ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 727 กลางวันคิดมาก กลางคืนฝันร้าย
บทที่ 727 กลางวันคิดมาก กลางคืนฝันร้าย
จูกู่และจูหมี่อายุยังน้อย จูอู่จึงไม่ได้แนะนำงานรับจ้างที่ต้องใช้แรงหนักให้พวกเขา มีเพียงงานทำความสะอาดหรืองานรับจ้างทำธุระจิปาถะอะไรพวกนี้
ขอเพียงทำตามคำสั่ง โดยทั่วไปก็จะได้รับค่าจ้าง อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย
ต่อให้ไม่ได้เงิน อย่างน้อยก็มีข้าวให้กิน
คืนนั้นจูหมี่ฝันร้าย
เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้สึกเหนื่อยล้าจึงอยากนอนพิงไหล่พี่ชายสักพัก
แล้วเขาก็เห็นแม่ม่ายฉินที่นอนอยู่ในโลงลุกขึ้นมานั่งอย่างปุบปับ
กระดาษเงินโปรยปรายลงมา นางมองมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง “ลูกอกตัญญู ข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้า”
ราวกับผีดิบในเรื่องเล่าสยองขวัญ มือทั้งสองยื่นออกมาข้างหน้า ลุกขึ้นยืนอย่างแข็งทื่อ จากนั้นก็กระโดดมาทางพวกเขา
“อ๊ากกก!”
จูหมี่ตกใจร้องเสียงดังลั่น
“เฮือก…”
จูกู่ตื่นขึ้นเพราะเสียงน้องชาย รีบหันมาถามว่า “เป็นอะไรไป?! มีอะไรรึ?!”
“ท่านแม่ ท่านแม่กลายเป็นผีดิบไปแล้ว…”
“เหลวไหล! เจ้าฝันร้ายล่ะสิ? ท่านแม่ยังนอนอยู่ตรงนั้นอยู่เลย” ตอนที่จูกู่พูดก็ชี้ไปทางศพของแม่ม่ายฉินเป็นการยืนยัน
จูหมี่ไม่ใคร่กล้ามองนัก “ไม่หรอกมั้ง ข้าเห็นจริง ๆ นะ…”
“เจ้าดูเอาเองสิ!”
จูกู่จับศีรษะน้องชายให้หันไปมอง
จูหมี่เห็นแม่ม่ายฉินยังนอนอยู่ทางนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ที่แท้ก็แค่ฝันไป!
แต่ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในใจยังไม่หายไปไหน เขาพยายามอธิบายกับจูกู่ว่าเขาฝันเห็นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่หวาดผวาปานนี้
“กลางวันคิดมาก กลางคืนฝันร้าย เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” จูกู่พูดปลอบ แต่ก็ไม่ลืมเตือนว่าตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว ประเดี๋ยวคนที่ช่วยงานก็มากันแล้ว บอกให้เขาระวังเอาไว้ อย่าเอาไปพูดเหลวไหล
จูหมี่รับคำ แต่ก็ยังหวาดกลัวไม่หาย
จูกู่ให้จูหมี่ไปใช้น้ำเย็นล้างหน้า ผ่านไปสักพัก คนที่มาช่วยงานก็ทยอยมาที่เรือน
เมื่อวานผู้อาวุโสแจกจ่ายงานให้พวกเขาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้จูกู่และจูหมี่กังวลใจ
กลับเป็นคนที่มีประสบการณ์เหล่านั้นเสียอีกที่คอยเตือนจูกู่กับจูหมี่ว่า งานศพต้องเตรียมอะไรบ้าง ประเดี๋ยวพวกเขาต้องทำอะไร
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่จะต้องแต่งตัวให้ผู้ตาย
ชุดที่แม่ม่ายฉินสวมเมื่อวานนี้เป็นเสื้อผ้าที่มีสภาพค่อนข้างดีที่ได้มาจากหีบผ้าของนาง
วันที่สองเป็นวันสวมชุดคลุมศพ คนตายไปแล้ว จะปล่อยให้นอนอยู่อย่างนั้นโดยไม่สวมอะไรเลยก็คงไม่ได้กระมัง?
ดังนั้น โดยทั่วไปจึงมักจะสวมชุดที่ผู้ตายเคยใส่เมื่อครั้งยังมีชีวิตให้เสียก่อน แล้วสวมชุดคลุมศพเอาไว้ข้างนอก ชุดคลุมศพจะเรียบง่ายกว่าเสื้อผ้าทั่วไป สวมใส่ได้ง่ายกว่า แค่สวมแขนเสื้อทั้งสองข้าง กลัดกระดุมผ้า เท่านี้ก็เสร็จแล้ว
ถึงอย่างไรคนก็ตายไปแล้ว ศพค่อย ๆ แข็งตัว ไม่เหมือนตอนยังมีชีวิตที่ร่างกายยังอ่อนอยู่ ยังสามารถงอแขนได้
สวมชุดคลุมศพเสร็จแล้วก็เคลื่อนย้ายศพไปไว้บนเบาะนอนสำหรับคนตาย รองท้ายทอยด้วยหมอนที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ มัดเท้าทั้งสองข้าง คลุมผ้าห่อศพ จากนั้นใช้แถบผ้ามัดจนแน่น
ทางด้านนี้มีคนช่วยสวมเสื้อผ้าให้ศพ ทางด้านห้องครัวก็มีคนช่วยเตรียมสุราอาหาร
“เตรียมเสร็จหรือยัง? ข้างหน้าเขาเร่งมาแล้วนะ”
“ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว จวนจะทำเสร็จแล้ว”
“เช่นนั้นข้าจะให้คนตั้งโต๊ะกับเก้าอี้แล้วนะ?”
“เอาเลย เจ้าเตรียมตั้งโต๊ะไว้เลย ทางด้านพวกข้าจวนจะเสร็จแล้ว”
……
เมื่อเตรียมการศพแม่ม่ายฉินเสร็จแล้ว โต๊ะเซ่นไหว้ก็จัดเตรียมเรียบร้อย เพียงไม่นานก็มีคนนำอาหารเซ่นไหว้มาจัดวาง
ภายในเรือนมีคนอยู่จำนวนมาก แต่ล้วนเป็นคนที่มาช่วยงานทั้งสิ้น
แขกเหรื่อที่มาแสดงความเสียใจจะมากันในวันที่สามเพื่อดำเนินพิธีบรรจุศพ หรือก็หมายความว่าเป็นตอนหลังจากที่ได้เคลื่อนย้ายศพแม่ม่ายฉินไปไว้ในโลงศพเรียบร้อยแล้ว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สามวันนี้ลูกของผู้ตายไม่อาจรับประทานอาหาร เพื่อแสดงถึงความเศร้าเสียใจที่สูญเสียบิดามารดา
แต่จูกู่กับจูหมี่เป็นเด็กที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งยังไม่แต่งงาน หากใช้คำอธิบายของยุคนี้คงได้ว่า ‘คนที่ยังไม่ได้ฉลองพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ยังเป็นเด็ก’ ผู้อาวุโสไม่ได้สร้างความลำบากให้พวกเขา แต่ให้ห้องครัวทำอาหารเจง่าย ๆ ให้พวกเขารับประทานรองท้อง
“เฮ้อ…ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเสียใจ ไม่อยากกินอะไร แต่พวกเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าคิดว่าแม่พวกเจ้าก็คงไม่อยากให้พวกเจ้าอดอาหารไว้ทุกข์ เด็กดี กินอะไรสักหน่อยเถอะ…”
ผู้อาวุโสเกลี้ยกล่อมอย่างมีน้ำใจ
ไม่ว่าความคิดแท้จริงของจูกู่และจูหมี่จะเป็นแบบไหน พวกเขาก็ยังปฏิเสธ “ไม่เป็นไรขอรับ ผู้อาวุโส ท่านแม่ตายทั้งคน พวกข้าเศร้าใจ กินอะไรไม่ลงขอรับ”
กอปรกับดวงตาแดงก่ำของพวกเขา เวลาพูดจาเช่นนี้จึงแลดูน่าเชื่อถือทีเดียว
แต่ผู้อาวุโสจะปล่อยไปงั้นหรือ?
ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เขายังเกลี้ยกล่อมต่อไป “จะทุกข์ใจอย่างไรก็ต้องกินข้าว ตอนเย็นยังต้องเฝ้าโลงศพอีก หลังจากนั้นยังต้องส่งแม่พวกเจ้าขึ้นเขา…พวกเจ้าอายุยังน้อย ร่างกายแบกรับไม่ไหวหรอก ฟังข้าเถอะ อย่างน้อยก็กินอะไรเสียบ้าง”
นอกจากผู้อาวุโส ผู้ใหญ่คนอื่นในสกุลจูก็ออกมาเกลี้ยกล่อมเช่นกัน
หลังมีคนมาเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จูกู่กับจูหมี่ถึงได้จำใจกินข้าว
จูกู่อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกตสะกิดขาจูหมี่พลางเอ่ยว่า “กินแค่ข้าว อย่ากินกับ”
จูหมี่ได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจ มารดาของพวกเขาเพิ่งเสียชีวิต ถ้าพวกเขากินเยอะเกินไปก็จะทำให้คนเอาไปนินทาได้
พวกเขาจึงกินแค่ข้าวแต่ไม่กินกับ นอกจากจะได้มีอะไรรองท้องแล้ว ยังทำให้คนอื่นรู้สึกว่า…พวกเขาเศร้าใจจนกินอะไรไม่ลงจริง ๆ
แม้แต่ข้าว พวกเขาสองคนยังกินไม่หมด เหลือไว้เยอะพอสมควร
แต่ไม่ได้แตะต้องกับแม้แต่คำเดียว
ในฐานะที่เป็นพี่น้องของจูกู่กับจูหมี่ จูอู่ย่อมต้องมาช่วยงานอยู่แล้ว เขายังแอบยัดหมั่นโถวให้พวกเขาสองคนอีกด้วย “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกข์ใจ กินอะไรไม่ลง แต่อย่างน้อยก็ต้องกินอะไรบ้าง ยังต้องจัดงานอีกหลายวันนะ”
จูกู่กับจูหมี่ที่ได้รับหมั่นโถวรู้สึกซาบซึ้งใจ “พี่ห้า…”
พวกเขาไม่คิดเลยว่าในตอนที่พวกตนมองพี่ห้าในแง่ร้ายอย่างนั้น พี่ห้ากลับยังคิดถึงพวกเขา
แต่พวกเขาเล่า?
พวกเขากลับแคลงใจในความหวังดีของพี่ห้า…
น้ำตาพลันรื้นดวงตาขึ้นมาอีกครั้ง
“เฮ้อ…” จูอู่ถอนหายใจ ดึงพวกเขาเข้ามาในอกแล้วกอดแน่น ๆ “มันผ่านไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะอยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้า”
“พี่ห้า…”
“พวกเจ้าไม่ต้องขอบคุณหรอก ถ้าพูดก็เท่ากับมองข้าเป็นคนนอกแล้ว พี่น้องกันทั้งนั้น ทุกอย่างดูกันที่การกระทำ”
ทันใดนั้น ความคิดของจูกู่กับจูหมี่ก็เอนเอียงมาทางจูอู่อีกครั้ง
แม้การที่แม่ม่ายฉินต้องมีจุดจบเช่นนี้จะทำไปเพื่อพวกเขา แต่ว่าพวกเขาก็ไม่อาจทำผิดต่อพี่ห้าได้เช่นกัน พี่ห้าดีต่อพวกเขาไม่น้อย
รู้ว่าพวกเขาอายุยังน้อย ทำนาไม่ไหว จึงแนะนำคนมาช่วยทำนาแทนพวกเขา
โดยให้ผลตอบแทนเป็นผลเก็บเกี่ยวหนึ่งในห้า ดูเหมือนจะมากไปบ้าง แต่มีข้าวสารกับมันเทศ พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เสบียงที่เก็บเกี่ยวได้ก็ไม่น้อยไปกว่าปีก่อน ๆ สักเท่าไหร่
กอปรกับค่าจ้างที่ไปทำงานข้างนอก พวกเขาคิดว่าชีวิตมีแต่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้แย่ลงเลย
จูอู่มาช่วยงานแล้ว จูซื่อย่อมจะมาด้วยเช่นกัน
ถึงแม้พี่น้องสกุลจูคนอื่น ๆ จะไม่ได้มาด้วย แต่ถ้ามีเรื่องอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือ ขอเพียงจูซื่อกับจูอู่ออกปาก พวกเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธ
ยกตัวอย่างเช่นป้ายวิญญาณของแม่ม่ายฉิน จูชีก็ช่วยเขียนป้ายให้
ขอให้ซิ่วไฉคนหนึ่งช่วยเจ้าเขียนอะไรแบบนี้ได้ ถ้าไม่รู้จักคุ้นเคยกัน คนเขาไม่มีทางมาช่วยหรอกนะ เพราะว่าไม่เป็นมงคล