ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 743 นายหน้าของพรรคซานไห่
บทที่ 743 นายหน้าของพรรคซานไห่
ไม่รู้ว่าจูซานคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่าหลังจากเสี่ยวเอ่อร์ตัวได้ยินว่าน้องเจ็ดของเขาเป็นซิ่วไฉแล้วก็มีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาตระหนักดีว่าหากเป็นสถานที่เช่นตำบลอันจิ่ว น้องเจ็ดของเขาย่อมมีหน้ามีตาอย่างมาก คำว่าซิ่วไฉสองคำนี้มีค่าราคา แต่นี่คือเมืองผู่โซ่วที่เต็มไปด้วยซิ่วไฉเชียวนะ
เมืองผู่โซ่วหรือจะขาดแคลนซิ่วไฉ?
ถ้าเขาถามออกมา เสี่ยวเอ่อร์ตัวก็คงจะตอบว่า ‘ไม่ขาดแคลนซิ่วไฉก็จริง แต่ในถิ่นพรรคซานไห่ของพวกข้าขาดแคลนนี่นา’
นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก เพราะเหตุใดพรรคใหญ่จึงนิยมมอบป้ายให้ปัญญาชน แสดงออกว่าคนผู้นี้อยู่ในความดูแลของตนเองนัก? แท้จริงแล้วนี่เป็นการแย่งชิง ‘เส้นสาย’ รูปแบบหนึ่ง
ผู้ที่สามารถไต่เต้าจนได้เป็นชนชั้นผู้นำของค่ายพรรคต่าง ๆ ได้ย่อมไม่ใช่คนโฉดเขลาเบาปัญญา
คนที่มาเรียนที่โจวเสวียอย่างน้อยก็ต้องเป็นถงเซิง มิเช่นนั้นครอบครัวก็ต้องเป็นตระกูลทรงอำนาจอิทธิพล ถ้าไม่ใช่สองกรณีนี้ก็อย่าหวังว่าจะมาเรียนได้
ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง ล้วนแต่เป็นเส้นสายในอนาคตของพวกเขา
ถ้าในบรรดาคนกลุ่มแรกมีใครสอบผ่านได้เป็นจวี่เหริน หรือกระทั่งเป็นจิ้นซื่อ ได้รับตำแหน่งขุนนาง ก็เท่ากับว่าพรรคของพวกเขาได้ลงเรือลำใหญ่แล้วน่ะสิ?
ต่อให้ได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นผลประโยชน์อยู่วันยังค่ำ
เสี่ยวเอ่อร์ตัวนำทางอยู่ข้างหน้า กล่าวแนะนำอย่างกระตือรือร้น
ส่วนทางด้านหลัง จูซานสะกิดมารดาของตนเอง กระซิบข้างหูว่า “ท่านแม่ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเขาจะพาพวกเราไปขายเลยเล่า?”
เย่อวี๋หรานกลั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ก็จะพาพวกเราไปขายจริง ๆ นั่นแหละ”
จูซานตะลึง “รู้แล้วท่านยังจะ…”
“เจ้าไม่รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจบ้างหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
จูซานร้อนใจ รู้สึกว่ามารดาจะแปรพักตร์เสียแล้ว มารดาถึงกับยอมขายเขากับน้องเจ็ดเพียงเพื่อเด็กน้อยที่น่าสนใจคนหนึ่งเนี่ยนะ?
เขาอยากพูดเหลือเกินว่า ‘ท่านแม่ ท่านขาดแคลนลูกชายกับหลานชายหรือขอรับ? ถ้าท่านขาดแคลนหลานชาย กลับหมู่บ้านสกุลจูไปเร่งให้คนที่บ้านคลอดออกมาสักคนก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ? เชื่อว่าในหมู่พวกเขาจะต้องมีคนทำให้ท่านสมปรารถนาได้แน่’
แต่เขาไม่ได้พูดออกมา
โตขนาดนี้แล้วยังจะมาถือสาเรื่องแค่นี้ น่าอายจะตายไป!
ช่วยไม่ได้ ได้แต่อดทนอดกลั้นไปก่อนแล้ว
“อาเฉิน ข้าพาคนมาดูเรือนขอรับ” แววตาของเสี่ยวเอ่อร์ตัวมีความยินดีเต็มเปี่ยม เดินเข้าไปในร้านสุราตรงปากตรอกแล้วร้องทักทายเข้าไปข้างใน “ซิ่วไฉคนหนึ่งอยากเช่าเรือนที่เงียบสงบและอยู่ใกล้กับโจวเสวียสักหน่อยขอรับ”
“ซิ่วไฉ?” อาเฉินที่กำลังคุยกับเสี่ยวเอ้อร์ของร้านอยู่หันหน้ากลับมา หนวดเคราบนใบหน้าโกนออกจนเกลี้ยง ทว่าใบหน้ารูปเหลี่ยมนั้นยังแลดูสากกระด้างอยู่บ้าง
สายตากวาดมองมาทางคณะของเย่อวี๋หราน ก็มองเห็นจูชีที่สวมชุดคลุมยาวได้ทันที
จูชีรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เขาขยับไปแอบอยู่หลังจูซาน
เสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นฝ่ายแนะนำคนให้อาเฉิน ขณะเดียวกันก็บอกต่อพวกเย่อวี๋หรานว่า ‘อาเฉิน’ เป็นนายหน้าของพรรคซานไห่ ดูแลเรื่องการซื้อขายเรือนและเช่าที่พัก ถ้าพวกนางต้องการพักระยะยาวและอยากเช่าที่พักที่เข้าท่าที่สุด มาหาอาเฉินนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว
เขายังบอกให้เย่อวี๋หรานวางใจ อาเฉินเรียกราคายุติธรรมยิ่งนัก รับรองว่าไม่มีทางเอาเปรียบพวกนางแน่นอน
“ในเมื่อเสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นคนแนะนำ พวกข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานยิ้มกล่าว “อาเฉิน รบกวนท่านแล้ว”
“ฮ่า ๆๆๆๆ…ไม่รบกวนเลย พวกท่านมาเช่าที่พัก ทางข้าก็ได้หาเงิน” อาเฉินยิ้มแย้ม เชื้อเชิญพวกนางไปนั่งพักในร้าน แล้วบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ยกน้ำชามาให้
เพื่อให้พวกเย่อวี๋หรานวางใจยังเอ่ยขึ้นมาว่า “ชานี้ข้าให้เปล่า วางใจได้ ไม่คิดเงินหรอก”
เย่อวี๋หรานยิ้ม “ท่านจะได้ค่าป่วยการจากพวกข้า ชากานี้จะให้เปล่าไม่ได้เชียวหรือ?”
แล้วบอกให้จูซานกับจูชีนั่งลง
อาเฉินโอภาปราศรัยกับพวกนางเล็กน้อย จึงค่อยถามความต้องการเกี่ยวกับที่พักของพวกเย่อวี๋หราน รวมถึงเรื่องค่าเช่า
อย่างไรเสีย เงินมากเงินน้อย ที่พักที่สามารถเช่าได้นั้นก็แตกต่างกัน
“ส่วนตัวข้าย่อมคิดว่าถูกเท่าไหร่ก็ยิ่งดีอยู่แล้ว แต่ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็นคนค้าขาย คงไม่ง่ายดาย ข้าคิดว่า…” เย่อวี๋หรานบอกกล่าวความต้องการฝ่ายตนออกมาคร่าว ๆ
ที่พักไม่จำเป็นต้องกว้างใหญ่ สิ่งสำคัญคือต้องเงียบสงบ ปลอดภัย ไม่อยู่ไกลจากโจวเสวียเกินไป
ส่วนเรื่องราคานั้นก็หวังว่าจะไม่เกินกำลังจ่ายของพวกตน
“ถ้าพวกท่านต้องการที่ราคาถูกหน่อย อืม…” อาเฉินครุ่นคิดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “พวกท่านถือสาเรื่องพักอยู่กับคนอื่นหรือไม่?”
ลูกชายทั้งสองของเย่อวี๋หรานสบตากัน แล้วกล่าวว่า “พักได้ไม่มีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าคนที่พักอยู่ด้วยกันเป็นใครหรือ?”
อาเฉินยิ้มออกมาแล้วตอบว่า “เรื่องนี้พวกท่านวางใจได้ ล้วนเป็นคนท้องถิ่นที่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งนั้น ไม่ให้พวกท่านพักอยู่กับคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนแน่นอน”
“คนบ้านนี้ไม่ใช่คนนอก เป็นลูกชายของพี่น้องข้าเอง ตอนยังหนุ่มเขาเคยเป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัว พอเก็บเงินได้เล็กน้อยก็สร้างเรือนหลังใหญ่หลังหนึ่ง นอกจากห้องที่พวกเขาพักกันเองแล้ว ยังมีห้องว่างอื่น ๆ อีก ถ้าไม่เห็นว่าพวกท่านเป็นสุจริตชนเหมือนกัน ข้าคงไม่แนะนำให้พวกท่านแล้ว”
“หากพูดอย่างไม่น่าฟังสักหน่อย ต่อให้ไม่คิดเผื่อพวกท่าน ข้าก็ต้องคิดเผื่อพี่น้องของข้าเหมือนกัน”
……
ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมบอกว่า แม้พี่น้องผู้นี้ของเขาจะลาออกจากโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวแล้ว แต่วิชาชีพสมัยหนุ่มยังติดตัวอยู่ ในบ้านมีคนหนุ่มอยู่ด้วย ปัญญาชนอ่อนแอแบบพวกเขาได้อาศัยอยู่ด้วยกันกับอีกฝ่าย หากเกิดอะไรขึ้นก็ค่อนข้างปลอดภัย
เย่อวี๋หรานฟังแล้วก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ
“ทำไมรึ จูต้าเหนียง ท่านมีอะไรไม่พอใจเช่นนั้นหรือ?” อาเฉินเห็นแล้วก็ถามขึ้น
“พี่น้องคนนี้อายุมากกว่าท่าน แล้วเขามีลูกชายลูกสาวกี่คน? แต่งงานหรือยัง?” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น ลูกชายทั้งสองของข้าเป็นพ่อม่ายชายโสด ถ้าครอบครัวพี่ชายของท่านมีลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือน หรือสะใภ้ยังสาว ทุกคนอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเกรงว่าคงไม่สะดวกนัก”
นางไม่ได้โง่ อีกฝ่ายเป็นคนในพื้นที่ ย่อมต้องอาศัยอยู่กับคนในครอบครัวอยู่แล้ว
ถ้ามีลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนมาหมายตาลูกชายสองคนของนางเข้าจะทำอย่างไร?
ยังไม่ได้เห็นอีกฝ่าย นางก็ไม่ได้รังเกียจว่าลูกสาวของคนเขาไม่ดี แต่เรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ก่อนเป็นดี จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น
อาเฉินได้ยินแล้วก็หัวเราะครืน “ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง ท่านวางใจได้ เมียของลูกพี่ชายข้าเป็นแม่คนแล้ว อีกอย่าง ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของพวกเขาก็เหนียวแน่นยิ่ง ไม่นอกใจเด็ดขาด ส่วนลูกสาวของพวกเขาออกเรือนไปนานแล้ว เป็นแม่คนแล้วเหมือนกัน…ไม่อย่างนั้น ท่านคิดว่าข้าจะวางใจให้ลูกชายทั้งสองของท่านไปพักที่นั่นเช่นนั้นหรือ? นอกจากนี้ ก็ยังมีท่านด้วยนี่นา?”
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “ข้าแค่มาส่งพวกเขาเท่านั้น ที่บ้านยังมีเรื่องราวต้องจัดการอีกมาก ไฉนเลยจะอยู่ด้วยได้ จัดแจงหาที่พักให้พวกเขาเรียบร้อยก็จะกลับไป”
“แล้วไฉนไม่พักอยู่ในโจวเสวียเล่า?” อาเฉินสงสัย เขาอธิบายว่า “ที่โจวเสวียมีที่พักให้นะ”
“ข้ารู้ว่าโจวเสวียมีที่พักให้ แต่ไม่อนุญาตให้พาคนนอกเข้าไปพัก อีกอย่าง ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าสามไปพักอยู่ที่เดียวกับบรรดาบ่าวรับใช้ได้กระมัง เจ้าเจ็ดเป็นปัญญาชน แต่กลับปฏิบัติต่อพี่ชายของตัวเองเช่นบ่าวรับใช้ ถ้าลือออกไปยังจะน่าฟังอยู่หรือ?” เย่อวี๋หรานเผยสีหน้าลำบากใจ นางกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเจ็ดบ้านข้าอายุยังน้อย ถูกคนที่บ้านประคบประหงมจนมีนิสัยไร้เดียงสาเกินไป ข้าก็คงไม่ถึงขั้นไม่ไว้วางใจให้เขาอยู่ข้างนอกคนเดียวแล้ว”
ในฐานะที่เป็นนายหน้า สายตาของอาเฉินแหลมคมปานไหน ชั่วเวลาแค่นั้น เขาย่อมมองออกว่าจูชีไม่มีท่าทางปราดเปรียวคล่องแคล่วของปัญญาชนเลยสักนิด
ไม่อย่างนั้น เขาก็คงไม่คิดจะแนะนำบ้านพี่น้องของตนเองให้อีกฝ่ายแล้ว
เฮ้อ…แม้จะพูดเสียน่าฟังว่าพี่น้องของเขาเคยเป็นครูสอนในโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัว แต่น่าเสียดายที่สมัยยังหนุ่มหยิ่งผยองเกินไป ถูกคนหักขา คนก็พิการไปเพราะเหตุนี้