ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 723 ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว
บทที่ 723 ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว
ลูกชายกับลูกสะใภ้ของจูหย่งหนิงก็รู้สึกแย่เช่นกัน
ทว่านั่นก็ช่วยไม่ได้ มีแม่สามีที่โง่เขลาเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ยังทำให้คนในบ้านกลายเป็นคนน่าเวทนาในสายตาคนทั้งหมู่บ้าน ยิ่งทำให้รู้สึกอับอายหนักกว่าเดิม
แม้แต่หลานชายยังรู้สึกว่าตนเองตัวเล็กลงกว่าคนอื่น ๆ
วันนั้นเมื่อกลับมาถึงเรือน บรรดาลูกชายกับลูกสะใภ้ของเย่อวี๋หรานต่างก็รู้สึกว่ายากจะเชื่อ แม้แต่จูเหล่าโถวยังรู้สึกเหลือเชื่อ “หญิงปากสว่างปัญญาหดงั้นเรอะ? เรื่องพรรค์นี้ก็ยังทำออกมาได้?!”
ขอแค่เป็นคนที่เคยทำนามาก่อน ต่อให้ไม่เคยเรียนรู้ภาษิตที่ว่า ‘ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว’ [1] แต่ก็ยังทราบว่าเมื่อนำต้นกล้ามาปลูกในนาแล้ว จะดึงอย่างไรก็ไม่อาจเร่งการเจริญเติบโตของมันได้ มีแต่จะทำให้มันอายุสั้นลง
เจ้าจะดึงให้มันโตกว่าเดิมแค่ไหน อาจดูเหมือนสูงขึ้น แต่ความจริงความสูงของมันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ความสูงแบบนั้นมีประโยชน์อันใด?
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ ตอนข้าได้ยินว่านางทำอะไรลงไปก็รู้สึกอึ้งเหมือนกัน…” หลี่ซื่อรู้สึกว่าเรื่องประหลาดแค่ไหนนางก็ได้ยินมาหมดแล้ว แต่กลับไม่มีเรื่องไหนเทียบเรื่องนี้ได้เลย “ดีที่ลูกชายไม่เหมือนนาง แต่เหมือนอาหย่งหนิงมากกว่า ไม่อย่างนั้นคงทำนาต่อไปไม่ได้กันพอดี”
ทุกคนล้วนเลี้ยงชีพด้วยการทำนา ถ้าผู้ชายในบ้านแค่ทำนาก็ยังทำไม่เป็น แล้วคนทั้งครอบครัวจะเอาอะไรมาเลี้ยงปากท้อง?
นางนึกดีใจที่ตอนนั้นตนเองไม่ได้ถอดใจเพราะ ‘ชื่อเสีย’ ของแม่สามี ไม่อย่างนั้นถ้าต้องไปอยู่ในครอบครัวที่มีแม่สามีแบบหญิงปากสว่าง นางคงได้ร้อนใจจนขาดใจตายเลยทีเดียว
“เมื่อก่อนมีแต่อาหย่งหนิงทำนากระมัง? หญิงปากสว่างไม่ได้มายุ่งอะไรมาก ถ้านางเข้ามายุ่งย่ามแบบนี้ ไม่รู้ว่าอาหย่งหนิงต้องลำบากขนาดไหน” หลินซื่อพูดขึ้นมา
หลิวซื่อไม่มีโอกาสไปชมความครึกครื้น ได้ยินคนอื่น ๆ คุยกันอย่างนั้นก็สงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก รบเร้าให้พวกเขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
พอได้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว นางก็ถึงกับอึ้ง “จริงรึ นางโง่ขนาดนั้นเลย?!”
ที่ผ่านมา นางเพียงรู้สึกว่าหญิงปากสว่างน่ารำคาญ จ้องแต่จะหาเรื่องแม่สามี คิดไม่ถึงเลยว่า…หญิงเฒ่าคนนั้นจะไม่มีสมองได้ขนาดนี้?
สวรรค์ทรงโปรด ดีนะที่ข้าไม่ได้แต่งเข้าบ้านนาง!
จากนั้นก็เหลือบมองหลิ่วซื่อ
นางคิดว่า จากความเข้าใจที่นางมีต่อหลิ่วซื่อ รู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่ยังฉลาดกว่าหญิงปากสว่างเสียอีก
หลิ่วซื่อ “…”
รู้สึกเหมือนต่อไปที่บ้านจะครึกครื้นกว่าเดิมเสียอีก คิดไปเองหรือเปล่านะ?
จากนั้นทุกคนก็คุยกันเกี่ยวกับเรื่องหญิงปากสว่างกันอย่างออกรสออกชาติอยู่พักใหญ่
เย่อวี๋หรานไม่ได้ห้ามปราม หลังจากทุกคนพูดไปได้พอสมควรแล้วจึงเกริ่นขึ้นมาว่า “ในเมื่อทุกคนคิดว่าหญิงปากสว่างโง่ แล้วพวกเจ้าคิดว่าทำไมนางถึงทำเรื่องโง่เขลาแบบนี้?”
“คนเราไม่อาจแสร้งทำเป็นเข้าใจในเรื่องที่ไม่รู้ ถ้าไปทำอะไรซี้ซั้วส่งเดช เดิมทีนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่กลับทำให้เกิดปัญหายุ่งเหยิงตามมา”
“ใครทำเป็นก็มอบหมายงานให้คนคนนั้น เช่นนี้งานย่อมออกมาดี ตนเองก็เบาแรง ดีจะตายไป”
……
เย่อวี๋หรานสบโอกาสถอดบทเรียนให้พวกลูกชายกับลูกสะใภ้อีกรอบ
กานอี้เซียนที่เฝ้ามองเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในศาลเจ้าอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้
สมแล้วที่เป็นจูต้าเหนียง มองพิรุธของคนบางคนออกได้ในทันที!
ตอนแรกที่เขาเห็นว่าหญิงปากสว่างทำอะไรลงไปก็ยังอดรู้สึกอึ้งไม่ได้
ต้นกล้าเอาลงดินไปแล้ว ยังต้องไปดึงมันขึ้นมาอีกหรือ?
ดึงครั้งเดียวยังพอว่า แต่ยังมีครั้งที่สอง ครั้งที่สามตามมา…
ดึงจนรากของต้นกล้าขาด
ได้ยินเสียงต้นกล้าเหล่านั้นร้องไห้ กานอี้เซียนก็เงียบงันไป
ผู้หญิงคนนี้ทำนาเป็นหรือไม่เป็นกันแน่?
ถ้าบอกว่าทำไม่เป็น อีกฝ่ายก็เป็นหญิงชนบท สามียังเป็นชาวนาอีกต่างหาก
แต่ถ้าบอกว่าทำเป็น นางจะดึงต้นกล้าไปทำไม?
ในที่สุดวันนี้ก็ได้ทราบคำตอบ
เขาได้รู้เป็นครั้งแรกก็คราวนี้เองว่าบนโลกมีคนแบบนี้ด้วย…คนที่คิดว่าการดึงต้นกล้าสามารถทำให้พืชผลเติบโตได้ดี
แม้แต่เขาที่เป็นเทพเซียนยังรู้เลยว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มนุษย์คนนี้กลับ…
เฮอะเฮอะ!
พลันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่ขนาดนั้น
เมื่อเทียบกับคนอื่นในหมู่บ้าน เดิมทีนั้นนากล้าของบ้านหญิงปากสว่างจัดอยู่อันดับกลาง ๆ แต่เมื่อนางไปทำพิเรนทร์เช่นนั้น ส่งผลให้แปลงนาของครอบครัวนางรั้งท้ายคนอื่น
หลายวันมานี้แทบไม่มีใครพูดจากับนาง
ถึงจะไม่ได้ถูกปลด นางก็ยังมีความรู้สึกว่าถูก ‘กีดกันออกไป’ อยู่ดี
หญิงปากสว่างทั้งอับอายและโมโห
ยามนี้ นางตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองแล้ว เข้าใจแล้วว่าการดึงต้นกล้าไม่ได้ช่วยให้พวกมันเติบโตได้ดีขึ้น แต่นางก็ยังโกรธมากอยู่ดี
เรื่องนี้ทำไมถึงกลายเป็นนางที่ผิดเล่า?
ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย!
ข้าทำไปก็เพื่อทุกคนในครอบครัวนะ
น่าเสียดายที่ไม่มีใครในครอบครัวรับฟังคำพูดของนาง
คนในบ้านไม่ฟัง นางก็ออกมาพูดกับคนนอก
คนนอกเหล่านั้น “…”
หมดคำจะพูดจริง ๆ นาเจ้าทำเสร็จแล้วรึถึงได้ออกมาลอยไปลอยมาอย่างนี้?
เจ้าไม่ยุ่ง แต่ข้าไม่ว่างหรอกนะ!
ช่วงแรกยังมีคนข่มกลั้นอารมณ์รับฟังนาง แต่เมื่อมาถึงตอนท้าย คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอดทนเหลือให้อีกแล้ว
“หญิงปากสว่าง เจ้ามีเรื่องอะไร? มีอะไรก็รีบพูดมาสิ ถ้าไม่มีอะไร ข้าจะไปทำงานต่อแล้ว” ว่าแล้วก็แบกตะกร้าสะพายหลัง ย่ำเท้าเร็ว ๆ จากไป “ข้าไปก่อนล่ะ ว่าง ๆ ค่อยคุยกันใหม่”
เดินจากไปเร็วจี๋ราวกับมีภูตผีไล่ตามอย่างไรอย่างนั้น
คนแรกเป็นเช่นนี้ คนที่สองก็เป็นเช่นนี้ นางอาจพอเข้าใจได้ว่าคนอื่นไม่ว่างจริง ๆ แต่ถ้าทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้เล่า?
“ดูถูกข้านักเรอะ?”
“หา! พวกเจ้าทุกคนดูถูกข้านักใช่ไหม?”
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นมีอะไรดี ต้นกล้าในแปลงนาบ้านข้าถูกนางทำเละแบบนั้นแล้ว นางพูดอะไรงั้นเรอะ?”
……
ในสายตาของหญิงปากสว่าง การที่นางทำเรื่องโง่งมเช่นนั้นลงไปล้วนเป็นเพราะเย่อวี๋หราน
“คนเขาทำอะไรให้เจ้า? เขาไม่ได้บอกให้เจ้าดึงต้นกล้าเสียหน่อย”
“นางจะไม่ได้ทำได้อย่างไร? นางนั่นแหละที่ทำให้ข้าต้องทำแบบนี้!” หญิงปากสว่างกล่าวอย่างโกรธแค้น “นางพูดเองนี่ว่าต้นกล้าพวกนั้นแข็งแรงมาก แค่ดึงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ต้นกล้าของใครไม่ได้ถอนขึ้นมาจากแปลงเพาะชำกันบ้าง? ตอนนั้นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่? ทำไมพอข้าทำแค่นั้นกลับเกิดเรื่องเสียได้? ต้องเป็นเพราะนางแน่ ๆ…”
คนผู้นั้นหมดคำจะพูด
ทุกคนล้วนไม่เป็นไร มีแต่หญิงปากสว่างที่ทำเรื่องอย่างการดึงต้นกล้าให้โตเร็วออกมาได้ เจ้าก็ยังไปโทษคนอื่นได้อีกนะ
รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้ว คร้านจะพูดมากความกับนาง จึงหยิบเครื่องไม้เครื่องมือเดินจากไป
ต้นกล้าที่ปักดำเสร็จเร็ว รวมถึงมันเทศทั้งหลาย เมื่อได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝนก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา รอจนปักดำเสร็จกันทุกบ้านแล้วกลับไปดูอีกครั้ง พวกมันก็แตกหน่อและงอกเถาออกมาอย่างเงียบเชียบ แลดูแข็งแรง มอบความยินดีให้แก่ผู้มาพบเห็น
“นี่ มันเทศบ้านเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? มีเถางอกออกมาหรือยัง?” ใครบางคนเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ความจริงกลับคิดจะโอ้อวดว่ามันเทศของตัวเองปักชำเสร็จเร็ว มีเถางอกออกมาแล้ว
“โตได้ดีมาก ปลูกติดแล้วล่ะ มีใบใหญ่งอกออกมาด้วยนะ แลดูสวยเชียว”
“จริงรึ? ข้าจะบอกอะไรให้นะ มันเทศที่บ้านข้างอกเถาออกมาแล้ว ยาวขนาดนี้เลย…” เขาทำท่าทางประกอบ รอยยิ้มบนใบหน้าปิดอย่างไรก็ไม่มิด
คนทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านไปด้วยท่าทางแปลกชอบกล
“เอ๊ะ นั่นมันย่าลี่ฮวาไม่ใช่รึ นางจะไปไหน?”
“ไปบ้านจูต้าเหนียงกระมัง?”
“นางจะไปบ้านจูต้าเหนียงทำไม? อีกอย่างทางนั้นก็ไม่ได้มีแต่บ้านจูต้าเหนียงไม่ใช่รึ?”
“แล้วเจ้าคิดว่า ถ้าไม่ไปบ้านจูต้าเหนียงยังจะไปบ้านใครได้เล่า? คงไม่ได้ไปบ้านหญิงปากสว่างหรอกนะ?”
“นั่นก็จริง”
……
คนทั้งสองเพียงแต่สงสัย แต่ก็ลืมไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็คุยเรื่องมันเทศกันต่อไป
แล้วพวกเขาก็จินตนาการถึงตอนเก็บเกี่ยว
ครั้นคิดว่าชีวิตจะดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสดใสกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งนั้น ย่าลี่ฮวาเดินเข้าไปในเรือนสกุลจูแล้ว
“ย่าลี่ฮวา ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?” หลี่ซื่อเห็นอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ
เพราะปกติคนที่มาซื้อของที่เรือนพวกนางมักจะเป็นลูกสะใภ้ของย่าลี่ฮวา ทั้งยังมักมาในช่วงเช้า ไม่ค่อยจะมาเวลานี้
ยามนั้น ผู้ชายในบ้านรับประทานอาหารเสร็จและออกไปทำงานกันนานแล้ว
“สะใภ้สี่ แม่สามีเจ้าอยู่บ้านไหม?” ย่าลี่ฮวาถามอย่างระมัดระวังยิ่ง ทั้งยังหันมองไปรอบทิศ ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็น
“อยู่เรือนข้าง ๆ นี่เองเจ้าค่ะ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ท้ายเรือนพวกเจ้าไม่มีใครใช่ไหม? ข้าจะไปรอท้ายเรือน เจ้าบอกให้แม่สามีของเจ้ามาหาข้าหน่อย” ย่าลี่ฮวาชะงักไปเล็กน้อยค่อยพูดสำทับมาว่า “เป็นเรื่องใหญ่ ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้”
หลี่ซื่องุนงง แต่ก็ยังทำตามที่อีกฝ่ายบอก จึงเลี่ยงคนอื่น ๆ ไปเรียกเย่อวี๋หรานที่เรือนข้างเคียงกัน
[1] ดึงต้นกล้าให้โตเร็ว (拔苗助长) หมายถึง ใช้วิธีการผิด ๆ เพราะความร้อนใจอยากประสบความสำเร็จโดยเร็ว สุดท้ายกลับก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่คาดคิด