ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 740 เดินทางไปเมืองผู่โซ่ว
บทที่ 740 เดินทางไปเมืองผู่โซ่ว
เฮ้อ…
นึกทอดถอนใจเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็ทำจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า ล้างหน้าล้างตา แล้วจัดแจงตัวเองเล็กน้อย
เมื่อเปิดประตูท้ายเรือนออกก็เห็นตะกร้าผลไม้วางไว้ตรงนั้นดังคาด
ในช่วงเวลานี้ของปี ผลไม้ที่สุกงอมมีอยู่จำนวนมาก แต่ถ้าการเก็บกลับมากลับไม่ใช่เรื่องง่าย
พวกที่อยู่บริเวณเชิงเขาล้วนถูกคนอื่นเก็บไปหมดแล้ว มีแต่ต้องเข้าไปให้ลึกกว่านั้น แต่ที่นั่นอาจพบเสือร้ายได้ทุกเมื่อ คนทั่วไปจึงไม่กล้าไป
เย่อวี๋หรานคิดว่าผลไม้ที่กานอี้เซียนส่งมาให้เหล่านี้คงเก็บมาจากป่าลึกกระมัง?
ไม่รู้ว่าเขาเก็บมาเอง หรือให้ลูกน้องไปเก็บมาให้
“ท่านแม่ ผลไม้ตะกร้านี้ท่านไปได้มาจากไหนหรือเจ้าคะ?”
หลี่ซื่อช่วยขนของขึ้นเกวียนเทียมวัว หันกลับมาก็เห็นแม่สามีหิ้วตะกร้าผลไม้จากไหนไม่รู้มาด้วย จึงรู้สึกประหลาดใจ
ควรทราบว่าผลไม้ในตะกร้าแค่เห็นก็ทราบว่าเพิ่งเก็บมาใหม่ ๆ ใครจะไปเก็บผลไม้แต่เช้าตรู่เช่นนี้?
“คุณชายกานให้คนเอามาส่งให้” เย่อวี๋หรานวางตะกร้าลงบนพื้นแล้วกล่าวว่า “เจ้าไปเอาตะกร้ามาอีกใบ แบ่งเอาไว้กินเองที่บ้านด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือข้าจะเอาไปกินระหว่างทาง”
“ที่แท้ก็เป็นของที่คุณชายกานส่งมาให้ เขาช่างมีน้ำใจจริง ๆ ข้าจะไปเอามาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อรับปาก จากนั้นก็วกกลับไปหยิบตะกร้าเปล่า
ในตะกร้าใบนั้นมีผลแดงน้อยเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็มีผลไม้ชนิดอื่นบ้างประปราย
หลี่ซื่อแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเก็บไว้ที่บ้าน อีกครึ่งเอาใส่ตะกร้าที่แม่สามีจะเอาติดตัวไปด้วย
นางยังเอาผลไม้บางส่วนไปล้างจนสะอาดแล้วหาถุงผ้าใส่ไว้ พวกเขาจะได้สามารถรับประทานระหว่างทางได้ทันที
หลิ่วซื่อกับหลินซื่อกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเตรียมตำราที่จะได้ใช้เรียนเสร็จแล้ว เมื่อถึงเวลาก็จะโดยสารเกวียนเทียมวัวเข้าตำบลไปพร้อมกับเย่อวี๋หราน
จูเหล่าโถวมาพูดอะไรกับเย่อวี๋หรานเล็กน้อย ซึ่งก็มีแต่คำพูดทำนองว่า “เจ้าเป็นหญิงแก่คนหนึ่ง จริง ๆ เล้ย พวกเจ้าเจ็ดไปเรียนหนังสือ เจ้าจะไปด้วยทำไม?”
“พวกเขาไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ยังจำเป็นต้องให้เจ้าไปดูแลด้วยรึ?”
“ในบ้านมีเรื่องราวตั้งมากมาย เจ้าก็ทำใจไปได้นะ”
……
ความจริง เขาเพียงแต่กังวลว่าหลังจากเย่อวี๋หรานไปแล้ว หากในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาอาจคิดวิธีรับมือไม่ได้
อีกฝ่ายยังไม่ทันเดินทาง เขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจแล้ว คล้ายกับเพิ่งตระหนักได้ว่า หลายปีมานี้ ผู้ที่รับมือเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดมาก็คือภรรยาของเขา
“มีอะไรไม่วางใจ? ถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาพี่น้องก็หารือกันเองได้ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส เจ้าคิดว่าพวกท่านเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสจะไม่สนใจบ้านพวกเรางั้นหรือ?” แม้แต่เปลือกตาของเย่อวี๋หรานยังไม่ขยับเลยสักนิด
รู้ตัวว่าจะต้องเดินทางไกล นางจะไม่เตรียมการอะไรไว้เลยได้อย่างไร?
ช่วงเวลาแค่เดือนสองเดือนเท่านั้น ครอบครัวนี้ถ้าขาดนางไปแล้ว ยังจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้งั้นหรือ?
เรื่องใหญ่ล้วนเตรียมการไว้หมดแล้ว มีอะไรให้ต้องกังวลใจด้วย
กินมื้อเช้าเสร็จ คนทั้งครอบครัวก็ส่งพวกเย่อวี๋หรานออกเดินทาง
“ท่านแม่ เดินทางโดยสวัสดิภาพนะเจ้าคะ”
“พี่สาม มีอะไรก็ส่งจดหมายมานะขอรับ”
……
“ท่านแม่ ข้าไปกับพวกท่านด้วยดีไหมขอรับ? ไม่อย่างนั้น ขากลับก็จะเหลือแค่ท่านคนเดียวแล้ว” จูอู่กังวลใจอยู่บ้าง เพราะขาไปยังมีพี่สามกับเจ้าเจ็ดร่วมทาง ทว่าขากลับ พี่สามกับเจ้าเจ็ดต้องรั้งอยู่ในเมืองผู่โซ่ว แต่มารดาต้องเดินทางกลับมาตามลำพัง
น่าเสียดายที่เย่อวี๋หรานไม่เห็นด้วย
ในบ้านมีคนที่สมองใช้การได้อยู่แค่ไม่กี่คน นางให้จูซานไปดูแลจูชีแล้ว ไม่เหลือจูอู่ไว้สักคน ถ้าที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะมิแย่เอาหรือ?
นางไม่หวังว่าพอไปแล้วกลับมา ก็ต้องมาพบว่าที่บ้านเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ขึ้นหรอกนะ
จูอู่ได้แต่ยืนมองส่งมารดาพาพี่น้องจากไปตาละห้อย
หลินซื่อยืนอยู่ข้างกายเขา เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็อดจะนึกขันไม่ได้
นางกุมมือเขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าโตขนาดนี้แล้วยังจะห่างจากอกแม่ไม่ได้เชียวหรือ?”
“เจ้าไม่เข้าใจ!”
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ นั่นแหละ ข้ารู้แค่ว่ามีคนโตจนเป็นอาคนอื่นได้แล้ว แต่กลับยังห่างจากแม่ตัวเองไม่ได้”
จูอู่ปรายตามองนาง
หลินซื่อยิ้มด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ใจ
ในใจนางคิดมาตลอดว่าสามีของนางนั้นหล่อเหลามากความสามารถ ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้
คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เขาแสดงท่าทางอย่างเด็ก ๆ แบบนี้ออกมาได้ด้วย
ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะโกรธ นางก็อยากจะเย้าเขาเหลือเกินว่า “เจ้าเป็นเด็กที่ยังไม่หย่านมแม่งั้นหรือ?”
บนเกวียนเทียมวัว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านั่งอยู่ข้างเย่อวี๋หราน แปลงร่างเป็น ‘เจ้าหนูจำไม’ ถามนั่นถามนี่ไปตลอดทาง
เย่อวี๋หรานดีใจที่พวกเขามีคำถามแปลกพิสดารมากมาย คำถามไหนตอบได้นางก็จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ได้แต่ให้พวกเขาจดจำเอาไว้ แล้วไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
นางบอกพวกเขาว่า คำตอบทั้งหลายอยู่ใน ‘ตำรา’ หมดแล้ว ถ้าพวกเขายังหาในตำราไม่พบ ก็แสดงว่าพวกเขาอ่านมาน้อยเกินไป จึงยังไม่พบตำราที่มีคำตอบเล่มนั้น
จูต้ารับหน้าที่เป็นสารถี เขานั่งเงียบมาตลอดทาง เพียงแค่กำชับจูซานไปหลายคำ บอกให้เขาดูแลมารดากับน้องเจ็ดให้ดี
โดยเฉพาะตอนที่มารดากลับมา ให้ช่วยจองรถให้มารดา ยอมจ่ายเงินมาก แต่ไม่ยอมให้มารดาลำบาก
จูซานรับปาก “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”
เงียบไปครู่หนึ่ง จูต้าก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เจ้าสาม ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดกว่าข้า เรื่องข้างนอกนั้นคงต้องฝากเจ้าแล้ว”
“พี่ใหญ่ ช่วงที่ท่านแม่ไม่อยู่ก็ต้องรบกวนท่านดูแลที่บ้านด้วยนะขอรับ” จูซานฝากฝังภาระยิ่งใหญ่ของที่บ้านให้พี่ใหญ่พร้อมรอยยิ้ม
เขารู้ว่าพี่ใหญ่เพียงแต่พูดน้อย แต่ไม่ใช่คนโง่เขลา
บางครั้งก็จำเป็นต้องมอบความไว้วางใจให้พี่ใหญ่บ้าง
“อืม เรื่องนี้เจ้าไม่บอก ข้าก็รู้อยู่แล้ว” จูต้าตอบ
รวมกับจูชีที่กำลังเหม่อลอย บนเกวียนเทียมวัวเต็มไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น
เมื่อมาถึงประตูทางเข้าของตำบลอันจิ่ว เย่อวี๋หรานก็พาจูซานและจูชีลงจากเกวียน
จูต้าแยกทางกับพวกเขาอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วไปส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่สำนักศึกษาสกุลเสิน
เขาตั้งใจมาส่งให้ไวหน่อย อยากกลับไปดูคนอีกสักรอบ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เพราะยามนั้นพวกเย่อวี๋หรานได้จากไปพร้อมกับขบวนพ่อค้ากลุ่มหนึ่งแล้ว
ยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง แม้จะมีวัวน้ำตัวนั้นยืนอยู่ข้างหลัง จูต้ายังสัมผัสได้ถึงความว่างโหวงในอกอย่างหาได้ยาก คล้ายกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างหายไป
เขายืนอยู่ครู่หนึ่งก็กลับไปขึ้นเกวียนเทียมวัวอย่างเชื่องช้า เดินทางไปจากตำบลอันจิ่ว
เย่อวี๋หรานไหว้วานพี่เป้าให้ช่วยติดต่อขบวนพ่อค้าให้ อีกฝ่ายกำลังจะเดินทางไปเมืองผู่โซ่วพอดี พวกนางจึงขอร่วมทางไปกับพวกเขา
หัวหน้าคณะเดินทางแซ่เกา เป็นชายวัยสี่สิบต้น ๆ ที่ไว้หนวดเครา ดูแล้วเหมือนพ่อค้าที่ฉลาดหลักแหลมผู้หนึ่ง
เย่อวี๋หรานเพิ่งจะขึ้นไปนั่งบนรถม้าได้ไม่นาน หัวหน้าเกาก็นำชากาหนึ่งมาส่งให้ด้วยตนเอง
“จูต้าเหนียง ข้าได้ยินพี่เป้าบอกว่าท่านจะไปส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่โจวเสวียในเมืองผู่โซ่วงั้นหรือ?” สายตาคู่นั้นของเขากวาดมองมาทางสามแม่ลูกราวกับโคมดวงใหญ่
เย่อวี๋หรานตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “ใช่แล้ว เจ้าเจ็ดบ้านข้าโชคดีสอบเป็นซิ่วไฉได้ ได้รับสิทธิ์ให้ไปเรียนที่โจวเสวีย จึงตั้งใจว่าจะไปส่งก่อนที่ทางนั้นจะเปิดเรียน”
จูซานกับจูชีแต่งกายแตกต่างกัน ทำให้คนมองปราดเดียวก็แยกออกว่าคนไหนจึงเป็นปัญญาชน
นอกจากนี้ ในมือจูชียังมีตำราอยู่เล่มหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ สายตาของหัวหน้าเกาจึงหยุดอยู่ที่ร่างของจูชี “เป็นถึงซิ่วไฉเลยหรือนี่?! ไอ้หยา ข้าช่างมีบุญวาสนาจริง ๆ ถึงได้มีโอกาสเชิญนายท่านซิ่วไฉขึ้นมานั่งบนรถม้า…”
ท่าทางเคารพเทิดทูนจนแทบจะก้มกราบ ทั้งประหลาดใจระคนยินดีเหลือประมาณ