ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 739 เพราะอ่อนแอเกินไป
บทที่ 739 เพราะอ่อนแอเกินไป
เย่อวี๋หรานยกตัวอย่างเรื่องที่เคยถูกคนบังคับซื้อสูตรทำชาด รวมถึงเรื่องที่เคยถูกคนใส่ร้ายจนต้องเข้าคุกไปคราวนั้น
ฮูหยินอวี๋คนนั้นก็แค่เปิดร้านขายชาดเล็ก ๆ ร้านเดียว แต่ไฉนนางจึงกล้ามีความคิดอยากฮุบสูตรทำชาดของสกุลจูกันเล่า?
ก็เพราะนางคิดว่าสกุลจู ‘อ่อนแอ’ มาก ต่อให้แย่งชิ้นเนื้อมาสักคำ สกุลจูก็ไม่อาจทำอย่างไรกับนางได้
บ่อนพนันอี้ซิงก็เช่นกัน พวกเขาคิดว่าสกุลจูเป็นเนื้อชิ้นหนึ่ง จึงอยากจะทึ้งกัดสักคำ
คนที่คิดร้ายต่อสกุลจูเหล่านี้ก็เพียงเห็นว่าสกุลจูเริ่มจะตั้งตัวได้ พอมีทรัพย์สินบ้างเล็กน้อย ขณะที่พวกเขาก็ต้องการทรัพย์สินเล็กน้อยนั้น จึงวางแผนแย่งชิงมา
แต่คนเหล่านั้นเป็นเพียง ‘คนนอก’ เย่อวี๋หรานแค่ต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงพวกเขา ขอแค่ไม่โคจรไปพบพวกเขาก็พอแล้ว แต่หมู่บ้านสกุลจูไม่เหมือนกัน หมู่บ้านสกุลจูเป็นรากฐานของสกุลจู เป็นวงศ์ตระกูลเดียวกัน เป็นถิ่นพำนักของบรรพชนหลายชั่วรุ่นของสกุลจู ในภายภาคหน้าก็จะเป็นแหล่งเครือข่ายความสัมพันธ์อีกด้วย ถ้าคนที่นี่กลายเป็นเหมือนฮูหยินอวี๋หรือคนของบ่อนพนันอี้ซิงไปเสียแล้ว เช่นนั้นก็เท่ากับว่าในใต้หล้านี้ไม่เหลือสถานที่พักพิงของสกุลจูอีกต่อไป
ดังนั้น ถ้าสกุลจูไม่ใช่แค่ดีกว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อย พาคนอื่น ๆ ร่ำรวยไปด้วยกัน สกุลจูก็ต้องร่ำรวยล้นฟ้าในก้าวเดียว กลายเป็นคนที่ใคร ๆ ต้องแหงนหน้ามอง ทำให้พวกเขาไม่กล้าคิดร้าย ไม่กลายเป็น ‘เนื้อติดมัน’ ที่ใครต่อใครคิดว่าสามารถเอาเข้าปากได้ชิ้นนั้น
กานอี้เซียนอ้าปากค้าง คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะซับซ้อนลึกซึ้งเช่นนั้น
“นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ท่านพาคนทั้งหมู่บ้านทำนาน้ำสินะ? มันเทศพวกนั้นก็ด้วย…”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว ตั๊กแตกที่ถูกมัดไว้บนเรือลำเดียวกันถึงจะกลัวว่าจะเรือจะพลิกคว่ำ”
“หมายความว่า…ต่อไปก็ไม่อาจซื้อที่ดินได้อีกแล้ว?” กานอี้เซียนค่อนข้างผิดหวัง
เขามาคุยกับเย่อวี๋หรานเพื่อปลอบขวัญตนเองแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายโยนระเบิดลูกหนึ่งกลับมา ฉุดให้เขาตกจากแดนเซียนสู่ขุมนรก ผิดหวังสุดจะบรรยาย
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว พอคนในหมู่บ้านมีเงินในมือ พวกเขาย่อมจะอยากซื้อวัวซื้อที่ดิน ถึงตอนนั้นพวกข้าก็จะซื้อที่ดินเหมือนคนอื่น ๆ ส่วนว่าจะซื้อมากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับกำลังความสามารถของแต่ละคนแล้ว”
ถึงยามนั้น ทุกคนได้ลิ้มรสผลประโยชน์ อยากให้นางพาทุกคนร่ำรวยไปด้วยกัน ก็ย่อมจะยืนอยู่ข้างนาง ปกป้องผลประโยชน์ของนางไปโดยปริยาย
นางก็ไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะมีคนต่ำช้ามาคิดร้ายต่อสกุลจูอีก
เชื่อว่าถึงเวลานั้น ต่อให้มีคนกล้าคิดร้าย ก็ย่อมมีคนกล้ายืนอยู่ตรงหน้านาง ช่วยปราบคนเหล่านั้นให้แทน
เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว ก็ไม่อาจทำให้สั่นคลอนได้โดยง่าย
กานอี้เซียนถอนหายใจออกมา “ใจหายหมด ข้านึกว่าท่านจะไม่ซื้อที่ดินแล้วเสียอีก แค่ได้ซื้อก็พอ ค่อยซื้อพร้อมกันตอนนั้นก็ดีเหมือนกัน…”
เขาครุ่นคิดคำนวณในใจว่า หากคนทั้งหมู่บ้านสกุลจูใช้วิธีทำนารูปแบบใหม่ตามจูต้าเหนียง เขาจะมีความดีความชอบมากมายปานใด
ดูเหมือนว่าจะมากโขทีเดียว
เห็นท่าทางของเขาแล้ว เย่อวี๋หรานก็หลุดขำออกมา “เจ้ามาหาข้ากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ คงไม่ได้มาแค่จะบอกให้ข้าซื้อที่ดินหรอกนะ?”
“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ข้า…” กานอี้เซียนเกือบจะหลุดปากพูดออกมาอยู่แล้ว จึงรีบหยุดเอาไว้ทันที
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “มีอะไรหรือ?”
“ข้าไม่บอกท่าน!”
“โอ๊ะ คนบางคนหยิ่งขึ้นหรือนี่?” เย่อวี๋หรานพูดเยาะ
ไม่พูดยังพอว่า ครั้นพูดขึ้นมากานอี้เซียนก็ทำท่าเย่อหยิ่งขึ้นมาเสียแล้ว เชิดคางขึ้นน้อย ๆ เม้มปากเบา ๆ “ไม่ใช่เสียหน่อย!”
ท่าทางเหมือนตีให้ตายก็ไม่ยอมบอก!
ท่าทางเช่นนั้นทำให้เย่อวี๋หรานนึกขัน “ฮึฮึ…ยังมาว่าไม่ใช่อีก? ถ้าไม่ใช่แล้วตอนนี้เจ้าทำอะไรอยู่?”
กานอี้เซียนมองนางอย่างปั้นปึ่ง
ท่าทางอย่างเด็ก ๆ เหมือนเจ้าเจ็ดกับพวกต้าเป่าไม่ผิดเพี้ยน เย่อวี๋หรานหัวเราะเบิกบานใจยิ่งกว่าเดิม
แต่หลังจากหัวเราะเสร็จแล้ว นางก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามกานอี้เซียนอีกว่ามาทำอะไรกันแน่
กานอี้เซียนลอบโล่งอก: ที่แท้ จูต้าเหนียงก็ตกหลุมพรางแบบนี้ด้วย!
เขารู้แล้วว่าต่อไปควรรับมือกับนางอย่างไร
ต่อจากนั้น เขาก็ถามเรื่องการเตรียมการช่วงเก็บเกี่ยว แม้ตอนนี้จะยังเป็นฤดูร้อน ห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวอีกราวสองสามเดือน แต่รอจนเย่อวี๋หรานกลับมาจากเมืองผู่โซ่ว รวมเวลาไปกลับก็คงจวนจะถึงเวลาแล้ว
อืม เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เพราะถึงตอนที่นางกลับมาก็คงจะเริ่มเก็บเกี่ยวมันเทศกันแล้ว
หลังเก็บเกี่ยวมันเทศก็คือการเกี่ยวข้าว
หลังจากทำเรื่องเหล่านั้นเสร็จ นางตั้งใจว่าจะกันที่นาบางส่วนออกมาลองดูว่าจะสามารถปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวและมันเทศหน้าหนาวได้หรือไม่ คราวก่อนไม่ได้คำนวณเวลาให้ดี เกรงว่าอาจทำให้การเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ผลิล่าช้าออกไป แต่ตอนนี้เมื่อลองมาใคร่ครวญดี ๆ แล้ว คล้ายว่าจะไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่นางคิด
หากเตรียมการใหม่อีกครั้ง เทียบเคียงเวลาให้ดี ก็น่าจะพบช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถเพาะปลูกทั้งสองฤดูได้
สภาพภูมิอากาศของที่นี่ยังนับว่าเหมาะสมทีเดียว
ครั้นได้ฟังแผนการสำหรับอนาคตของนางแล้ว กานอี้เซียนก็วางใจได้เสียที…ในเมื่อได้คิดเอาไว้แต่เนิ่น ๆ แบบนี้ก็คงแน่นอนพอสมควรแล้ว
ในฐานะที่เป็นเทพเซียน กานอี้เซียนไม่อาจเนรมิตเงินออกมาให้เย่อวี๋หรานโดยตรง แต่บนเขามีผลไม้ป่าอยู่จำนวนมาก
เขาพูดว่า “จูต้าเหนียง วันรุ่งขึ้นก่อนที่ท่านจะออกเดินทาง ให้มาดูที่ประตูท้ายเรือนเสียก่อน ข้ามีของจะส่งมาให้ท่าน”
“ไม่จำเป็น ข้าเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” เย่อวี๋หรานปฏิเสธ
“ไม่ได้ นี่คือน้ำใจจากข้า ไม่ใช่ของมีราคาอันใด ก็แค่ผลไม้บนเขาก็เท่านั้น พวกท่านเอาไว้กินระหว่างเดินทาง”
เย่อวี๋หรานไม่ปฏิเสธอีก “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณเจ้าแล้ว”
ผลไม้ป่านี่นา ลำบากแค่ตอนไปเก็บ ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่ของมีราคาอะไรจริง ๆ นั่นแหละ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนกลางคืนมองอีกฝ่ายนานเกินไป หรือเพราะนางคุยกับเขาเพลิดเพลินเกินไป ตอนที่เย่อวี๋หรานตื่นขึ้นมาก็พบว่า นาง ‘ฝัน’ ถึงเขาอีกแล้ว
อ๋า…หน้าแดง!
นางอายุปูนนี้แล้ว ยังจะเอาแต่ฝันถึงคนหนุ่มอย่างเขาไปทำไม เป็นผู้หญิงวัยทองแล้วแท้ ๆ!
ถ้าเขารู้เข้าจะต้องไม่กล้ามาพบหน้านางอีกเป็นแน่
ขณะเดียวกัน เย่อวี๋หรานก็อดจะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนั้นข้ายังเป็นแค่หญิงสาวคนหนึ่งอยู่แท้ ๆ!”
ก่อนจะย้อนยุคมา นางอายุแค่สามสิบต้น ๆ ยังถือว่าเป็นสาวโสด
วัยเท่านั้น ถ้าจะหาคนหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ อายุน้อยกว่าตนเองไม่กี่ปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดาราหญิงชื่อดังบางคนยังอายุมากกว่าสามีของตัวเองตั้งรอบหนึ่ง
น่าเสียดายที่ย้อนยุคมาแบบนี้ นางไม่เพียงแต่อายุมากขึ้นหลายปีเท่านั้น แต่ยังเป็นย่าคนแล้ว ถ้ายังคิดจะแต่งงานใหม่กับคนหนุ่มสักคนก็คงกลายเป็นฝันกลางวันไป
มองมือหยาบกร้านทั้งสองของตนเอง แล้วลูบไล้ใบหน้าที่หยาบกร้านมีริ้วรอยดุจเดียวกัน เย่อวี๋หรานก็รู้สึกหดหู่ใจ
ยามนี้เกรงว่านางคงไม่ใช่สตรีอายุสี่สิบกว่า แต่เป็นแม่เฒ่าวัยหกสิบเจ็ดสิบแล้วกระมัง?
ทั้ง ๆ ที่อายุไม่ได้มากปานนั้น แต่ผิวพรรณกลับ…
เย่อวี๋หรานคิดในใจ ‘ถ้านางเริ่มบำรุงตั้งแต่ตอนนี้ ไม่รู้ว่ายังทันอยู่ไหมนะ?’
แม้แต่แผลเป็นบนหน้าผากของต้าเป่ายังรักษาให้หายได้ ไม่รู้ว่ายังจะมียาวิเศษอะไรที่ช่วยกอบกู้ความเยาว์วัยคืนมาให้นางได้หรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นสาวน้อยวัยสิบแปด ขอเพียงคืนสู่รูปโฉมในชาติที่แล้วของตนเองได้ นางก็พอใจแล้ว
ทว่าน่าเสียดาย ยามนี้กระทั่งกระจกที่ช่วยให้เห็นโฉมหน้าของตนเองได้ชัด ๆ สักบานก็ยังไม่มี
แม้ว่าตักน้ำมาสักอ่างอาจพอมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองได้บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ไม่อาจทำได้เท่าที่เย่อวี๋หรานหวังไว้