ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 742 ลักษณะพิเศษของเมืองผู่โซ่ว
บทที่ 742 ลักษณะพิเศษของเมืองผู่โซ่ว
“เสี่ยวเอ่อร์ตัวขอรับ” เด็กชายตอบ
“เพราะเหตุใดเมื่อมาเมืองผู่โซ่วแล้วจะต้องหาคนนำทาง?” เย่อวี๋หรานถาม
“ท่านป้า ข้าจะตอบคำถามโดยไม่คิดเงินเพียงสามข้อเท่านั้นนะขอรับ ถ้าหลังจากนั้นยังถามอะไรอีกก็จะเก็บเงินแล้ว แต่ถ้าท่านจ้างข้าเป็นคนนำทาง ท่านก็สามารถถามข้าไปตลอดทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” เสี่ยวเอ่อร์ตัวบอกกล่าวให้ชัดเจนก่อนค่อยตอบคำถาม “ซึ่งความจริงคำถามนี้ข้าได้ตอบไปแล้ว ถ้าไม่มีคนนำทาง คนที่เพิ่งมาเมืองผู่โซ่วเป็นครั้งแรกเหมือนพวกท่านอาจพบพ่อค้าใจร้ายเอาได้ง่าย ๆ”
“นี่นับเป็นคำถามที่ไม่คิดเงินข้อแรกใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว
เสี่ยวเอ่อร์ตัวลังเลเล็กน้อย จากนั้นจึงตอบว่า “เมื่อครู่นี้นับ อันนี้ไม่นับ ท่านยังเหลืออีกสองคำถาม”
เย่อวี๋หรานหลุดยิ้มออกมา พบว่าเด็กน้อยคนนี้มีหัวการค้าทีเดียว “เช่นนั้นก็ดี จากคำถามข้อแรกของข้า เพราะเหตุใดถ้าไม่มีคนนำทาง ข้าก็อาจไปพบพ่อค้าใจร้ายเอาได้ง่าย ๆ?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวลังเลเล็กน้อย
“ตอบไม่ง่ายสินะ?”
“พวกท่านแต่งตัวธรรมดาเกินไป…” น้ำเสียงของเสี่ยวเอ่อร์ตัวเบายิ่ง แต่ก็พอให้ได้ยินชัดเจน
เย่อวี๋หรานฟังเข้าใจแล้ว อีกฝ่ายกำลังบอกเป็นนัยว่า แค่เห็นก็รู้ว่าพวกนางมาจากชนบท ไม่มีเงิน
นางกล่าวว่า “แล้วทำไมพวกข้าแต่งตัวธรรมดาแล้วต้องไปเจอพ่อค้าใจร้ายด้วยเล่า?”
“ร้านรวงของที่นี่ล้วนมีคนคุมอยู่เบื้องหลัง พบคนเช่นไรเก็บเงินเช่นนั้น นี่เป็นกฎที่พวกเขาตั้งเอาไว้” เสี่ยวเอ่อร์ตัวตอบ
เย่อวี๋หรานถามต่อ “ไม่ถูกต้องสิ ถ้าพวกข้าเป็นคนธรรมดาก็ควรเก็บเงินถูกหน่อยไม่ใช่หรือ?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวเอ่ยเสียงเบา “นี่เป็นคำถามที่สี่แล้ว”
เอาเถอะ เย่อวี๋หรานจำต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้ภายนอกดูเหมือนซื่อ ๆ แต่ความจริงเจ้าเล่ห์ทีเดียว
ดูสิ บอกว่าถามคำถามโดยไม่คิดเงินได้สามข้อ แต่กลับไม่ตอบคำถามไหนอย่างชัดเจน…อย่างน้อยจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกตนจึงจะได้พบพ่อค้าใจร้าย
แต่เมื่อนับดี ๆ อีกฝ่ายก็ตอบคำถามที่ไม่คิดเงินครบสามข้อแล้ว
ทว่ายามตอบคำถาม เขามักจะตอบไม่หมด ชักนำให้เมื่อเจ้าถามคำถามแรกแล้ว ก็จะมีคำถามที่สอง คำถามที่สามตามมา จากนั้น…
“ก็ได้ ถ้าให้เจ้านำทางคิดเงินเท่าไหร่?” คราวนี้เย่อวี๋หรานยอมตกหลุมพรางเขาทั้งที่รู้อยู่เต็มอก
เสี่ยวเอ่อร์ตัวตอบว่า “สิบเหรียญขอรับ”
“อะไรนะ?! สิบเหรียญ?!” จูซานเบิกตาโต “ทำไมเจ้าไม่มาแย่งไปเลยล่ะ เด็กคนเมื่อกี้เรียกเงินเท่าค่าซาลาเปาเนื้อลูกเดียว ทำไมเจ้าเรียกตั้งสิบเหรียญ? แทนที่จะให้เจ้านำทาง ไปหาคนที่เรียกเงินถูกกว่ามิดีกว่าหรือ?”
“เช่นนั้นท่านก็เตรียมใจถูกไถเงินได้เลย” เสี่ยวเอ่อร์ตัวเงยหน้าขึ้นพูด “ราคาซาลาเปาเนื้อของแต่ละร้านไม่เท่ากัน มีตั้งแต่สองเหรียญไปจนถึงสิบตำลึงเงิน”
จูซานอึ้ง “…ซาลาเปาบ้าอะไรราคาตั้งสิบตำลึง?!”
“ซาลาเปาสีชาดของหอเมามายราคาลูกละสิบตำลึง”
“หอเมามายเป็นสถานที่แบบไหนกัน?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวหน้าแดง อึก ๆ อัก ๆ ไม่กล้าพูดออกมา “เอาเป็นว่า…ถ้าท่านอยู่ในเมืองผู่โซ่วนานกว่านี้เดี๋ยวก็ได้รู้เอง”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าเขาเป็นเด็กคนหนึ่งจึงไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เขาอีก “ได้ เช่นนั้นก็สิบเหรียญ เจ้านำทางก็แล้วกัน”
“ท่านแม่…” จูซานไม่ใคร่จะเห็นด้วยนัก
สิบเหรียญ ถ้าอยู่ในตำบลอันจิ่ว เพิ่มเข้าไปอีกไม่กี่เหรียญก็สามารถซื้อเนื้อได้แล้ว
ถึงตอนนี้ครอบครัวพวกเขาจะหาเงินได้ แต่ก็ไม่ควรใช้เงินแบบนี้
เย่อวี๋หรานส่ายศีรษะให้เขา “พอเถอะ เรื่องนี้เอาตามนี้”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวถามยืนยัน พบว่าคนกลุ่มนี้เลือกตนเองแน่นอนแล้วก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
เขาล้วงป้ายคู่หนึ่งออกมาด้วยท่าทางดีอกดีใจ ป้ายหนึ่งแขวนไว้บนคอตัวเอง อีกป้ายเอาไปแขวนไว้บนสัมภาระของพวกเย่อวี๋หราน
“นี่คืออะไร?” เย่อวี๋หรานเห็นการกระทำของเขาแล้วก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
“เมื่อแขวนป้ายนี้ก็แสดงว่าพวกท่านเป็นลูกค้าของข้า คนจากพรรคอื่นไม่อาจหมายตาพวกท่านได้อีก” หนนี้ เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่ได้กล่าวถึงเรื่องรับเงินไม่รับเงินอะไรอีกแล้ว แต่ตอบมาตามตรง
“ข้าเป็นคนพรรคซานไห่ ถึงจะเป็นเพียงค่ายพรรคเล็ก ๆ แต่ระหว่างพรรคต่าง ๆ ได้ตกลงกันไว้แล้วว่า เมื่อแขวนป้าย คนพรรคอื่นก็ไม่อาจมาแย่งลูกค้าได้อีก ส่วนข้าก็จะนำทางพวกท่านไปย่านที่พรรคซานไห่ดูแลอยู่ พวกท่านวางใจ ร้านรวงต่าง ๆ ในถิ่นของพรรคซานไห่เราล้วนเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งนั้น ไม่หลอกลวงลูกค้าแน่นอนขอรับ”
เย่อวี๋หรานเพิ่งจะได้รู้เป็นครั้งแรกนี่แหละว่า ที่แท้การทำการค้ายังมีการแบ่งเขตแดนกันอีกด้วย
เมืองผู่โซ่วเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ อย่าเห็นว่าที่นี่เป็นเมืองเมืองหนึ่ง แต่ตอนแรกสุดนั้นที่นี่คือแหล่งซ่องสุมโจรภูเขา
แต่ภายหลังโจรภูเขาค่ายใหญ่ที่สุดถูกทางการเกลี้ยกล่อมจนยอมเข้าสวามิภักดิ์ โจรภูเขาค่ายอื่นก็ทยอยยกธงขาวต่อทางการ ส่วนค่ายที่ไม่ยอมสยบล้วนถูกล้อมปราบจนสิ้น
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นคนเล่าให้เย่อวี๋หรานฟัง ส่วนว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้แล้ว
สรุปได้ว่าเพราะเหตุนี้ แม้เมืองผู่โซ่วจะได้ชื่อว่าขึ้นตรงต่อทางการ แต่ความจริงแล้วผู้มีอำนาจแท้จริงของที่นี่ก็คือกลุ่มค่ายพรรคน้อยใหญ่เหล่านี้
พวกเขาป่าเถื่อนแกร่งกร้าว เจรจากันด้วยกำปั้น มีกฎเกณฑ์ยุทธภพของตนเอง
หากคิดจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็ต้องทำตามกฎของพวกเขา
เมื่อเสี่ยวเอ่อร์ตัวพาคนจากไป เด็กน้อยที่ถูกไล่กระเจิงไปเหล่านั้นก็กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง
หนึ่งในนั้นมีเด็กคนหนึ่งค่อนข้างเจ้าเนื้อ ชักสีหน้าไม่พอใจ “บ้าชะมัด! เจ้าหมอนั่นก็ดีแต่เสแสร้งนั่นแหละ!”
“เสี่ยวพ่าง เจ้าไม่พอใจที่คนเขาแย่งลูกค้าไปมากกว่าล่ะสิ” เด็กอีกคนที่ร่างผอมแห้งแทะหญ้าในปากแล้วพูดว่า “พอเถอะน่า เจ้าไม่ได้แขวนป้ายเอาไว้เสียหน่อย ลูกค้ารายนั้นย่อมไม่ใช่ของเจ้า”
“คนพรรคสยงอิงอย่างเจ้าจะมาสนใจคนพรรคซานไห่ทำไม?” เสี่ยวพ่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าทำอย่างไรกับเจ้าแห้งคนนี้
เพราะอีกฝ่ายเป็นคนพรรคสยงอิง เป็นพรรคใหญ่กว่าพรรคต้าเสอที่ตนเองสังกัดอยู่
“ทำไมรึ? เสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นพี่น้องของข้า ข้ายุ่งแล้วจะทำไม” เจ้าแห้งคนนั้นกลอกตาให้
เด็กน้อยทั้งหลายตีฝีปากกัน เมื่อมีคนแบกห่อสัมภาระน้อยใหญ่เข้าเมืองมาอีกครั้งก็รีบเข้าไปต้อนรับผู้มาเยือน ใครที่เจรจาได้ลูกค้าไปก็จากไปพร้อมกับอีกฝ่ายเหมือนกับเสี่ยวเอ่อร์ตัว ส่วนคนที่คว้าน้ำเหลวก็กลับมารวมตัวโต้คารมกันอีกครั้ง
เย่อวี๋หรานได้ทำความรู้จักเมืองผู่โซ่วใหม่อีกครั้งผ่านคำบอกเล่าของเสี่ยวเอ่อร์ตัว
แม้ก่อนหน้านี้คุณชายเยี่ยนจะเคยส่งข้อมูลเกี่ยวกับโจวเสวียมาให้ แต่เขาเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ไม่จำเป็นต้องไปมาหาสู่กับคนระดับล่าง ทั้งยังไม่เคยทำความเข้าใจมาก่อน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสละเวลามาสอบถามเรื่องเกี่ยวกับเมืองผู่โซ่วเช่นนี้เหมือนเย่อวี๋หราน
ยกตัวอย่างเช่นคำถามเกี่ยวกับค่ายพรรคเหล่านี้ คุณชายเยี่ยนก็ไม่เคยสอบถามมาก่อน
เพราะคนของครอบครัวเขาได้จ่ายเงินซื้อป้ายของพรรคเหลยถิงเตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
พรรคเหลยถิงเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในเมืองผู่โซ่ว แม้แต่ทางการก็ต้องไว้หน้าอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน
เมื่อเขามีป้ายนี้แล้วก็ย่อมหมายความว่าเขาอยู่ในความดูแลของพรรคเหลยถิง ขอเพียงเป็นคนที่มีตาย่อมไม่มีใครกล้ามารบกวนเขา
เดิมทีเย่อวี๋หรานตั้งใจว่าจะเข้าพักในโรงเตี๊ยมสักแห่งไปก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาเรื่องหาเช่าเรือนสักหลัง
คิดไม่ถึงว่าเพียงได้ยินว่าจูชีเป็นซิ่วไฉ วันรุ่งขึ้นต้องไปรายงานตัวที่โจวเสวีย เสี่ยวเอ่อร์ตัวก็แนะนำสถานที่หนึ่งให้ทันที “ในเมื่อพวกท่านต้องการเช่าที่พัก เช่นนั้นก็ไปเช่าที่พักโดยตรงเลยจะดีกว่า จะมาสิ้นเปลืองเงินทองพักโรงเตี๊ยมไปทำไม ข้าจะแนะนำสถานที่หนึ่งให้พวกท่าน รับรองได้ว่าเหมาะสมทุกประการ ทั้งอยู่ใกล้กับโจวเสวีย ค่าเช่ายังถูกอีกต่างหาก…”
เขาร่ายยาวอย่างมีน้ำใจเร่าร้อน