ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 713 ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก
บทที่ 713 ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก
หลิ่วซื่อคาดคั้นกับต้าเป่าว่า เขาไม่อยากเป็นลูกชายของนางอีกแล้วเพราะแผลบนศีรษะคราวก่อนใช่หรือไม่?
อย่าคิดว่านางโง่ถึงจะได้ไม่สังเกตว่าตั้งแต่ลูกชายคนโตได้รับบาดเจ็บไปคราวนั้น ลูกชายทั้งสองก็พยายามเลี่ยงนาง
ในที่สุดต้าเป่าก็เข้าใจเสียทีว่ามารดาพูดถึงเรื่องอะไร แต่พอได้ยินคำตัดพ้อต่อว่าหลังจากนั้นของมารดาแล้ว เขาก็ทั้งอ่อนใจและเศร้าใจในคราวเดียวกัน
เดิมทีก็ไม่ได้มีเรื่องอะไร ไฉนพอมารดาเขาเป็นคนพูดกลับกลายเป็นมีเรื่องไปเสียได้?
มารดาของเขาจะคิดหาเรื่องให้น้อยลงหน่อยไม่ได้เลยหรือ?
“ท่านแม่…ท่านเลี้ยงกระต่าย เลี้ยงหมู ไม่ยุ่งหรือขอรับ?” ต้าเป่าถามอย่างระมัดระวัง
“ยุ่งสิ ทำไมจะไม่ยุ่ง? ถ้าไม่ใช่เพื่อพวกเจ้าสองคน ข้ากับพ่อเจ้าจะยุ่งขนาดนี้ไหม? พวกข้าทำไปเพื่อพวกเจ้าทั้งนั้น…” หลิ่วซื่อพล่ามยาวอีกคำรบ
นางตัดพ้อว่าเย่อวี๋หรานปฏิบัติต่อลูก ๆ อย่างไม่ยุติธรรม งานที่ทำเงินได้ยกให้ครอบครัวจูซื่อ งานที่มีหน้ามีตาก็ยกให้จูซาน มีแต่ครอบครัวของนางที่ไม่ได้อะไรเลย ได้แต่ทำงานหนักงานสกปรก
ต้าเป่าหนักใจ “ท่านแม่ กระต่ายพวกนั้น…ครอบครัวพวกเราได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุดแล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”
เขาอยากเตือนสติมารดาว่าท่านย่าไม่ได้ ‘อยุติธรรม’ อย่างที่มารดาคิด ทว่าลูก ๆ แต่ละคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ท่านย่าจะสนับสนุนก็ต้องดูว่าคนผู้นั้นมีความสามารถจะทำเรื่องนั้นหรือไม่
ยามนี้การค้าอาหารของครอบครัว ที่เป็นเนื้อสัตว์กว่าครึ่งก็รับมาจากบิดามารดาของเขาทั้งนั้น แล้วจะไม่ได้เงินได้อย่างไร?
มารดาของเขาเอาแต่จับจ้องเรื่องดี ๆ ของคนอื่น แต่กลับไม่เคยคิดว่าตัวเองได้รับอะไรมาแล้วบ้าง
“ใครบอกว่าพวกเราได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด? ข้าเลี้ยงกระต่ายพวกนั้น ดูแลพวกมันมาอย่างยากลำบาก สุดท้ายกลับเป็นอาสะใภ้สี่ของเจ้าที่ได้เงินไป…” พูดไปพูดมาก็พูดจาให้ร้ายหลี่ซื่อ
แม้แต่ละครั้งที่คิดบัญชี หลี่ซื่อล้วนบอกกล่าวอย่างละเอียดชัดเจน แต่ผู้ใดจะทราบว่าหลี่ซื่อไม่ได้ทำอะไรตุกติก?
หลี่ซื่อเป็นคนทำบัญชี นางเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ถ้านางจงใจหักออกไปเล็กน้อย ผู้ใดจะไปรู้?
“ท่านแม่ ท่านทำบัญชีของท่านเองไว้อีกเล่มก็ได้แล้วไม่ใช่หรือขอรับ?” ต้าเป่าช่วยออกความคิด
“ถ้าข้าทำเป็น ยังจะต้องให้เจ้าบอกอีกรึ? เพราะข้าทำไม่เป็นน่ะสิถึงได้ถูกคนอื่นกลั่นแกล้ง”
ต้าเป่า “…”
ตอนแรกอาสะใภ้สี่ก็ทำไม่เป็น แต่มาเรียนรู้เอาทีหลังเหมือนกันไม่ใช่หรือขอรับ?
ต้าเป่าไม่กล้าเสนอตัวช่วยทำบัญชีให้
เมื่อก่อนเขากับเอ้อร์เป่าเคยช่วยทำแล้ว มารดาของเขาเอาแต่บอกให้เขาลงบัญชีเพิ่มให้ครอบครัวตัวเอง ทำเหมือนกับว่าถ้าไม่ดึงของส่วนกลางมาเป็นของตัวเอง พวกเขาก็จะเสียเปรียบอย่างนั้นแหละ
ยังตำหนิเขากับเอ้อร์เป่าว่าโง่ เรื่องเอาเปรียบคนอื่นแบบนี้ก็ทำไม่เป็น
เฮ้อ…
ต้าเป่ายังจะพูดอะไรได้?
ครั้งนั้น ต้าเป่าไปเข้าห้องสุขานานไปสักนิดก็ได้แผลบนศีรษะกลับมา ครั้งนี้เอ้อร์เป่าสังเกตว่าพี่ชายไปนานเกินไปแล้วก็ชักจะนั่งไม่ติด
“อาเจ็ด พี่ใหญ่ไปปลดทุกข์เบากระมัง? ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก? เขาคงไม่ได้ตกส้วมไปแล้วหรอกนะ? ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูสักหน่อยแล้ว!”
ว่าแล้วก็วิ่งออกไปข้างนอก
“เจ้ารอหน่อย ข้าไปด้วย” จูชีวางตำราลงแล้วรีบวิ่งตามมา
ซานเป่ากับซื่อเป่าก็ตามมาเช่นกัน “รอด้วย พวกข้าไปด้วย”
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่กำลังปักผ้าอยู่ข้าง ๆ ต่างพากันอมยิ้ม
“เอ้อร์เป่าติดพี่เกินไปแล้ว ต้าเป่าเพิ่งไปได้ไม่นานก็ตามไปหาคนเสียอย่างนั้น”
“จะสนไปทำไม? พวกเขาพี่น้องสนิทกันน่ะสิ”
……
หลินซานเม่ยส่งสายตาให้หลินซื่อเม่ย พลางสะกิดแขนอีกฝ่ายเบา ๆ: พูดสิ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่รีบพูดเร็วเข้า
หลินซื่อเม่ยลอบทอดถอนใจ แต่นางก็รู้ว่าพี่สาวถึงวัยนั้นแล้ว หลี่ฉินกับแม่นางเสินในตำบลผู้นั้นทยอยหมั้นหมายกันไปแล้ว แต่พี่สามของนางกลับยังไร้วี่แวว
เรื่องนี้ดูเหมือนว่าคนตัดสินใจคือพี่รองของพวกนาง แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริงคือจูต้าเหนียงต่างหาก
จูต้าเหนียงไม่ออกปาก พี่รองหรือจะกล้า?
พวกนางยังไม่อยากทำให้ชีวิตอันสงบสุขที่หาได้ยากของพี่รองต้องพลอยมาวุ่นวายไปเพราะเรื่องนี้
“มีอะไรรึ? พวกเจ้าสองคนมองตากันแบบนั้นทำไม?” จูปาเม่ยเงยหน้าขึ้นมาเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้นของอีกฝ่ายพอดีจึงถามขึ้นอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร ก็แค่…” หลินซานเม่ยรู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “ให้ซื่อเม่ยเป็นคนพูดดีกว่า ข้าไม่กล้าพูด”
“ไม่กล้าพูดอะไรกัน?” จูปาเม่ยถาม “พี่รองเจ้าสร้างปัญหา หรือหลานสาวสามคนนั้นของพวกเจ้ากันล่ะ?”
“ไม่ใช่…” หลินซื่อเม่ยพูดขึ้นมา “พวกข้าได้ยินมาว่าเรื่องหมั้นหมายของหลี่ฉิน มีแม่เจ้าเป็นคนกลางคุยให้ใช่หรือไม่?”
จูปาเม่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ทำไมหรือ? พวกเจ้าคิดว่าเรื่องมงคลนี้มีอะไรไม่เหมาะสม?”
“ไม่ใช่หรอก” หลินซื่อเม่ยส่ายหน้า “อีกฝ่ายเป็นคนในตำบลเชียวนะ เรื่องมงคลดี ๆ แบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ยินดีด้วยยังแทบไม่ทัน แล้วจะมีอะไรไม่เหมาะสมกันเล่า?”
“แล้วพวกเจ้าพูดถึงเรื่องนี้ทำไม?”
“พี่สามของข้าอายุน้อยกว่าหลี่ฉินหน่อยเดียว” จูซื่อเม่ยบอกกล่าวเป็นนัย
หลินซานเม่ยจะว่าอายุมากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
เดิมทีตอนที่มารดายังอยู่ นางก็ใกล้จะถึงวัยดูตัวแล้ว ต่อมามารดาล่วงลับ เรื่องนี้จึงหยุดชะงักลงทั้งอย่างนั้น
เมื่อมาพึ่งพาผู้อื่นเลี้ยงดูอยู่ในเรือนสกุลจูแบบนี้แล้ว ยังจะกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีกได้อย่างไร?
ตอนนี้หากนับจากวันที่มารดาถึงแก่กรรมก็ยังไม่ครบสามปี ตามหลักแล้ว ช่วงไว้ทุกข์ยังไม่ครบกำหนด พวกนางยังไม่ควรเอ่ยถึง แต่ตอนนี้เบื้องบนไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ หากรอให้ครบกำหนดไว้ทุกข์ก่อนค่อยเริ่มพิจารณาก็คงได้กลายเป็น ‘แม่นางใหญ่’ กันพอดี
พวกนางที่เป็น ‘ลูกสาวกำพร้าแม่’ เดิมทีก็ออกเรือนได้ยากอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเกรงว่าคงยิ่งยากเข้าไปอีก
พวกนางจึงคิดว่า ถ้าสามารถเริ่มพิจารณาตั้งแต่ตอนนี้ มีตัวเลือกเอาไว้แล้ว รอจนครบกำหนดไว้ทุกข์แล้วหมั้นหมายก็น่าจะเป็นเรื่องดี
แน่นอนว่าเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไร ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างเต็มที่ยังคงเป็นจูต้าเหนียง
จูปาเม่ยงุนงง นางยังคิดตามไม่ทัน “หมายความว่า?”
“เม่ยเม่ยคนดี พวกข้าไม่ขอปิดบังเจ้า พวกข้าแค่อยากถามว่าแม่เจ้าเคยพูดไว้บ้างไหมว่าจะจัดการเรื่องมงคลของพวกข้าอย่างไร?” หลินซานเม่ยกุมมือจูปาเม่ย มองตาของอีกฝ่ายแล้วถามอย่างจริงใจ
จูปาเม่ยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน นางส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เคย ปกติเวลาข้าคุยกับท่านแม่ ท่านแม่ก็พูดถึงแค่เรื่องงานมงคลของข้า…”
“แล้วเรื่องมงคลของเจ้า แม่เจ้าว่าอย่างไรบ้าง?”
จูปาเม่ยกะพริบตาปริบ ๆ แล้วตอบว่า “ท่านแม่บอกว่าข้ายังเรียนรู้สิ่งที่ควรเรียนได้ไม่ครบ รอจนข้าเรียนครบหมดเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นก็ดูว่าจะสามารถออกเรือนให้คนดี ๆ ได้ไหม ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าในอนาคตข้าจะต้องเป็นคุณนายน้อยให้ได้!”
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย “…”
เอาเถอะ สำหรับพวกนางแล้ว เรื่องมงคลของปาเม่ยไม่อาจนำมาประกอบการวิเคราะห์เชื่อมโยงได้เลย
อย่าเพิ่งไปพูดถึงคุณนายน้อย แค่พวกนางสามารถแต่งให้คนดี ๆ สักคนได้ก็พอใจมากแล้ว
“แม่เจ้าไม่เคยพูดถึงเรื่องมงคลของพี่สามจริง ๆ?” หลินซื่อเม่ยเอ่ยเสริม “แม่เจ้าถึงขั้นตบแต่งหลี่ฉินเข้าตำบลไปแล้วนะ ไม่คิดบ้างหรือว่าที่จริงแล้วพี่สามของข้าก็สามารถออกเรือนได้แล้วเหมือนกัน…”
“แต่พวกเจ้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์อยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
“ข้ารู้ แต่เรื่องนี้ยังสามารถดูคนไว้ก่อน รอจนครบกำหนดค่อยหมั้นหมายก็ได้เหมือนกันนี่นา?”
“อ้อ!”
จูปาเม่ยเข้าใจแล้ว
ทำแบบนี้ได้เหมือนกันจริง ๆ นั่นแหละ!
บางครอบครัวลูกสาวโตแล้ว แต่บิดามารดามาถึงแก่กรรมพอดี จึงต้องแอบดูตัวกันอย่างเงียบ ๆ พอสิ้นสุดช่วงไว้ทุกข์ก็ออกเรือนทันที
ถ้าหลินซานเม่ยต้องไว้ทุกข์ให้ครบสามปีเสียก่อน ถึงตอนนั้นก็อายุค่อนข้างมากแล้ว จำเป็นต้องเลือกคนไว้ล่วงหน้า ถึงเวลาก็ค่อยออกเรือน
“ไม่อย่างนั้น ข้าช่วยถามท่านแม่ให้พวกเจ้าดีไหม?” จูปาเม่ยค่อนข้างมีน้ำใจกับพี่น้องคู่นี้
ถึงจะพูดอย่างไร พวกนางก็อาศัยอยู่ในเรือนสกุลจูมาสองสามปีแล้ว ย่อมรู้สึกสนิทสนมกันเป็นธรรมดา
นอกจากนี้ พวกนางสองคนก็มักดูแลจูปาเม่ยอยู่เสมอ ทั้งช่วยกลบเกลื่อนและช่วยทำงานให้ จูปาเม่ยย่อมจดจำใส่ใจเอาไว้ไม่มากก็น้อย