ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 730 ช่วงนี้ท่านพ่อแปลกไป
บทที่ 730 ช่วงนี้ท่านพ่อแปลกไป
เย่อวี๋หรานยังย้ำคำเดิม นางส่งลูกหลานร่ำเรียนเพราะเป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ ในชีวิต หาใช่ต้องการให้พวกเขาสอบเข้าเป็นขุนนาง เพียงอยากให้อ่านออกเขียนได้ ภายภาคหน้าจะได้มีหนทางทำมาหากินในเมือง
ไม่มีทางเลือกอื่น ที่ดินไม่เพียงพอแบ่งสันปันส่วนกัน ทำได้เพียงพึ่งพาความรู้ในการหาเลี้ยงชีพ
ยามนี้ทุกคนไม่สนใจกิจการอาหารของนางอีก ต่างเลิกคิดเรื่องนี้เพราะถูกนางหลอกล่อ หลงเหลือเพียง ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เดิมทีคิดว่านางจะมีความสุขกับความสำเร็จของลูกหลาน ทว่าแท้จริงแล้วก็ต้องเหนื่อยยากไม่น้อยเช่นกัน
“ใช่แล้ว ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนี้ ยามเยาว์ยังพึ่งพาพ่อแม่ได้ แต่เมื่อเติบใหญ่และสร้างครอบครัวก็ต้องเลี้ยงดูลูกของตน”
“เลี้ยงลูกไม่ง่ายเลย มีคนเดียวยังยกที่ดินเป็นมรดกให้ได้ หากมีสองคนก็ต้องหาที่ดินเพิ่มอีก ไม่อย่างนั้นจะไม่เพียงพอแบ่งกัน เกรงว่าพวกเขาจะอดตายกันหมด”
“มีลูกสาวยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต่างจากของขาดทุน พอตบแต่งแล้วยังต้องให้สินเดิมอีก ให้น้อยไปก็คร้านจะถูกนินทา แต่มีใครไม่อยากให้เยอะบ้าง ไม่ใช่เพราะยากจนก็คงมีปัญญาจ่ายแล้ว”
……
แต่ละคนต่างระบายเรื่องราวชีวิตลำเค็ญที่อัดอั้นมานาน ดูเหมือนว่าอยู่ ๆ ทุกคนก็พูดภาษาเดียวกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ
หลี่ซื่อนั่งฟังทุกอย่างอยู่ด้านข้าง คิดในใจว่า ‘น่าชื่นชมนัก!’
แม่สามีของนางฉลาดมาก ยังไม่ทันได้รู้ตัว ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายลงแล้ว
ดูสิ ทุกคนล้วนตกหลุมพรางของแม่สามีนางหมดแล้ว!
หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง นอกจากคนสนิทที่อยู่ต่อ แขกส่วนใหญ่ล้วนบอกลาจูกู่และจูหมี่ก่อนเดินทางกลับ
ช่วยไม่ได้ บ้านของพวกเขามีพื้นที่เพียงเท่านั้น ตั้งโต๊ะอาหารในบ้านได้เพียงไม่กี่โต๊ะ ที่เหลือถูกนำไปตั้งนอกบ้าน หากทุกคนอยู่ด้านในคงไม่มีที่ให้นั่ง
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงทยอยเดินทางมา
คนที่มาถึงก่อนได้ทานอาหารก่อน ส่วนคนที่มาทีหลังค่อยทานอาหารรอบสอง
ผู้คนเดินเข้าออกเป็นว่าเล่นจนเจ้าภาพแทบปลีกตัวมาจัดงานศพไม่ได้
หมู่บ้านสกุลจูมีสุสานบรรพชน จึงไม่ต้องลำบากขุดหลุมฝังศพ ตามธรรมเนียมแล้วเพียงแค่เลือกที่ตั้งเท่านั้น
วันฝังศพก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้วเช่นกัน หลังกำหนดวันได้แล้วจูกู่กับจูหมี่ต้องไว้ทุกข์สองวัน เรียกว่าการไว้ทุกข์ตะวันลาลับ
เป็นการไว้ทุกข์ครั้งสุดท้ายก่อนฝังโลงศพเป็นเวลาสองวัน โดยทำเพียงระหว่างวันก็เพียงพอ
คืนก่อนวันฝังศพ โลงจะถูกนำไปยังหอบรรพชนที่ชื่อว่า ‘สยบวิญญาณ’
โลงศพจะถูกขนไปยังสุสานในวันรุ่งขึ้น
พิธีนี้ตามหลักแล้วจะมีเพียงครอบครัวของจูกู่และจูหมี่ เว้นเสียแต่จะมีผู้ช่วย
ผู้ไว้อาลัยอย่างเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวไม่ได้ไปร่วมพิธีนี้
หลังจบมื้ออาหารในวันนั้นก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
“วันนี้เป็นวันที่ต้องขึ้นเขาใช่ไหม?” จูเหล่าโถวถามขึ้นหลังจากได้ข่าวมาจากชาวบ้าน
“ใช่ วันนี้ตอนที่กินข้าวท่านแม่ก็บอกเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานตอบพลางก้มหน้าตรวจการบ้านให้จูชี
นางไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ยามนี้ยิ่งใกล้วันที่จูชีจะเดินทางไปโจวเสวีย ในใจก็ยิ่งพะว้าพะวัง
ด้วยสติปัญญาของเขา จะพอสูสีกับคนอื่นในโจวเสวียได้หรือไม่
นางไม่ได้วิตกเรื่องการเล่าเรียน เพียงเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงเท่านั้น
ทว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องยอมเสี่ยง
เขาเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ไม่มีทางจะให้อยู่ใต้ปีกของนางไปทั้งชีวิตโดยไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้ ‘ลอง’
หากเป็นไปได้ นางก็อยากให้เขามีชีวิต ‘เป็นปกติ’
จูเหล่าโถวสูบยาสูบด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์นัก
เขาหันมองเย่อวี๋หรานหลายครั้ง เมื่อเห็นนางเมินเฉยใส่ตนเองก็ยิ่งอารมณ์ขุ่นมัว
“ชีวิตของเราเล่า จะเอาอย่างไรดี?”
นางถามเสียงเรียบอย่างงุนงง “หือ?”
“เจ้าไม่คิดวางแผนจะอยู่กับข้าในภายภาคหน้าเลยหรือ?” ไม่รู้ว่าเขาเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าถามออกมาแบบนี้
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองเขา “เจ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วหรือ คิดว่าหลังเกิดเรื่องแม่ม่ายฉินแล้วข้าจะยังทนได้หรือ หากไม่ใช่เพราะลูกหลานกำลังเติบใหญ่กัน ครั้งนี้ข้าคงไม่ยอมคืนดีเพื่อพวกเขา และคงไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเจ้าอีก”
“ข้าว่าเจ้ายังโกรธอยู่” เขาคิดว่าเวลาล่วงเลยมาขนาดนี้ เรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว เขาจะสามารถกลับมาดังเดิมได้
“ไม่ต้องมากล่อมข้า เรื่องนี้ข้าจริงจัง”
“ทำไมกันเล่า เราอายุมากกันแล้ว ปล่อยผ่านเรื่องราวในอดีตไปไม่ได้เลยหรือ… ดูอย่างแม่ม่ายฉินสิ นางตายโดยไม่มีสัญญาณเตือนสักนิด ข้าเองไม่ได้เป็นคนดี แต่ลองเชิงเรื่องนี้ไปจะมีประโยชน์อะไรกัน คนที่เจ็บก็จะมีแต่เจ้าเองไม่ใช่หรือ?”
“ข้าไม่ได้ลองเชิง ข้าแค่ไม่ต้องการอยู่กับเจ้าอีกต่อไป เจ้าก็บอกเองว่าเราอายุมากกันแล้ว แค่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันก็พอ เราสองคนไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกแล้ว เป็นเพียงพ่อแม่ของลูก ๆ และปู่ย่าของหลาน ๆ บางทีข้าอาจจากไปในสักวัน แล้วเราจะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
จูเหล่าโถวอ้าปากตั้งท่าจะเอ่ยว่าตนเองไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ทว่าเห็นได้ชัดว่าหญิงเฒ่าตรงหน้าเขาไม่ได้เข้าใจแบบนั้น
สำหรับนาง ระหว่างเขากับนางจบสิ้นกันไปนานแล้ว
จูเหล่าโถวย้อนนึกถึงวันที่ได้พบนางครั้งแรก วันที่นางแต่งงานกับเขา วัยเยาว์ช่างล่วงเลยไปรวดเร็วนัก…
แน่นอนว่ารวมถึงช่วงเวลาที่ตรากตรำเลี้ยงดูลูกชายมาด้วยกัน
ทุกสิ่งย้อนกลับคืนตรงหน้าเขา
วันคืนสุขสันต์กลับกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เขาต้องการคำตอบ เพียงแค่ไม่รู้จะไปทวงถามจากใคร
เสียงสว่อน่า*[1]บรรเลงแว่วมาจากที่ห่างไกล ขับขานท่วงทำนองเศร้าสะเทือนใจ ดังวนเวียนในหัวเนิ่นนานไม่จางหาย
ดูท่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าแม่ม่ายฉินเพียงไม่กี่ปี
นางตายแล้ว สักวันหนึ่งเขาก็อาจถึงฆาตเช่นกัน
กำลังใจของเขาพลันคล้ายจะหดหาย เซื่องซึมลงไปถนัดตา
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จูต้ากับจูเอ้อร์และคนอื่น ๆ เพียงรับรู้ได้บ้าง หลังกลับมาจากทำงานก็สังเกตเห็น
‘หือ? ทำไมท่านพ่อถึงได้ดูแก่ลงอีกแล้ว’
ใช่ แก่ลงอีกแล้ว
พวกเขารู้ว่าจูเหล่าโถว ‘แก่’ ลง แม้แต่ออกไปทำไร่ทำนายังยากลำบาก ทว่าไม่ได้กังวลกับความชราของเขานัก และคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เพียงไม่กี่วันเขาถึงได้ ‘แก่’ ลงเช่นนี้
เขาดูแก่เสียจนรู้สึกราวกับเป็นพ่อเฒ่าจูเหล่าโถวที่ยังสุขภาพดีและอายุยืน เหตุใดเขาถึงได้ดูแก่เกือบเท่าท่านปู่ขนาดนี้กัน?
หลิวซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ รับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน
แต่เมื่อนึกถึงงานศพของแม่ม่ายฉินที่เพิ่งจัดขึ้น พวกเขาก็คิดว่าเขาคงสะเทือนใจกับการจากไปของนาง
เป็นไปได้ที่เขาจะยังผูกพันกับแม่ม่ายฉิน ถึงได้โศกเศร้ากับการตายของนางแบบนี้ อีกเหตุผลหนึ่งคือแม่ม่ายฉินอายุเท่าเขา นางสิ้นลมไปแล้ว เขาคงรู้สึกว่าความตายอยู่ไม่ไกลจากตนเอง
บรรดาลูกสะใภ้สบตากัน ไม่รู้จะปลอบใจพ่อสามีที่มีท่าทีแปลกไปผู้นี้อย่างไร
“ช่วงนี้รู้สึกว่าท่านพ่อดูแปลกไปบ้างไหม?”
หลังทานมื้อเย็นและเข้านอน หลิวซื่อสะกิดแขนจูเอ้อร์พลางเอ่ยถาม
ไม่ใช่ว่านางเป็นห่วงจูเหล่าโถว ทว่าต้องหมั่นแสดงความกตัญญูในฐานะลูกสะใภ้อยู่เสมอ
ไม่เช่นนั้นสามีอาจคิดได้ว่านางไม่ใส่ใจครอบครัวและไม่เป็นห่วงพ่อแม่ของเขา
“เจ้าเองก็รู้สึกเหมือนกันหรือ?”
“ที่บอกว่าเหมือนกันหมายความว่าอย่างไร ท่านพ่อเปลี่ยนไปมากขนาดนั้น ราวกับว่าอยู่ ๆ เขาก็แก่ลงทันตา ใครมีตาก็มองออกทั้งนั้น” หลิวซื่อลอบพึงพอใจแต่ไม่ได้แสดงออก นางเอ่ยสำทับว่า “เฮ้อ พูดเรื่องนี้ไปจะมีประโยชน์อะไรกัน ข้าเพียงเตือนท่านให้ใส่ใจท่านพ่อสักหน่อย ข้าเป็นเพียงสะใภ้ ชายหญิงต่างกัน ถามออกไปย่อมไม่เหมาะ แต่ท่านไม่เหมือนข้า ท่านเป็นลูกชายของเขา เรื่องแบบนี้ต้องถามออกไป…”
[1] สว่อน่า (唢呐) คือ เครื่องดนตรีทางตอนเหนือของจีน มีลักษณะคล้ายแตร