ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 726 งานศพแม่ม่ายฉิน
บ
ทที่ 726 งานศพแม่ม่ายฉิน
จูกู่นิ่งเงียบไป เขารู้ว่าน้องชายคิดอะไรอยู่
แต่ว่า…
เขาถามขึ้นว่า “ศัตรู? ใครเป็นศัตรูของท่านแม่? จูอู่ จูต้าเหนียง หรือจูเหล่าโถว?”
“ยังไม่พูดถึงว่าท่านแม่เป็นฝ่ายไปข้องแวะกับสามีของชาวบ้านก่อน เรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ท่านแม่ก่อขึ้นมาเอง ทั้งยังยืนกรานว่าเด็กในท้องเป็นลูกของจูเหล่าโถว คนที่สอบสวนเรื่องนี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส ไม่ใช่จูต้าเหนียง พวกเราโทษจูต้าเหนียงได้หรือ?”
“อีกอย่าง จูสุ่ยหนิวก็ยอมรับเองไม่ใช่หรือว่าเด็กในท้องเป็นลูกของเขา?”
“คนที่ตัดสินใจให้ท่านแม่กินยาแท้งลูกก็คือเขา”
……
“แต่ว่านะ” จูหมี่พูดขึ้นมา “ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าเด็กในท้องท่านแม่เป็นลูกของจูสุ่ยหนิว?”
จูกู่นิ่งเงียบไปอีกครั้ง
จูหมี่พูดต่อไปว่า “ท่านแม่เจอจูสุ่ยหนิวไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง ตั้งนานขนาดนั้นก็ยังไม่ท้อง ทำไมพอมาเกี่ยวข้องกับจูเหล่าโถวกลับท้องขึ้นมาเสียได้ ทั้งยังท้องลูกของจูสุ่ยหนิวอีกด้วย? ท่านแม่ไม่ใช่แม่นางสาว ๆ เสียหน่อยจะได้ไม่รู้ว่าลูกในท้องเป็นลูกใคร…”
จูกู่อ้าปาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เพราะเขาไม่อาจไม่ยอมรับว่าที่น้องชายพูดมานั้นมีเหตุผล
เรื่องบางอย่างแค่ไปกระทบเบา ๆ ก็ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างชัดเจนขึ้นมาอย่างฉับพลันทันใด
“อีกอย่างนะ จูอู่หางานรับจ้างให้พวกเรา แต่ในช่วงทำนาแบบนี้ เขาก็ยังไม่ลืมพวกเราสองคน ตกลงแล้วเขาจริงใจกับพวกเรา หรือว่าอยากให้พวกเราอยู่ห่างกับท่านแม่กันแน่?” จูหมี่ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกแย่ “ท่านแม่สุขภาพไม่ดีก็จริง แต่ตอนพวกเราอยู่ด้วยก็ยังไม่เป็นไร แต่พอพวกเราไม่อยู่…ข้าไม่ได้อยากมองคนอื่นในแง่ร้าย แต่เรื่องนี้มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ”
“เจ้าสงสัยว่า…” จูกู่ลังเล
“ข้าอาจคิดมากไปเองก็ได้ แต่แค่คิดว่าท่านแม่มาตายเอาช่วงที่พวกเราไม่อยู่ ข้าก็รู้สึกว่างโหวงในอกชอบกลเหมือนมีอะไรหายไป”
ตอนที่แม่ม่ายฉินยังมีชีวิตอยู่ จูกู่กับจูหมี่รับน้ำใจจากจูอู่โดยไม่คิดอะไรมาก แต่พอแม่ม่ายฉินตายไปแล้ว พวกเขาสองคนจะยังรับน้ำใจต่อไปโดยไม่คิดอะไรเลยได้อย่างไร?
ราวกับว่าเรื่องที่พวกเขามาสนิทกับจูอู่ตั้งแต่แรกก็คือการทรยศแม่ม่ายฉิน
ในใจพวกเขาก็ทราบดีว่าร่างกายมารดาทรุดโทรมอย่างนั้น ต่อให้พวกเขาอยู่ด้วยก็คงอยู่ได้ไม่นานอยู่ดี แต่การที่มารดาจากไปไวเช่นนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา
ตอนที่พวกเขาไม่อยู่ ใครกันที่ช่วยดูแลมารดาแทนพวกเขา?
ก็คือย่าของลี่ฮวา
จูกู่กับจูหมี่ตาแดงก่ำ ทั้งสองสบตากันโดยไม่พูดอะไร
พวกเขาเพียงหาข้ออ้างเพราะไม่อยากยอมรับว่าพวกตนทำให้แม่ม่ายฉินเสียชีวิต มีเพียงต้องหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะทำใจพวกเขารู้สึกดีขึ้นบ้าง
ทิ้งงานไปกลางคันโดยที่ยังทำไม่เสร็จ ค่าจ้างก็จะถูกหัก
แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ขอลากลับบ้านไปทั้งอย่างนี้
รับค่าตอบแทนน้อยนิดกลับไป เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ฟ้าก็ค่อนข้างมืดแล้ว บริเวณหน้าเรือนของพวกเขาเต็มไปด้วยผู้คน
มีคนเห็นจูกู่กับจูหมี่ก็รีบเข้ามารับหน้า “ไอ้หยา พวกเจ้าสองคนกลับมาเสียทีนะ เร็วเถอะ ผู้อาวุโสกำลังรอพวกเจ้าอยู่”
ระหว่างที่พูด คนทั้งสองก็ถูกพาตัวไปหาผู้อาวุโส
ยามนั้น ศพของแม่ม่ายฉินถูกนำมาตั้งที่ห้องโถงแล้ว บนร่างเปลี่ยนใส่ชุดสะอาด หันศีรษะไปทางฝั่งทิศตะวันออก
“กลับมาแล้วหรือ เตรียมชุดให้แล้ว พวกเจ้ารีบไปเปลี่ยนเถอะ”
ไม่ว่าจูกู่กับจูหมี่จะอยู่หรือไม่ แต่พวกเขาสองคนยังเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ไฉนเลยจะจัดงานใหญ่โตเช่นนี้ไหว ผู้อาวุโสจึงจัดเตรียมงานเอาไว้แต่แรก สิ่งของที่ควรเตรียมเอาไว้ก็ตระเตรียมเรียบร้อย รอแค่ให้คนทั้งสองกลับมาเท่านั้น
ผู้อาวุโสพูดจบก็บอกให้คนอื่นพาพวกเขาไปเปลี่ยนใส่ชุดไว้ทุกข์
เวลานั้น ในที่สุดพวกเขาก็เดินตามคนอื่นไปจนถึงห้องโถง และได้เห็นศพมารดา
“ท่านแม่”
“ท่านแม่…”
จูกู่กับจูหมี่ร้องเสียงดังแล้วโผเข้าไปหาร่างไร้ชีวิตของแม่ม่ายฉิน ร่ำไห้อย่างโศกาอาดูร
“ท่านแม่ ทำไมท่านถึงไปแล้วล่ะ? ทำไมท่านไม่รอข้าก่อน?”
“ฮือ ๆ…ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว ลูกกับพี่ชายกลับมาแล้ว ท่านลืมตาขึ้นมาดูพวกข้าสิขอรับ”
“ท่านแม่ ท่านแม่…”
……
ผมถูกปล่อยลงมา กระทั่งรองเท้าก็ไม่ยอมใส่ พวกเขาหมอบอยู่บนเตียงที่ต่อขึ้นมาสำหรับใช้งานชั่วคราว เฝ้าศพแม่ม่ายฉินพลางร้องห่มร้องไห้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ค่อยมีคนมากล่อมให้พวกเขาไปนั่งคุกเข่าบนเบาะกลม ภายในเรือนจุดโคมไฟสว่างตลอดทั้งคืน
จนถึงตอนกลางดึก คนที่มาช่วยงานแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่เรือนตนเอง ถึงเวลานี้ จูกู่กับจูหมี่ค่อยคืบคลานขึ้นมาหาที่นั่ง
จูหมี่มองแม่ม่ายฉินที่นอนอยู่บนเตียงสักพักก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เมื่อเทียบกับเสียงร้องไห้โฮก่อนหน้านี้ คราวนี้เขาร้องเสียงเบายิ่ง แลดูจริงใจกว่าเดิม
“ฮือ ๆๆ…”
จูกู่หันมามอง “หยุดร้องได้แล้ว เก็บแรงเอาไว้ พรุ่งนี้กับวันมะรืนยังต้องร้องอีกนะ”
“ข้ารู้ แต่ข้าอดไม่ได้นี่นา…” จูหมี่น้ำตาไหลพราก เขาหันมาถามจูกู่ว่า “ท่านไม่อยากร้องไห้หรือ?”
“อยาก เมื่อกี้ร้องไปแล้ว” จูกู่ตอบ
“เมื่อกี้ร้องไห้ปลอม ๆ ไม่ใช่หรือ?” จูหมี่ถามทั้งที่น้ำตาคลอหน่วย
จูกู่ “…”
เขาไม่อาจปฏิเสธว่าการร้องไห้เหมือนจะขาดใจให้ได้แบบนั้นย่อมไม่ได้มาจากใจจริงทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ปลอมทั้งหมดเสียทีเดียว ย่อมจะมีความรู้สึกร่วมด้วยอยู่ไม่มากก็น้อย
จะพูดอย่างไรแม่ม่ายฉินก็เป็นมารดาของพวกเขา นางตายแล้ว พวกเขาจะไม่เศร้าใจเสียเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
“ท่านพี่ ข้ากลัว…”
“กลัวอะไร?”
จูหมี่มองร่างแม่ม่ายฉินพลางเอ่ยเสียงสะอื้น “กลัวว่าท่านแม่จะตำหนิพวกเรา ตอนท่านแม่จากไปก็รู้ว่าพวกเราสนิทกับจูอู่ ทั้งยังไปทำงานที่เขาแนะนำให้อีก…ฮือ ๆๆ…วันนั้นตอนที่พวกเราจากไป ท่านแม่ยังด่าพวกเราว่าลูกอกตัญญูอยู่เลย!”
พวกเขามักจะไม่อยู่บ้าน แต่ไปทำงานรับจ้างหาเงินเลี้ยงตัวเองอยู่ข้างนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ แม่ม่ายฉินจะไม่รู้ได้อย่างไร?
นอกจากนี้ ตอนที่พวกเขาสองคนไม่อยู่ก็มักจะให้ย่าของลี่ฮวามาดูแลมารดา ผู้หญิงคนนั้นดูถูกแม่ม่ายฉินมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดอะไรเสียเลย
ถ้อยคำพวกนั้น แค่ลอยเข้าหูมาก็บาดหูยิ่งแล้ว
“อะไรกัน ยังมาทำสำออยอะไรอยู่?”
“เพลา ๆ บ้างเถอะ หญิงร่านที่ไปยั่วยวนสามีคนอื่นอย่างเจ้า ถ้าลูกชายสองคนนั้นไม่ได้จ่ายเงินให้ข้ามาดูแล เจ้าคิดว่าข้าอยากมานักรึ?”
“เหอะ!”
“เจ้ารู้ไหมว่าลูกชายเจ้าได้งานรับจ้างมาจากใคร?”
“แม่ม่ายฉิน เจ้ารู้ไหม? เจ้าทำเรื่องพรรค์นั้นแล้ว คนสกุลจูก็ยัง ‘ดูแล’ ลูกชายสองคนนั้นของเจ้า มีแต่พวกเขานั่นแหละที่ใจเมตตาดุจโพธิสัตว์ ลองเป็นคนอื่นดูสิ ป่านนี้เจ้าคงตายไปแล้ว”
……
เดิมทีก็ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก ต่อมาก็ถูกคนกรอกยาแท้งบุตร ทั้งยังไม่ได้บำรุงร่างกาย ร่างกายแม่ม่ายฉินไม่ทรุดโทรมก็แปลกแล้ว
ร่างกายทรุดโทรม ลูกชายทั้งสองก็ไม่ได้ใส่ใจ ข้างกายยังมีคนคอยพูดจาร้ายกาจกรอกหู แม่ม่ายฉินที่อ่อนไหวง่ายอยู่แล้วจะรับไหวได้อย่างไร
ยิ่งฟังก็ยิ่งโมโห ต่อให้ไม่ป่วยก็คงโมโหจนป่วย นับประสาอะไรกับร่างกายที่ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เป็นทุนเดิม
ป่วยเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ยื้อมาด้วยสภาพอย่างนี้ผ่านมาได้ปีเดียวก็…
สุดท้ายก็มีจุดจบเช่นนี้
“ท่านแม่เคยไม่ด่าพวกเราด้วยหรือ?” จูกู่มองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าราบเรียบ เขากล่าวว่า
“หลังจากเรื่องนั้นเป็นต้นมา พวกเราก็เป็นลูกอกตัญญูในสายตาท่านแม่ไปแล้ว”
“ฮือ ๆๆ…แต่พวกเราไม่ได้ตั้งใจนี่ พวกเราไม่ได้อยากอกตัญญูกับท่านแม่” จูหมี่พูดเสียงสะอึกสะอื้น “แต่พวกเราไม่มีทางเลือกนี่นา พวกเรายังเด็ก ทำนาไม่ไหว ถ้าไม่ไปทำงานรับจ้าง ช่วยทำธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนอื่น พวกเรา…พวกเราก็คงไม่มีอะไรกินน่ะสิ”