกฝ่าย
ขณะที่จูชีมาพบอาจารย์เสินที่สำนักศึกษาและไปหาหลิวเจี้ยนถงที่เรือนพัก เย่อวี๋หรานก็ตรงไปที่เรือนสกุลเหวิน
ยามนั้นเหวินเหรินซานไปเข้าเวรแล้ว ที่บ้านมีเพียงเหวินฮูหยินและน้องสาวของเขา
“จูต้าเหนียง ไอ้หยา ท่านก็จริง ๆ เล้ย มากี่ครั้งก็เอาของมาฝาก ถ้าท่านยังทำแบบนี้อีก คราวหน้าก็ไม่ต้องมาแล้วนะ” เหวินฮูหยินพูดจาเกรงอกเกรงใจแต่มือกลับไม่ได้เคลื่อนไหวชักช้า รับของมาแล้วก็บอกให้ลูกสาวรีบไปยกน้ำชามารับแขก
ตอนแรกที่ลูกชายไปช่วยหญิงชนบทสูงอายุคนหนึ่งโดยไม่มีเหตุผล นางยังไม่พอใจอยู่บ้าง แต่อีกฝ่ายมักมาเยือนบ่อย ๆ ทั้งยังเอาสิ่งของมาฝากเสมอ ถึงไม่พอใจกว่านี้ก็มีแต่ต้องพอใจ…กินของคนอื่นวาจาต้องหวาน รับของคนอื่นมือไม้ต้องอ่อนนี่นา
สิ่งที่ทำให้นางนึกยินดีที่สุดย่อมเป็นเรื่องที่ลูกชายนางไปหมู่บ้านสกุลจูแล้วไปต้องตาเด็กสาวคนหนึ่งเข้า
แม้อีกฝ่ายจะเป็นเด็กสาวชนบท แต่พื้นเพใสสะอาด ทั้งยังเป็น ‘ลูกสาวบุญธรรม’ ของจูต้าเหนียง
อะแฮ่ม ตอนแรกไม่ถูกใจจูต้าเหนียง แต่ใครใช้ให้อีกฝ่ายมีลูกชายที่ได้เรื่องได้ราวกันเล่า ผ่านไปไม่กี่เดือน กลับสอบเป็นซิ่วไฉกลับมาได้แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เหวินฮูหยินไม่พอใจแค่ไหนก็เปลี่ยนเป็นพอใจเสียแล้ว แทบอยากตบแต่งลูกสาวบุญธรรมของอีกฝ่ายเข้าเรือนมาเสียเดี๋ยวนี้
เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ แม้จะเป็นตำแหน่งราชการแต่กลับไม่อาจนับได้ว่าเป็นขุนนาง
นั่นเป็นตำแหน่งระดับล่างสุดในที่ว่าการ ฐานะทางสังคมก็ไม่สูงมาก บางครั้งยังสู้ช่างฝีมือกับชาวนาไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกอย่างพวกเขาก็ไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ ได้แต่ทำงานอยู่ในที่ว่าการไปชั่วลูกชั่วหลาน บางครั้งอาจได้รับผลประโยชน์อะไรมาบ้าง ไม่เดือดร้อนเรื่องอาหารเครื่องนุ่งห่ม ทั้งยังสามารถส่งต่อตำแหน่งให้ลูกชายได้อีกต่างหาก
หากเป็นครอบครัวมั่งคั่งในตำบลก็คงไม่ชายตาแลสกุลเหวินที่เป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการเป็นแน่ ครอบครัวที่พวกเขาสามารถไปดองด้วยได้จึงมีอยู่อย่างจำกัด
ตัวเลือกหนึ่งคือครอบครัวที่เป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการเหมือนกัน แต่ที่ว่าการแห่งหนึ่งจะใหญ่ได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เลือกไปเลือกมาก็มีอยู่ไม่กี่บ้าน
ตัวเลือกหนึ่งคือครอบครัวที่ฐานะยากจนขัดสน ประเภทนี้พอแต่งเข้ามาก็มีแต่จะกลายเป็นภาระ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็จะไม่เลือก
อีกตัวเลือกก็คือคณิกากับนักร้องนางรำที่เป็นชนชั้นล่าง หากโชคดีหน่อยก็อาจได้พบชนชั้นวิชาชีพเก่าแก่
เหมือนกับเหวินฮูหยิน บิดาของนางก็เคยเป็นคนเชือดหมูมาก่อน ถือเป็นวิชาชีพแขนงหนึ่ง
เดิมทีนั้นฐานะทางบ้านยังไม่เลว แต่เมื่อบิดาที่เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเกิดเหตุไม่คาดฝัน ที่บ้านจึงถึงคราวลำบาก สุดท้ายเพราะไร้ทางเลือกจึงต้องแต่งให้บิดาของเหวินเหรินซาน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แม้หลี่ฉินจะเป็นเด็กสาวชนบท แต่นางมีประวัติครอบครัวใสสะอาด ฐานะทางบ้านก็ยังใช้ได้ ทั้งยังมีแม่บุญธรรมที่เป็นมารดาของซิ่วไฉคนหนึ่ง กล่าวได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมากแล้ว
อีกทั้งเหวินเหรินซานกับหลี่ฉินก็ยังมีใจให้กัน
เย่อวี๋หรานคุยกับคนสกุลเหวินขณะเดินเข้าไปนั่งในเรือน ดื่มน้ำชาไปคำหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ข้ายังจะมาเพราะเรื่องอะไรได้ ก็มาคุยกับท่านน่ะสิ อีกไม่กี่วันที่หมู่บ้านก็จะยุ่งกับเรื่องในนากันอีกแล้ว ถึงตอนนั้นคงไม่มีเวลาว่างเข้าตำบลมาพักใหญ่ จึงมาบอกท่านเอาไว้ก่อน”