ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 722 ต้นกล้าโตไวก็จริง แต่ก็ยังตายไวอีกต่างหาก
บทที่ 722 ต้นกล้าโตไวก็จริง แต่ก็ยังตายไวอีกต่างหาก
ว่ากันตามตรงแล้ว หญิงปากสว่างกล่าวเช่นนี้ไม่น่าฟังเอาเสียเลย
ถึงขั้นมีคนพูดว่า “ฮ่า! เคล็ดลับเพิ่มความสูงอะไรกัน เจ้าแน่ใจนะว่านั่นไม่ใช่เคล็ดลับที่ทำให้ต้นกล้าตายเร็ว?”
หญิงปากสว่างมองมาตาขวาง “เหลวไหล! เอาแต่พูดจาไร้สาระประจบประแจงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์แบบนั้น ระวังข้าจะฉีกปากเจ้า!”
เจ้าหน้าที่โยนต้นกล้าสีเหลืองกับต้นกล้าสีเขียวไปตรงหน้าหญิงปากสว่างด้วยความโมโห “เจ้าดูเอาเองเถอะ ต้นกล้าของตัวเองมีสภาพไหนแล้ว? สูงกว่าคนอื่นอะไรกัน เจ้าดูเอาเองเถอะว่าต้นกล้าของเจ้าสูงกว่าต้นกล้าของคนอื่นเขาสักเท่าไหร่เชียว?”
ทันใดนั้นรอบด้านพลันตกอยู่ในความสงบ
เพราะไม่ว่าใครที่มีตาย่อมจะมองออกว่าต้นกล้าสองต้นนั้นสูงไม่ต่างกันมาก
สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนกลับเป็นสีของต้นกล้า
เจ้าหน้าที่ชี้ต้นสีเหลืองแล้วบอกว่านั่นเป็นต้นกล้าของหญิงปากสว่าง ส่วนต้นสีเขียวมาจากแปลงนาของเพื่อนบ้าน
ถ้าหญิงปากสว่างไม่เชื่อ เขาให้คนไปถอนกล้าให้นางดูตรงนี้เลยก็ได้
“อะไรกัน?!”
“ข้าว่าพวกมันสูงเท่ากันเลยนะ?!”
คนทั้งหลายล้วนแปลกใจอย่างยิ่ง
ทั้ง ๆ ที่ต้นกล้าสูงไม่ต่างกันมาก ไฉนตอนอยู่ในแปลงนาจึงมีต้นกล้าต้นหนึ่งสูงกว่าอีกต้นเล่า?
ใบหน้าของหญิงปากสว่างพลันซีดเผือด แหกปากร้องว่าเป็นไปไม่ได้ จะต้องเป็นเพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ติดสินบนเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส เล่นลูกไม้อะไรอีกเป็นแน่
ต้นกล้าในแปลงนาของนางสูงกว่าของคนอื่นตั้งขนาดนั้น ทำไมพอถอนออกมาแล้วกลับสูงเท่ากันได้เล่า?
“โกหก!”
“พวกท่านโกหก!”
“ข้าไม่เชื่อ”
ทว่าหญิงปากสว่างจะร่ำร้องว่าไม่เชื่ออย่างไร รอจนจูหย่งหนิงไปถอนกล้าหลายต้นจากในนามาด้วยตนเอง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับต้นกล้าของคนอื่น ผลลัพธ์ก็ยังคงชัดเจน
คนทั้งหลายฮือฮา รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้
จูหย่งหนิงอดทนไม่ไหวอีกต่อไป รุดเข้าไปตบหญิงปากสว่างฉาดหนึ่ง “เจ้าบอกมานะ เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่?!”
สองสามีภรรยาเกือบกระโจนเข้ามาตบตีกันอีกแล้ว
เคราะห์ดีที่รอบนี้ทุกคนตอบสนองรวดเร็ว แยกคนทั้งสองออกจากกัน พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้น
หญิงปากสว่างถูกตีสองครั้งในวันเดียวกันก็รับไม่ได้ ร้องไห้ออกมาอย่างชอกช้ำใจ “ข้าไปทำอะไรนักหนา? ข้าทำไปเพื่อครอบครัวนี้ทั้งนั้นไม่ใช่รึ? ข้าจะทำอะไรได้ ก็แค่อยากให้มันโตได้ดีกว่าเดิมเท่านั้นเอง…”
สุดท้ายค่อยบอกเรื่องที่นางทำลงไปออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น
หลังจากปักดำเสร็จแล้ว นางเห็นว่าใคร ๆ ในหมู่บ้านล้วนแต่ชมเชยเย่อวี๋หรานไม่ขาดปาก ความไม่พอใจจึงคับอกมากขึ้นทุกที นางอดกลั้นโทสะเอาไว้ไม่ไหวจึงอยากให้ต้นกล้าเติบโตได้ดีกว่าเดิม ทำให้พวกมันโตได้ดียิ่งกว่าต้นกล้าในแปลงนาของครอบครัวเย่อวี๋หราน…ถึงจะถูกคนปรามาสก็ต้องไม่ยอมแพ้
นางค้นพบโดยบังเอิญว่ามีต้นกล้าบางต้นสูงกว่าต้นกล้าข้างเคียงกัน
นางคิดว่า ‘ทำไมกล้าพวกนี้ถึงได้สูงกว่ากล้าต้นอื่น ๆ นะ? หรือว่าปุ๋ยตรงนี้จะดีกว่าบริเวณอื่น?’
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าสองวันก่อน นางดึงต้นกล้าหลายต้นด้วยความโมโห ตอนนั้นนางยังกังวลอยู่เลยว่าพวกมันจะไม่รอด
คิดไม่ถึงว่านอกจากพวกมันจะไม่ตายแล้ว ยังสูงกว่ากล้าต้นข้าง ๆ อีกด้วย?!
นางย่อมไม่คิดว่า ความจริงพวกมันสูงขึ้นเองเสียที่ไหน แต่เป็นเพราะถูกนางดึงขึ้นมาจึงดูสูงกว่าเดิมต่างหาก กล้าพวกนี้เพิ่งจะหยั่งราก แค่ดึงขึ้นมาเล็กน้อย ตราบใดที่ไม่ทำให้รากของพวกมันหัก ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของมันแล้วย่อมจะสามารถเติบโตต่อไปได้
น่าเสียดายที่หญิงปากสว่างไม่ได้คิดมาถึงตนเอง นางเพียงแต่คิดว่ากล้าพวกนั้นโตขึ้น จึงใช้วิธีเดิมช่วยให้พวกมันโตไวกว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ หลังจากนั้นนางก็ก้มหน้าก้มตาดึงต้นกล้าเหล่านั้นทุกวัน…
วันนี้ดึงแล้ว พรุ่งนี้ก็มาดึงอีก
นางยังทำอย่างระมัดระวังยิ่งนักเพื่อไม่ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาสังเกตได้
คนอื่นไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนเดินผ่านมาก็แค่ถามว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ?”
“ข้าจะทำอะไรได้ล่ะ? ก็แค่ถอนหญ้า เฝ้าแปลงนาน่ะสิ…” หญิงปากสว่างตอบส่ง ๆ
ถ้ามีคนมาก นางก็จะหยุดก่อนชั่วคราว ยืนขึ้นมาคุยกับพวกเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงผ่านมาอย่างราบรื่น
เพราะความพยายามปิดบังเช่นนี้ สุดท้ายนางจึงกระทำเรื่องอย่างการ ‘ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว’ ได้สำเร็จ
คนอื่น ๆ “…”
มารดามันเถอะ เจ้าโง่หรือเปล่า?
ต่อให้เจ้าดึงต้นกล้าพวกนี้ขึ้นมาสูงกว่านี้ แต่พวกมันก็ไม่ได้สูงขึ้นเอง มีประโยชน์ตรงไหน?
แบบนี้เท่ากับว่าถอนจนพวกมันตายเกลี้ยงเลยน่ะสิ?
ลูกชายกับลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างแทบจะร้องไห้ออกมาเพราะความโง่งมของคนเป็นมารดาอยู่รอมร่อ
ทำงานมาสองสามเดือน ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้พัก แต่มารดากลับมาก่อเรื่องจนกล้าข้าวทั้งแปลงไม่รอดสักต้น แบบนี้มิเท่ากับเอาชีวิตทุกคนในบ้านเลยหรือ?
“ฮือ ๆๆ…” ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างที่เป็นแม่คนแล้วร้องไห้ออกมา แค้นใจจนอยากตบหน้าหญิงปากสว่างสักหลายที
ตอนนั้นนางต้องโง่งมปานไหนกันถึงได้ออกเรือนมาให้ครอบครัวนี้?
ออกเรือนให้ครอบครัวจูต้าเหนียงที่อยู่ใกล้ ๆ กันยังดีกว่าครอบครัวของหญิงปากสว่างไม่รู้ตั้งเท่าไหร่!
“ทำไมข้าถึงอาภัพอย่างนี้นะ?”
“ฮือ ๆๆ…”
……
นางร้องไห้ด้วยความปวดใจ สามีของนางก็รู้สึกแย่เช่นกัน
แต่ลูกผู้ชายไม่อาจเสียน้ำตาง่าย ๆ มิหนำซ้ำตรงนี้ยังมีคนมากมาย
ถึงจะรู้สึกแย่แค่ไหน ก็ได้แต่กล้ำกลืนน้ำตากลับคืนไป ไม่อาจให้ใครเห็น
ยามนั้น ไม่มีใครตำหนิลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่าง เพียงมองหน้ากันด้วยความรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสโมโหเดือดดาลยิ่ง พวกเขาด่าทอความโง่เง่าของหญิงปากสว่างด้วยความพลุ่งพล่านใจ
มีใครดึงต้นข้าวที่ปลูกเอาไว้เพื่อให้โตเร็วกันบ้าง?
คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า ต้นกล้าโตไวก็จริง แต่ยังตายไวอีกต่างหาก!
นางพอใจแล้วใช่ไหม?
จูหย่งหนิงรู้สึกสิ้นหวัง ทั้งโมโหและสลดใจ “ผู้อาวุโส…คราวนี้ท่านอย่าห้ามข้าไม่ให้ปลดนางเลยนะ…”
น้ำเสียงที่พูดสั่นเครือ
เวลาอย่างนี้ ผู้อาวุโสไม่อาจออกปากห้ามได้เลยจริง ๆ ได้แต่พูดว่า “โธ่เอ๊ย ปลดเมียอะไรกัน ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนก็คือนาของเจ้าต่างหาก เร่งมือกอบกู้กล้าในนาของบ้านเจ้าเสียก่อน ถ้ากอบกู้กลับมาไม่ได้จริง ๆ…ที่เจ้าลงแรงไปครึ่งค่อนปีก็เสียเปล่ากันพอดีน่ะสิ!”
“เป็นแบบนี้แล้ว ยังช่วย…ได้อีกรึ?” จูหย่งหนิงหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ยังจะทำอะไรได้อีก?
ต้นกล้าพวกนั้นตายไปหมดแล้ว
“ทำไมจะกอบกู้คืนมาไม่ได้? ช่วยกลับมาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น หรือเจ้าไม่คิดจะใช้ชีวิตต่อไปแล้ว?” ผู้อาวุโสตำหนิ “ลูกหลานเจ้าก็ไม่เอาแล้ว? กล้าของเจ้าตายแล้ว ก็ยังมีของคนอื่นอยู่ไม่ใช่รึ? ทุกคนช่วยกันเจียดมาให้ ถึงจะไม่มาก แต่สักครึ่งหมู่ก็น่าจะได้นั่นแหละ…รวมกับผลเก็บเกี่ยวจากการทำนาแบบดั้งเดิมและมันเทศพวกนั้น ก็คงพอประทังผ่านปีนี้ไปได้”
ทุกคนเห็นจูหย่งหนิงทุกข์ใจขนาดนั้นก็พากันพูดว่า “ใช่แล้ว หย่งหนิง ถ้าไม่พอจริง ๆ แบ่งกล้ามาจากนาที่ใช้วิธีดั้งเดิมก็ได้ ทุกคนช่วยกันแบ่งให้เจ้าก็น่าจะพออยู่นะ”
“ใช่แล้ว ข้าวในนาบ้านข้าโตได้พอสมควรแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปแบ่งมาให้เจ้าก็แล้วกัน”
“บ้านข้าก็เหมือนกัน”
……
นอกจากวิธีทำนาน้ำ นาส่วนใหญ่ของคนในหมู่บ้านยังคงใช้วิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด
แต่เรื่องไม่คาดหมายที่ทุกคนป้องกันเอาไว้ก็คือกรณีนาน้ำเกิดปัญหา คิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันได้ใช้กับนาของตนเอง ก็ต้องนำมาช่วยครอบครัวของจูหย่งหนิงก่อนแล้ว
รวบรวมจากคนในหมู่บ้านมาคนละเล็กละน้อย การเรี่ยไรต้นกล้าให้ครบหนึ่งหมู่ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ถึงอย่างไรทุกคนก็แค่หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป ต้นกล้าขึ้นหนาตาบ้าง บางตาบ้าง ย่อมจะมีส่วนที่เกินมาอยู่แล้ว
ช่วงหลายวันมานี้ จูหย่งหนิงทั้งรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนในหมู่บ้าน ขณะเดียวกันก็ยังโมโหหญิงปากสว่าง ความรู้สึกที่ต่างกันสุดขั้วแบบนั้นช่างเป็นสภาพจิตใจที่ยากจะบรรยายยิ่งนัก