ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 716 ต้นกล้าตายเรียบ
บทที่ 716 ต้นกล้าตายเรียบ
“เอ๊ะ? นั่นคืออะไร?”
“ตรงไหน?”
“ก็ที่พวกนางนั่งอยู่นั่นไง”
“ข้าเห็นแล้ว เป็นม้านั่งกระมัง?”
“ปักดำกันอยู่ แล้วจะเอาม้านั่งมาทำไม?”
……
คนที่ไม่เคยปักดำมาก่อนย่อมไม่รู้ว่าการปักดำนั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
ต้องก้มกายอยู่แบบนั้นแล้วปักกล้าอยู่นานสองนาน มืออาจทนไหว แต่เอวรับไม่ไหวนี่นา
ถ้าไม่เชื่อละก็ ทุกคนสามารถลองก้มค้างอยู่กลางอากาศ เอื้อมมือลงไปแตะพื้นแล้วขยับไปทางซ้ายทีขวาทีดูก็ได้ ผ่านไปครู่เดียวก็จะเข้าใจเอง
ตอนแรกยังไม่รู้สึกอะไร เพียงรู้สึกว่าน่าสนุกดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็ชักจะเริ่มปวดเอวขึ้นมา
แต่ปัญหาก็คือถ้าเมื่อยแล้ว ท่านยังสามารถหยัดกายขึ้นมาบิดซ้ายบิดขวา แต่คนปักดำนั้นต้องทำงานแข่งกับเวลา แล้วจะมีเวลาพักมากสักเท่าไหร่เชียว?
ปีที่แล้วพวกหลิ่วซื่อได้สัมผัสความลำบากนั้นมากับตัวแล้ว จึงรู้สึกขยาดต่องานปักดำอย่างมาก
เย่อวี๋หรานได้ประสบกับตัวมาแล้ว ย่อมจะคิดหาวิธีรับมือเรื่องนี้ จึงบอกให้ช่างไม้ไฉช่วยทำม้านั่งปักดำให้ด้วย
ม้านั่งปักดำก็คือม้านั่งปกติที่เสริมฐานรองไว้ข้างล่าง สามารถใช้เท้าเหยียบได้ หน้าตาเหมือนเรือ และสามารถใช้นั่งได้
“ม้านั่งปักดำ?”
ตอนแรกที่มีคนได้ยินหลี่ซื่อบอกว่าคืออะไรก็ยังคงงุนงง ไม่เข้าใจว่าของสิ่งนี้มีไว้ใช้ทำอะไร
“ฮ่า ๆๆ…ไม่รู้ใช่ไหมเจ้าคะ? ของสิ่งนี้มีไว้ใช้ตอนปักดำ ช่วยให้ไม่ปวดเมื่อยเอว และยังใช้นั่งพักได้อีกด้วย” หลี่ซื่อยิ้มขณะอธิบาย “รอจนพวกท่านได้ลองปักดำจริง ๆ จัง ๆ ก็จะเข้าใจว่างานพวกนี้เมื่อยเอวขนาดไหน แต่ไม่เป็นไรเลย ปีนี้พวกท่านใช้ที่นาเพียงหนึ่งหมู่มาทดลองทำนาน้ำ คนทั้งบ้านช่วยกันทำ ไม่นานก็เสร็จแล้ว อดทนเอาไว้เดี๋ยวก็ผ่านไปเอง”
คนผู้นั้น “…”
ฟังเจ้าพูดแล้ว ไฉนรู้สึกว่าน่ากลัวพิกล?
“มีชาวนาคนไหนกลัวลำบากด้วยรึ?” มีคนไม่เชื่อเช่นกันจึงไม่เก็บคำพูดของหลี่ซื่อมาใส่ใจ
แต่เรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ เพราะเย่อวี๋หรานเรียกให้ไปดูการปักดำแล้ว
ต้นกล้ากระจาดหนึ่งส่งมาถึงเบื้องหน้าพวกหลิ่วซื่อ แต่ละคนหยินมัดกล้าขึ้นมาคนละไม่กี่มัด
จูต้ารับกล้าส่วนที่เหลือมาโยนไปยังพื้นที่ว่างเบื้องหลังพวกนาง
“ต้นกล้าพวกนี้ไม่ได้เปราะบางอย่างที่พวกท่านคิด แค่โยนไปแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับพวกมันมากมาย”
“แต่พวกท่านต้องระวังให้ดี จะต้องให้ด้านนี้หันหัวลงข้างล่าง จะโยนสลับกันไม่ได้”
“แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าลงไปเหยียบในนาจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทั้งยังประหยัดแรงได้อีกต่างหาก”
……
ระหว่างที่เย่อวี๋หรานกำลังพูด จูต้าก็ทำงานเสร็จแล้ว จากนั้นก็หาบกระจาดจากไป
บรรดาผู้หญิงสกุลจูกำลังขึงเชือกสำหรับปักกล้า
ผู้หญิงที่ยืนอยู่สองฝั่งของแปลงนารับผิดชอบขึงเชือก ส่วนตรงกลางเพียงปักกล้าไปก็พอแล้ว ระยะห่างระหว่างแถวแนวนอนพอเหมาะพอเจาะ ขณะที่ระยะห่างระหว่างแถวแนวตั้งนั้นให้ยึดตามปมบนเชือก
ผ่านไปไม่นาน ภาพแปลงนาที่มีต้นกล้าเรียงรายเป็นระเบียบก็ปรากฏสู่สายตา
หลักการนั้นไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานเป็นคนพูด เพราะพวกผู้หญิงสกุลจูได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเมื่อคนในหมู่บ้านที่มามุงดูสาธิตการปักดำถามขึ้นมา พวกนางก็อธิบายให้อีกฝ่ายฟังจนเข้าใจ
การปักกล้าเป็นงานที่ซ้ำซากและน่าเบื่อ มิหนำซ้ำยังเมื่อยเอว มีคนคุยด้วยช่วยจึงให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
ตอนแรกยังดูง่ายดาย พอเวลาผ่านไปพวกผู้หญิงสกุลจูก็ไม่มีอารมณ์จะพูดคุยด้วยแล้ว คนที่ยืนมองจากบนคันนาเหล่านั้นต่างก็ทยอยกันจากไป
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยยังต้องกลับไปทำอาหารของวันนี้ หลังจากดูไปได้พอสมควรแล้วก็จูงมือพวกเด็ก ๆ เดินกลับเรือน
พวกนางย่อมไม่ทราบว่าตนเองได้กลายเป็นทิวทัศน์ที่งดงามอีกรอบแล้ว
เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทดลองทำนาน้ำ เย่อวี๋หรานกลัวว่าจะเกิดเรื่อง จึงหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเอาไว้ว่าบ้านไหนจะปักดำเมื่อไหร่ก็ให้มาลงชื่อกับพวกเขาเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็จะส่งผู้ดูแลฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายไปคอยกำกับดูแล
แม้จะไม่อาจรับประกันได้เต็มสิบส่วนว่าจะไม่เกิดเรื่อง แต่สามารถลดความเสียหายลงได้สักน้อยก็ยังดี
ถึงจะป้องกันร้อยแปดพันเก้า แต่ก็ยังไม่อาจป้องกันคนที่ชอบทำเรื่องโง่งมได้อยู่ดี
ขณะที่ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทันใดนั้นก็มีคนทำลายความเงียบสงบนั้นขึ้นมา
“อ๊าย!…”
เสียงร้องแหลมดังขึ้น ทำให้คนทั้งหมู่บ้านสกุลจูสะดุ้งตกใจ
ตามมาด้วยเสียงร้องลั่น “ต้นกล้าของข้า!”
“เจ้าคนสมควรตายจากที่ไหนกล้าทำให้ต้นกล้าข้าตาย ข้าจะไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษของมันผู้นั้น!”
“ฮือ ๆๆ…”
……
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเสียงนี้คุ้นหูชอบกล?” คนที่อยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมามองไปรอบด้าน
“จะไม่คุ้นได้รึ? ก็เสียงของหญิงปากสว่างน่ะสิ”
“หา หญิงปากสว่าง? นาน้ำของบ้านนางอยู่ใกล้กับนาของพวกเราหรือ?”
“ใช่แล้ว อยู่ข้าง ๆ นี่เอง” ภรรยาของเขาชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
ฝ่ายสามีมองตามไปจึงเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่บนคันนาที่ถูกพงหญ้าบดบังเอาไว้
เขาค่อนข้างประหลาดใจ “หญิงปากสว่างจริง ๆ ด้วย นางจะร้องไห้ทำไม? คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอกนะ?”
“คงไม่ได้ถูกสามีตีอีกแล้วหรอกนะ?”
“ต่อให้ถูกตีก็ไม่น่าวิ่งมาร้องไห้ตรงนี้นี่นา! ข้าเหมือนจะได้ยินว่าเป็นเรื่องต้นกล้า?”
ถึงจะไม่อยากไปยุ่งเรื่องของหญิงปากสว่าง แต่อย่างไรก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จะไม่ยุ่งก็คงไม่ดี สองสามีภรรยาจึงวางงานในมือลงแล้วเดินเข้าไปหา
พอเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้สาเหตุที่หญิงปากสว่างร้องไห้
ในนาน้ำตรงหน้านาง ต้นกล้าทั้งหลายตายหมดแล้ว
“ทำไม…ทำไมถึงเป็นอย่างนี้เล่า?!”
ชายผู้นั้นตะลึงพรึงเพริด ทางด้านพวกเขากำลังปักดำกันอยู่เลยนะ ไฉนต้นกล้าของบ้านหญิงปากสว่างถึงมีสภาพนี้ได้เล่า?
คุณพระคุณเจ้าช่วย!
ต้นกล้าของหญิงปากสว่างเติบโตได้ดียิ่ง เมื่อวานภรรยายังมาพูดกับเขาอยู่เลยว่า ต้นกล้าในแปลงนาของนางสูงกว่าของพวกตนเสียอีก
รู้สึกเหมือนจะโตกว่าของบ้านจูต้าเหนียงเสียด้วย!
“ฮือ ๆๆ…ข้าจะไปรู้รึ?” หญิงปากสว่างกล่าวเสียงสะอื้น “พอข้ามาดูตอนเช้าก็กลายเป็นแบบนี้หมดแล้ว? เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย แค่ชั่วข้ามคืนทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้?”
“ฮือ ๆๆ…นาบ้านข้าอยู่ใกล้กับของพวกเจ้า พวกเจ้ามาเช้าขนาดนั้น ได้เห็นคนแปลก ๆ เดินผ่านมาทางนี้บ้างไหม?”
“ใครกันที่มีความแค้นกับข้า ถึงได้มาทำร้ายข้าอย่างนี้?”
……
เรื่องเกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหารถือเป็นเรื่องใหญ่
มีชาวนาคนไหนไม่ได้พึ่งพานาข้าวเพื่อเลี้ยงครอบครัวบ้าง?
เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ พวกเขาสองคนย่อมไม่กล้าชักช้า ให้คนหนึ่งอยู่เป็นเพื่อนหญิงปากสว่าง ส่วนอีกคนรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส เชิญพวกเขามาดู
“ตายไม่เหลือเลยสักต้น?”
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ยินก็มีสีหน้าประหลาดใจ
ชายผู้นั้นพยักหน้า “ขอรับ ตายหมดเลย ข้าเห็นกับตาตัวเอง ต้นกล้าในนาน้ำหนึ่งหมู่นั้นตายเรียบ ไม่รอดสักต้น…เจ้าหน้าที่ ท่านต้องหาคนผู้นี้ออกมาให้ได้นะขอรับ ต้องมีความแค้นแค่ไหนกันถึงได้มาทำลายต้นกล้าในนาคนอื่นแบบนี้? ยังมีความเป็นคนอยู่ไหม?”
เจ้าหน้าที่ได้ยินว่าเป็นเรื่องร้ายแรงเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “เจ้าสารเลวคนไหนไม่อยากมีชีวิตแล้ว แต่มาก่อเรื่องให้ข้าแบบนี้? ไป พาข้าไปดูซิ”
เขาโมโหเดือดดาลอย่างยิ่ง
สองวันมานี้ เขาเพิ่งปรึกษาเรื่องในหมู่บ้านกับผู้อาวุโสว่า รอจนการเก็บเกี่ยวของปีนี้เสร็จสิ้นก็จะเข้าไปพบนายอำเภอ เพื่อขอผลประโยชน์เล็กน้อยกลับมาให้คนในหมู่บ้าน
กลายเป็นว่ายังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวก็มีคนกล้ามาทำเรื่องต่ำช้าในหมู่บ้านเสียแล้ว?!
แบบนี้มันไม่เห็นเขาที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านอยู่ในสายตาชัด ๆ
ครั้นผู้อาวุโสได้ยินก็โมโหโกรธาเช่นกัน “สมควรตาย! อย่าให้ข้าจับตัวได้นะ ข้าจะเอาให้ตายเลยเชียว!”