ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 720 สูงกว่าหรือสูงเท่ากัน
บทที่ 720 สูงกว่าหรือสูงเท่ากัน
จะไม่อยากทำนาน้ำได้อย่างไร?
แม้นาน้ำอาจไม่ได้ให้ผลผลิตเป็นเท่าตัว แต่ข้าวหลายหาบที่เก็บเกี่ยวได้ก็สามารถเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวได้นานพอสมควร
จูหย่งหนิงเผยอปากขึ้นมาหลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เพราะเขารู้สึกว่าตนเองในตอนนี้ขายหน้ายิ่งนัก ราวกับว่าใบหน้าถูกคนกระชากลงมาเหยียบย่ำตามอำเภอใจ
เขาไม่พูดอะไร กลับเป็นภรรยาของเขาเสียอีกที่ร้อนใจ สะกิดแขนลูกชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า “พูดอะไรบ้างสิ!”
ลูกชายของเขาถูกหญิงปากสว่างสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด ท่าทางหัวอ่อนยิ่งนัก หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเสียคนไปแล้ว เป็นพวกขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง
ไม่อย่างนั้น หญิงปากสว่างอาละวาดใหญ่โตขนาดนี้แล้ว เหตุใดลูกชายอย่างเขากลับไม่กล้าพูดอะไรสักคำเลยเล่า?
แต่ก็ไม่อาจโทษหญิงปากสว่างไปเสียทั้งหมด เพราะจูหย่งหนิงเองก็ทำตัวไม่มีปากไม่มีเสียงเป็นตัวอย่างมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วเช่นกัน
“ตกลงแล้วยังจะทำหรือไม่ทำ?” ผู้อาวุโสถามย้ำ
เขาย่อมทราบดีว่านาน้ำมีความสำคัญต่อครอบครัวชาวนามากเพียงใด
แต่เขาต้องการให้จูหย่งหนิงเป็นคนพูด เพราะจูหย่งหนิงเป็นหัวหน้าครอบครัว ขอเพียงจูหย่งหนิงเอ่ยปาก พวกเขาที่เป็นคนนอกจึงจะมีเหตุผลในการเข้าไปยุ่ง
ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากให้เจ้าเข้าไปยุ่ง แต่เจ้ากลับยื่นมือเข้าไปยุ่ง นั่นก็กลายเป็นการเจ้ากี้เจ้าการคนอื่นแล้ว
เจ้าหน้าที่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาต้องเหลือทางถอยไว้ให้คนทั้งสอง
เรื่องนี้ไม่ว่าจูหย่งหนิงจะพูดออกมาหรือไม่ พวกเขาก็ต้องเข้าไปจัดการอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นผู้อาวุโสจึงต้องรับบทคนร้าย ใช้ไม้แข็ง ส่วนเขาเล่นบทคนดี เหลือทางลงให้ทั้งคู่
พวกเขาร่วมมือกันมาหลายครั้งหลายครา ความรู้ใจเท่านี้ย่อมต้องมีอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้อาวุโสค่อยได้ยินน้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้นว่า “ทำ…”
ผู้อาวุโสลอบโล่งอก ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจอีก “ดี ในเมื่อเจ้าจะทำ พวกข้าก็จะจัดการเรื่องนี้ต่อไป และในเมื่อพวกข้าเข้ามาจัดการแล้วก็ต้องพูดให้ชัดเจนไว้ก่อนว่า ถ้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าสองคนพูด พวกเจ้าก็อย่าสอดปาก”
“โดยเฉพาะเจ้า หญิงปากสว่าง” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย “ได้ยินไหม?”
หญิงปากสว่างรับคำ “ได้ยินเจ้าค่ะ!”
เวลานั้นอากาศยังคงหนาวเย็น เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสกังวลว่าหากสวมเสื้อผ้าเปียก ๆ ไปนาน ๆ อาจจับไข้ได้ป่วยแล้วจะยุ่งยากเอาได้
ถึงอย่างไรเรื่องต้นกล้าตายก็ใช่ว่าจะคลี่คลายได้ในเวลาอันสั้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงบอกให้ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างกลับไปเอาชุดสะอาดมาให้พ่อแม่สามีเปลี่ยน ส่วนคนอื่นที่เสื้อผ้าเปียกชื้นก็กลับไปเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่
ฝ่ายนั้นกลับไปเปลี่ยนชุด ฝ่ายเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็ไม่ได้รีรอ คนหนึ่งสอบถามคนในหมู่บ้านต่อไป อีกคนก็เข้ามาอธิบายสถานการณ์ก่อนหน้านี้ต่อเย่อวี๋หราน
มาจนถึงเวลานี้ เรื่องต่าง ๆ ค่อยกลับมาดำเนินการไปตามที่ควรจะเป็น
เย่อวี๋หรานได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วก็พยักหน้าเบา ๆ “หมายความว่าจนถึงตอนนี้ยังสอบสวนอยู่ว่ามีใครผ่านมาทางแปลงนาของหญิงปากสว่างอยู่บ้างใช่ไหมเจ้าคะ?
“อืม! ทุกคนกำลังปักดำกันอยู่ คนที่เดินผ่านไปผ่านมามีมาก เฉพาะตอนที่หญิงปากสว่างปักดำอยู่ก็เห็นคนผ่านไปมาหลายคนแล้ว” เจ้าหน้าที่กล่าว “คนพวกนั้น ผู้อาวุโสถามไปแล้ว พวกเขาตอบได้หมดว่าตนเองมาทำอะไร พวกเขาไม่ได้มีความขัดแย้งใหญ่โตอะไรกับหญิงปากสว่าง แต่เรื่องกระทบกระทั่งกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ในอดีตก็พอมีอยู่บ้าง…”
“ก็จริง ด้วยนิสัยของหญิงปากสว่าง จะทะเลาะกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร” เย่อวี๋หรานถาม “แล้วนาน้ำเล่า ได้ให้คนเฒ่าคนแก่ที่มีประสบการณ์มาดูหรือยัง?”
“เชิญมาแล้ว บอกว่าเหมือนจะแห้งตายน่ะ” กล่าวถึงตรงนี้ เจ้าหน้าที่ก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ “ไม่รู้ว่ามีปัญหาตรงไหน มีน้ำอยู่แท้ ๆ แต่กล้ากลับแห้งตายเนี่ยนะ…”
เพื่อให้เย่อวี๋หรานเข้าใจว่าต้นกล้าเหล่านั้นแห้งตายลักษณะไหน เจ้าหน้าที่จึงพานางไปที่ริมคันนา เอาต้นกล้าที่ถอนออกมาก่อนหน้านี้มาแสดงให้นางดู
เห็นได้ชัดว่าการแห้งตายลักษณะนี้ไม่ใช่การแห้งตายจากยอดกล้าลงไปยังราก แต่เป็นการแห้งตายจากรากโดยตรง
เย่อวี๋หรานสังเกตว่า ไม่เพียงแต่ลำต้นลีบแห้ง รากยังมีร่องรอยหักจำนวนมาก
นางชี้ไปที่กล้าต้นนั้นพลางเอ่ยถาม “ตรงนี้เกิดจากอะไร? พวกท่านถอนไม่ระวังเลยทำมันหักไปงั้นหรือ?”
“ไม่รู้สิ อาจจะกระมัง…”
“ท่านได้สังเกตไหมว่าเมื่อครู่ก่อนที่หญิงปากสว่างเอาแต่ร้องป่าวว่าข้าเป็นคนทำ สาเหตุที่นางสงสัยแบบนั้น นอกจากเพราะแค้นเก่าของพวกข้าแล้ว ยังมีอีกเหตุผลก็คือนางคิดว่าต้นกล้าของตัวเองเติบโตได้ดีกว่ากล้าของบ้านข้า” เย่อวี๋หรานชี้ไปที่ต้นกล้าในแปลงนาแล้วพูดว่า “ที่นางบอกว่าโตได้ดี หมายความว่าต้นกล้าของนางสูงกว่าของพวกข้า”
แม้ต้นกล้าในนาจะแห้งตายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังมองออกว่าพวกมันดูสูงกว่ากล้าในแปลงนาข้างเคียงกันพอสมควร
“แต่ท่านเห็นไหมว่า…” เย่อวี๋หรานเอ่ยเตือน “ต้นกล้าพวกนั้นสูงก็จริง แต่จำนวนใบ ความยาวของใบรวมถึงความยาวของรากกลับไม่ได้ต่างจากต้นกล้าในแปลงนาข้างเคียงเท่าไหร่เลย”
ถ้านางไม่พูดขึ้นมา เจ้าหน้าที่ก็คงไม่ทันสังเกต แต่พอนางพูดขึ้นมาเช่นนี้เขาก็รีบเอาขึ้นมาดู แล้วนำไปเทียบกับกล้าจากแปลงนาข้าง ๆ
เย่อวี๋หรานยังเลือกต้นที่มีลักษณะคล้ายกันขึ้นมา ลองแตะรากของมันอย่างเบามือ แต่เพียงแตะเบา ๆ เท่านั้นก็ยังมีรากติดมือออกมาด้วย
เมื่อเทียบกับต้นที่อยู่ในมือเจ้าหน้าที่ ต้นที่อยู่ในมือของนางยังมีรากอยู่ครบ แลดูแข็งแรงยิ่งนัก
นำต้นกล้าทั้งสองมาเปรียบเทียบส่วนสูง ใบ และรากของพวกมันไปทีละอย่างก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่านอกจากสีและจำนวนรากฝอยที่ต่างกันแล้ว ความจริงต้นกล้าทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก
โดยเฉพาะความสูงของต้นกล้า
“เห็นไหมเจ้าคะ พอถอนออกมาดูแบบนี้จะเห็นว่าพวกมันสูงเท่ากัน แต่เหตุใดตอนอยู่ในนาน้ำ ต้นกล้าของหญิงปากสว่างกลับสูงกว่า ส่วนต้นกล้าจากแปลงนาของเพื่อนบ้านกลับเตี้ยกว่า?” เย่อวี๋หรานถามเรื่องที่สงสัยขึ้นมา
เรื่องต่อจากนั้น นางไม่ได้เข้าไปยุ่ง
ถึงในใจนางจะมีข้อสงสัย แต่หญิงปากสว่างมีความขัดแย้งกับนางมานาน นางจึงไม่สะดวกใจจะเข้าไปยุ่มย่ามมากเกินไป เลี่ยงไม่ให้หญิงปากสว่างใส่ร้ายอีกว่า ‘ข้าไม่เชื่อหรอก ใครจะไปรู้ว่าเจ้าไม่ได้เล่นลูกไม้อะไร!’
ตกลงแล้วใครกันแน่ที่เล่นลูกไม้ มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ชัดแก่ใจ
ตอนแรกพวกเจ้าหน้าที่ยังสงสัยว่านาน้ำของหญิงปากสว่างถูกคนอื่นวางยา กล้าข้าวในนาถึงได้แห้งเหลืองและตายไปอย่างพิสดาร
แต่เมื่อเย่อวี๋หรานกระตุ้นเตือนเช่นนี้ อย่าว่าแต่พวกผู้เฒ่าผู้แก่ที่มากประสบการณ์เลย แม้แต่คนหนุ่มอ่อนประสบการณ์ยังสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ต้นกล้าของใครจะสูงกว่าของเพื่อนบ้านเฉพาะตอนอยู่ในนา แต่พอถอนออกมากลับสูงเท่ากันแบบนั้น? นาทั้งสองแปลงไม่ได้มีแปลงไหนสูงกว่ากันเสียหน่อย
เจ้าหน้าที่ไม่ให้พวกเขากระโตกกระตาก แต่เรียกชาวนาชรา รวมถึงคนหนุ่มอีกหลายคนเอากล้ามาเปรียบเทียบกันอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ได้ให้อีกฝ่ายถอนต้นกล้าในแปลงนาของหญิงปากสว่างออกมาทันที แต่พยายามถอนอย่างเบามือและใจเย็นเพื่อไม่ให้รากฝอยเสียหาย…
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ จูอู่ และจูเหล่าโถว รวมถึงพวกหลี่ซื่อเห็นเย่อวี๋หรานกลับมาแล้วก็เดินล้อมเข้ามาหา
“ท่านแม่ ท่านมองปัญหาออกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกระซิบถามเสียงเบาเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน
เมื่อครู่ก่อนหญิงปากสว่างอาละวาดหนักอย่างนั้น ทุกคนมัวแต่สนใจสามีภรรยาทะเลาะกัน นางกลับเห็นแม่สามีไปนั่งมองแปลงนาของหญิงปากสว่างอยู่สักพัก ทั้งยังเปรียบเทียบกับแปลงนาข้าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ตอนแรกนางยังคิดว่าแม่สามีแค่มองไปอย่างนั้น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสสอบสวนอีกรอบ แม่สามีกลับเข้าไปพูดอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่
เห็นได้ชัดว่าแม่สามีคงค้นพบอะไรเข้า
ก่อนที่เย่อวี๋หรานจะกลับมา หลี่ซื่อบอกเล่าความคิดนี้ต่อทุกคนแล้ว นางกับคนอื่น ๆ มองนาน้ำสองฝั่งกลับไปกลับมาอยู่เป็นนานก็ยังไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
หรือจะเป็นปัญหาเรื่องความฉลาด?
แม่สามีฉลาดกว่าคนทั่วไปถึงได้มองเห็นปัญหาที่คนธรรมดามองไม่ออกใช่ไหมนะ?