ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 715 สาธิตการปักดำ
บทที่ 715 สาธิตการปักดำ
เย่อวี๋หรานสุ่มเลือกคนมาทดลองถอนกล้าตามการสาธิตของตนเอง เพราะเกรงว่าคนในหมู่บ้านจะไม่เชื่อว่าต้นกล้าเหล่านี้สามารถถอนออกมาได้อย่างง่ายดาย
“จริงด้วยแฮะ ถอนง่ายมากเลย” คนที่ได้ทดลองทำกล่าวด้วยสีหน้ายินดี “เห็นไหม ทำแบบนี้ แค่ดึงก็หลุดออกมาแล้ว ง่ายมาก”
“ฮ่า ๆๆ…เจ้าระวังหน่อย ของพวกนี้ล้ำค่ามากเลยนะ อย่าดึงผิดล่ะ” ทุกคนเห็นเขาถอนออกมาได้ง่าย ๆ อย่างนั้นก็ย่อมจะดีใจ แต่ก็ยังเตือนเขาว่าอย่าประมาท
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ จูอู่ และแม้กระทั่งจูชีล้วนมาช่วยกันถอนกล้า
นอกจากถอนกล้าแล้ว ยังต้องนำมามัดรวมกันอีกด้วย เย่อวี๋หรานสาธิตวิธีมัดต้นกล้าให้ทุกคนดู
“ให้เตรียมหญ้าแห้งเอาไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็มัดเป็นกำ ๆ แบบนี้แล้วเอาไปแช่ไว้ในน้ำ พอตอนจะขนย้ายค่อยเก็บขึ้นมาใส่กระจาดแล้วหามออกไป…”
มีคนมากก็ย่อมทำงานได้เร็ว สกุลจูมีผู้ชายมาก ในไม่ช้าก็ถอนกล้าได้เต็มกระจาดแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ได้รอช้า บอกให้จูเอ้อร์กับจูซานทำงานต่อไป แล้วขนกล้าชุดนั้นจากไปพร้อมคนอื่น ๆ
ในนาน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อรออยู่ด้านนั้นแต่แรกแล้ว
หลิวซื่อตั้งครรภ์จึงไม่ได้มาทำงานด้วย แต่พาจูปาเม่ย หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่า รวมถึงเด็กน้อยสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนมาคอยยืนมองจากบนคันนา ร่วมชมความครึกครื้นด้วยกัน
ใครบางคนตาดี มองปราดเดียวก็สังเกตเห็นเด็กสาวทั้งสาม
สายลมพัดผ่านมาพาให้ชายกระโปรงสะบัดไหวราวกับผีเสื้อกระพือปีก
เมื่อเข้าไปพินิจใกล้ ๆ จึงพบว่า ที่แท้นั่นคือลายปักดอกไม้บนกระโปรง มีทั้งสีชมพู สีฟ้า และสีแดง สอดรับกับดวงหน้าละมุนละไมของเด็กสาวทั้งสาม แลดูงดงามชวนมองยิ่งนัก
คนหนุ่มบางคนเห็นแล้วก็อดใจไม่อยู่ สะกิดคนข้าง ๆ พลางกระซิบกระซาบ “นี่ เห็นไหม?”
“เห็นอะไร?”
“ทางนั้น พวกเด็กสาวบ้านจูต้าเหนียง”
พออีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้น คนผู้นั้นค่อยสังเกตว่าด้านนั้นมีเด็กสาวรูปงามแฉล้ม เบื้องหน้าพลันสว่างวาบ
แต่เขาก็ไม่ลืมเตือนอีกฝ่าย “หยุดคิดเชียว ลูกสาวของจูต้าเหนียงไม่ใช่คนที่พวกเราจะไปอาจเอื้อมหรอกนะ”
“ทำไมจะไม่ได้?” อีกฝ่ายยังไม่ยอม
“พี่ชายแท้ ๆ ของคนเขาเป็นถึงซิ่วไฉ ยังจะแต่งให้ชาวนาตาดำ ๆ อีกรึ? เจ้าไม่ได้ยินเรอะว่าลูกสาวบุญธรรมของจูต้าเหนียงได้หมั้นหมายกับคนในตำบลเชียวนะ…”
มีใครไม่รู้บ้างว่าจูต้าเหนียงมีลูกสาวที่ยังไม่หมั้นหมาย?
คนหมายปองมีจำนวนไม่น้อย แต่คนที่กล้าลงมือกลับมีอยู่ไม่กี่คน
ช่วยไม่ได้นี่นา จูต้าเหนียงไม่ได้มีแค่ลูกสาว แต่ยังมีลูกชายที่กล้าลงมือโหด ๆ อีกหลายคน
ตั้งแต่จูต้ามาจนถึงจูซื่อกับจูอู่ มีใครไม่ถนัดเรื่องต่อยตีบ้าง?
เอาเป็นว่าคนที่หมายปองลูกสาวบ้านนั้นล้วนถูกสั่งสอนไปเสียทุกราย หลังจากนั้น พอเห็นลูกสาวบ้านนั้นคราใดก็เป็นต้องอ้อมไปอีกทาง
สองปีก่อนยังได้เห็นลูกสาวสกุลจูวิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านราวกับหญิงเสียสติ ทำให้ใคร ๆ พากันรังเกียจ ตอนนี้กลับน้อยนักที่จะเห็นเงาร่างของพวกนาง เพียงได้ยินข่าวลือบ้างเป็นบางครั้งบางคราว
ลือกันว่าลูกสาวสกุลจูหาเงินเก่ง ไม่เพียงแต่ทำชาดเป็น ยังย้อมผ้ากับทำอาหารเป็นอีกต่างหาก ใครได้แต่งนางเข้าบ้านก็เสมือนได้โอบกอดแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำ สะสมบุญกุศลมานับแปดชาติ
“ข้า…” คนผู้นั้นหัวใจรัดแน่น “ข้าไม่ได้บอกว่าจะแต่งลูกสาวแท้ ๆ ของคนเขาเสียหน่อย เด็กสาวที่สกุลจูเลี้ยงดูคนนั้นก็ไม่ได้รึ?”
“คนที่สกุลจูรับเลี้ยง?” อีกฝ่ายตะลึงไป “เจ้าล้อเล่นหรือเปล่า นางไม่มีแม่นะ ได้ยินว่าพ่อของนางก็ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่…”
“แล้วอย่างไร? นางเป็นคนที่จูต้าเหนียงเลี้ยงมานะ จูต้าเหนียงพูดเองว่าเลี้ยงมาด้วยกันกับลูกสาวตัวเอง ต่อให้พวกนางทำได้ไม่ถึงสิบส่วนของจูปาเม่ย แต่เรียนมาได้สักสองสามส่วนก็พอใช้อยู่ดีไม่ใช่รึ?” คนผู้นั้นกวาดสายตามองกระโปรงของพวกเด็กสาวแล้วกล่าวว่า “เจ้าดูเสื้อผ้าของพวกนางสิว่างามปานไหน เจ้าคิดว่าพวกจูต้าเหนียงจะทำให้นางงั้นรึ?”
“นั่นก็ใช่…”
คนที่ได้ยินก็หวั่นไหวไม่น้อย
เพียงมองกระโปรงของหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็ทราบว่าพวกนางมีชีวิตไม่เลว
ทั้งที่เป็นผ้าเนื้อหยาบเหมือนกัน แต่เมื่อย้อมสีและปักลายดอกไม้ออกมาแล้ว กลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ เมื่อพวกนางยืนอยู่ทางนั้น เด็กสาวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านล้วนเทียบไม่ติด เป็นความแตกต่างที่ยากจะอธิบาย เพียงรู้สึกว่าพวกนางแลดูงามจับตาน่าทะนุถนอมมากกว่า
ถ้าเย่อวี๋หรานล่วงรู้ความในใจของเด็กหนุ่มเหล่านี้คงต้องนึกขันเป็นแน่ ‘ต้องไม่เหมือนอยู่แล้วสิ ข้าเป็นคนสอนมารยาทให้พวกนางเองกับมือเชียวนะ’
นางไม่ได้คาดหวังว่าพวกจูปาเม่ยจะต้องโตมาเหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ไปเสียทุกอย่าง แต่มารยาทที่พึงมีก็ต้องมี บุคลิกภาพที่พึงมีก็ต้องมีเช่นกัน
ประโยคนั้นกล่าวไว้ว่าอย่างไรกันนะ?
เมื่อคนเรามีความรู้ย่อมจะแตกต่างออกไป นางไม่ได้คาดหวังว่าพวกนางจะต้องเชี่ยวชาญกลอนกวี แต่จะต้องรู้หนังสือ ทำบัญชีเป็นและเข้าใจศิลปะการครองเรือน
นางอาจไม่ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย แต่สิ่งที่นางสอนให้นั้นมากพอจะทำให้พวกนางโดดเด่นเหนือเด็กสาวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านแล้ว
เมื่อพวกเด็กสาวโตขึ้นเรื่อย ๆ เย่อวี๋หรานก็ให้พวกนางออกมาข้างนอกน้อยลงตามลำดับ ทำให้พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านรู้สึกเหมือนไม่ได้เห็นหน้ามานาน
พอได้มาเห็นหน้าอีกครั้งก็ต้องตกตะลึง
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย บรรดาท่านอาท่านป้าทั้งหลายก็ยังอดมองซ้ำไม่ได้ “นี่…คือปาเม่ยกระมัง? สองคนข้าง ๆ นางคือใครหรือ? ไม่เห็นได้ยินว่าสกุลจูมีแขกมาเยี่ยมเลยนี่นา…”
“น้องสาวสองคนของสะใภ้ห้าของจูต้าเหนียงน่ะสิ เจ้าลืมไปแล้ว?”
“ไอ้หยา พวกนางเองรึ” นางประหลาดใจ “ดูไม่ออกเลย สกุลจูเลี้ยงคนเก่งเกินไปแล้ว ดูใบหน้าเล็ก ๆ นั่นสิ ขาวมีน้ำมีนวล แดงละมุนละไม หน้าตาน่ามองกว่าพวกเด็กสาวในตำบลเสียอีก”
“แน่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นลูกสาวบุญธรรมของจูต้าเหนียงจะตบแต่งเข้าตำบลไปได้งั้นเรอะ? ก็ต้องเป็นเพราะเลี้ยงได้ดี ถึงได้ทำให้คนเขามาต้องตาเข้าน่ะสิ”
“อ้อ จริงด้วย คราวก่อนเจ้าไปคุยกับจูต้าเหนียงเรื่องที่เจ้าต้องตาลูกสาวของนางมาแล้วไม่ใช่รึ? จูต้าเหนียงว่าอย่างไรบ้าง?”
“อายุยังน้อย ไม่รีบร้อน”
“แล้วเด็กสาวที่รับเลี้ยงสองคนนั้นเล่า?”
“…ตอนนั้นยังไม่ถูกใจ”
“ตอนนี้เสียดายแล้วล่ะสิ?”
“…” ความจริงจูต้าเหนียงปฏิเสธมาแล้ว โดยอ้างว่าพวกนางยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์
แต่เรื่องบางอย่างก็ไม่อาจพูดให้ชัดเจนเกินไป ไม่อย่างนั้นคนอื่นได้เข้าใจว่าลูกชายนางถูกคนอื่นเขารังเกียจเอาพอดี
ตอนแรกเย่อวี๋หรานปฏิเสธแทนหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยโดยอ้างว่าอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ทุกคนนับเวลาดูแล้วก็ยังต้องรออีกสองสามปี จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ผู้ใดจะไปคาดว่า การหมั้นหมายของหลี่ฉินกับแม่นางเสินจะทำให้หลินซานเม่ยมีความคิดเช่นนี้ขึ้นมา?
ช่วยไม่ได้นี่นา ไม่มีมารดาคอยคิดให้ พวกนางก็ต้องเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง
แต่สิ่งที่พวกนางไม่ทราบก็คือ เย่อวี๋หรานไม่รีบร้อนเพราะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
ประการแรก พวกนางยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ เพื่อชื่อเสียงของพวกนางแล้ว ไม่อาจให้มีข่าวลือใด ๆ แพร่ออกไปเป็นอันขาด อีกประการเป็นเพราะในสายตาของเย่อวี๋หราน พวกนางสองคนยังเล็ก เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องร้อนใจเลย
ต่อให้อายุสิบแปดไม่ออกเรือนมีความผิด รอจนอายุสิบหกสิบเจ็ดค่อยดูตัวก็ยังไม่สาย
แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ…นอกจากเหวินเหรินซาน ตอนนี้เย่อวี๋หรานยังไม่มีเด็กหนุ่มที่ถูกใจ
คนตาดีกลุ่มหนึ่งมองเห็นพวกเด็กสาว ขณะที่คนตาดีอีกกลุ่มสังเกตเห็นสิ่งของที่อยู่ในนาน้ำ
ตอนมองจากไกล ๆ เข้าใจว่าพวกหลิ่วซื่อก้มตัวอยู่เหนือนาน้ำ แต่เมื่อเข้าใกล้แล้วจึงพบว่า…พวกนางไม่ได้ก้มอยู่ แต่กำลังนั่งอยู่ต่างหาก