ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 746 มีคนโกหก
บทที่ 746 มีคนโกหก
เย่อวี๋หรานฟังเข้าใจแล้ว มุมปากพลันโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “น่าสงสัยไม่น้อยจริง ๆ ตอนที่พวกเราเข้ามา เจ้าได้สังเกตเรือนตระกูลเฉินบ้างหรือไม่?”
จูซานนึกทบทวน
ตอนแรกเขาเพียงสังเกตว่าเรือนตระกูลเฉินกว้างใหญ่ แต่เมื่อมารดาเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ เขาก็พบว่าเรือนตระกูลเฉินไม่เพียงแต่กว้างขวาง แต่ยังสร้างอย่างแข็งแรงมั่นคง
หากเป็นคนทั่วไป การสร้างเรือนหลังใหญ่เช่นนี้ย่อมไม่มีปัญหา แต่ตอนนั้นอาเฉินพูดเองไม่ใช่หรือว่า…พี่น้องของเขา ‘จน’
ทว่าการตกแต่งภายในเรือนไม่เกี่ยวอันใดกับความยากจน อย่างมากก็แค่ไม่ค่อยร่ำรวยเท่านั้น
คิดมาถึงตรงนี้ จูซานก็พยักหน้ากล่าวว่า “ขอรับ”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เย่อวี๋หรานพูดจบก็เป่าเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วรับประทานอย่างใจเย็น
จูซานกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขามีมาตรฐานความจนต่างจากพวกเรา ก็คงเป็นเพราะมีคนโกหก”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “วิเคราะห์ได้ถูกต้อง”
จูซานคิดไม่ถึงว่ามารดาจะพูดเช่นนี้ จึงรู้สึกว่าทั้งน่าขันและใจพองฟู
ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ต่อให้เป็นเพียงคำชมเชยธรรมดา แต่ถ้ามาจากมารดาแล้ว เขากลับดีใจมาก!
มุมปากยกขึ้นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมท่านแม่ถึงยังเช่าเรือนพวกเขาล่ะขอรับ?” จูซานถามเรื่องที่ตนเองสงสัย
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวว่า “เรือนหลังนี้สบายมาก ราคาก็เหมาะสม แล้วเหตุใดจะไม่เช่า?”
“ท่านแม่ ข้าจริงจังนะ”
“ข้าก็จริงจังเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทั้งกินก๋วยเตี๋ยวและชมเชยฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉิน แม้จะด้อยกว่าจูซื่อไปบ้าง แต่ก็ไม่เลวเลย
“ท่านแม่!” จูซานจนปัญญา
จูชีที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ ทางหนึ่งกินก๋วยเตี๋ยว ทางหนึ่งก็ใช้หางตาสังเกตมารดากับพี่ชาย แต่ไม่คิดจะเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาระหว่างพวกเขา
ช่วยไม่ได้นี่นา เขาคล้ายจะเข้าใจว่าพวกเขาพูดอะไรกันอยู่ แต่ถ้าจะให้เขาออกความเห็นอะไรก็ยากแล้ว
ปัญหาที่ต้องวิเคราะห์ขบคิดเช่นนี้ไม่อยู่ในขอบเขตความเชี่ยวชาญของเขา
“นายหน้าคืออาเฉิน เจ้าคิดว่าถ้าพวกเขาหมายตาพวกเราเอาไว้ พวกเราเปลี่ยนไปเช่าเรือนคนอื่นแล้วจะรอดไปได้งั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
วาจานี้จูซานไม่อาจตอบกลับได้ เพราะเขาพบว่ามารดากล่าวได้ถูกต้อง
“พวกเราเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่ว ไม่รู้จักทั้งผู้คนและสถานที่ จะมีคนคิดตุกติกกับพวกเราก็เป็นเรื่องธรรมดา เทียบกับการไม่รู้อะไรเสียเลย มิสู้มาอยู่ใต้เปลือกตาพวกเขา ไม่แน่ว่าอาจพบร่องรอยอะไรให้สืบสาวก็เป็นได้ จะได้รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่”
จูซานคิดตามแล้วก็รู้สึกว่ามารดาพูดถูก
แต่เขาคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ท่านแม่ เรื่องหัวหน้าเกาผู้นั้น ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ”
“อ้อ มันเรื่องอะไรแล้วนะ?”
“ข้าถามท่านว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วใช่ไหมขอรับว่าหัวหน้าเกาต้องการอะไร?”
เย่อวี๋หรานซดน้ำแกงแล้วตอบว่า “ไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกหรอก แค่คิดว่าคนที่มาทำดีด้วยโดยไร้ต้นสายปลายเหตุมักมีเจตนาไม่ซื่อ นอกจากนี้เขาต้องไปส่งสินค้า พวกเรานั่งรถม้า ต่อไปคงไม่ได้โคจรมาพบกันอีก ไม่จำเป็นต้องสนิทสนมกัน ป้องกันเอาไว้ก่อนเท่าที่จะทำได้ก็เท่านั้น”
จูซาน “…”
หมายความว่าที่เขาคิดสรตะมาตลอดทาง นึกว่ามารดาหยั่งใจคนได้ แต่เหตุผลกลับมีแค่นี้เนี่ยนะ?
“ก่อนหน้านี้พี่เป้าก็บอกเอาไว้แล้วว่า ขบวนส่งสินค้านี้เป็นของตระกูลใหญ่สักตระกูล แต่เจ้าดูหัวหน้าเกาผู้นั้น ดูเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชาใครที่ไหนกัน? ถ้าไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังคงเข้าใจว่าขบวนส่งสินค้านี้เป็นของเขาแล้ว…” เย่อวี๋หรานพูดต่อไปว่า “ทำตัวเด่นเช่นนั้น หากมิใช่คนเป็นนายฟุ้งเฟ้อโอ้อวดตน ก็ต้องเป็นคนที่มีใจเห่อเหิมทะเยอทะยาน ขณะที่สิ่งที่สกุลจูต้องการในเวลานี้ก็คือไม่ไปสะดุดตาคนอื่น ไม่ว่าหัวหน้าเกาจะมีความคิดอะไร พวกเราก็ไม่เหมาะจะผูกมิตรกับเขา”
คราวนี้จูซานเข้าใจแล้ว มารดารังเกียจว่าอีกฝ่ายทำตัวเด่นจนเสียดแทงนัยน์ตานั่นเอง
กลัวว่าสกุลจูผูกมิตรกับเขาแล้ว วันหน้าจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาจึงหลีกลี้หนีห่างอีกฝ่าย
แต่คิดแล้วก็เข้าใจได้ การวางตนของหัวหน้าเกาไม่น่าพิสมัยจริง ๆ นั่นแหละ พลิกสีหน้าไวเกินไป
“วันหน้าเมื่อเจ้าได้พบเจอคนมากขึ้นก็จะค่อย ๆ เข้าใจเองว่า คนประเภทไหนควรค่าแก่การคบหา คนประเภทไหนห่างได้เป็นดี” เย่อวี๋หรานเหลือบตาขึ้นสบตาจูซานแล้วกล่าวว่า “ยอมเสียเปรียบเล็กน้อย ดีกว่าไปล่วงเกินคนอื่นง่าย ๆ โดยเฉพาะคนพาล เพราะเจ้าไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนพาลผู้นั้นจะแว้งมากัดเจ้าตอนไหน”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่”
“ดี กินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะชืดเสียก่อน”
……
คนทั้งสามกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จแล้วก็ไม่ได้รอให้คนตระกูลเฉินมาเก็บถ้วย
แม้อีกฝ่ายจะบอกไว้แล้ว แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่ยินดีจะไปใช้งานคนอื่นเหมือนบ่าวรับใช้เช่นนั้น
ตักน้ำมาล้างชามจนสะอาด จากนั้นก็นำมันเทศถุงหนึ่งจากอาหารแห้งที่พกติดตัวมาใส่ไว้ในตะกร้า
เย่อวี๋หรานปล่อยให้จูซานกับจูชีจัดการความเรียบร้อยภายในห้องต่อไป ส่วนตนเองเอาตะกร้าไปคืนตระกูลเฉินที่เรือนหน้า
จากเรือนหลังไปเรือนหน้าต้องวกไปทางประตูพระจันทร์
ตระกูลเฉินปลูกต้นดอกกุ้ยไว้สองฟากของประตูพระจันทร์
มีคำกล่าวว่าเดือนแปดหอมกลิ่นดอกกุ้ย แม้ตอนนี้จะไม่ใช่ช่วงออกดอกของพวกมัน แต่ก็สามารถจินตนาการได้ว่าเมื่อผ่านไปอีกสองเดือน ที่นี่จะมีทิวทัศน์อย่างไร
ในสวนของเรือนหน้ามีต้นไทรย้อยใบทู่สูงใหญ่ต้นหนึ่ง คาดว่าคงมีมาตั้งแต่ก่อนจะปลูกเรือนหลังนี้แล้ว คนตระกูลเฉินเก็บมันเอาไว้ ทั้งยังวางโต๊ะหินตัวหนึ่งไว้ใต้ต้นไทรย้อยใบทู่ มีม้านั่งหินแวดล้อมทั้งสี่ด้าน
ถึงจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่มั่งมี แต่บนโต๊ะและม้านั่งก็แกะสลักลวดลายเรียบง่าย
บริเวณนั้นมีเด็กสองคนทะเลาะกัน คล้ายว่าจะไม่พอใจเรื่องผลแพ้ชนะหมากล้อม
สะใภ้ใหญ่เฉินได้ยินเสียงก็พับแขนเสื้อเดินเข้ามาดุพวกเขา
“เฮอะ! เขาเล่นโกงแท้ ๆ ท่านแม่ ทำไมท่านไม่ว่าอะไรเขาเลย?” คนโตกว่าพูดขึ้น
“ไอ้หยา น้องอายุน้อยกว่าเจ้านี่นา เจ้ายอมถอยให้สักหน่อยก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ต้าชวน ขอโทษเสี่ยวชวนเดี๋ยวนี้” สะใภ้ใหญ่เฉินพูด
เฉินต้าชวนที่ถูกเรียกชื่อไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม “ท่านปกป้องเขาอยู่ชัด ๆ ตกลงแล้วเขาเป็นลูกชายของท่าน หรือว่าข้าเป็นลูกชายของท่านกันแน่?”
เขาโมโหจนลุกขึ้นเดินหนีไปจากตรงนั้น
“ญาติผู้พี่ ท่านรอข้าด้วยสิ…” เฉินเสี่ยวชวนเห็นอีกฝ่ายเดินจากไปแล้วก็รีบตามไป
สะใภ้ใหญ่เฉินยืนอยู่ที่เดิม ทั้งโมโหทั้งจนใจ “โตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่รู้ความอีกนะ?”
นางเป็นสะใภ้ใหญ่ ถ้านางปกป้องลูกชายแล้วเรื่องไปเข้าหูแม่สามี ทำให้แม่สามีเข้าใจว่านางรังแกหลานชายจะทำอย่างไร?
นางทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องเขาไม่ใช่หรือ
นาง ‘ดุ’ ไปแล้ว ต่อให้แม่สามีมารู้เรื่องทีหลังก็จะไม่โทษว่าต้าชวนรังแกน้องชายอีก มีแต่จะว่าเสี่ยวชวนไม่รู้ประสา
แค่เอาชามมาส่ง แต่กลับต้องมาเห็นเรื่องในครอบครัวคนอื่นเสียได้ เย่อวี๋หรานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
“อะแฮ่ม!” นางกระแอมเบา ๆ เป็นฝ่ายทักขึ้นก่อนว่า “สะใภ้ใหญ่เฉิน เจ้าอยู่ที่นี่เองหรือ? พอดีเลย ข้าเอาชามกับตะกร้ามาส่ง”
สะใภ้ใหญ่เฉินใจหายวาบ รีบหันหน้ามาทางนี้
นางไม่แน่ใจว่าจูต้าเหนียงเห็นแล้วหรือไม่เห็นกันแน่
“อ้อ เอาตะกร้ามาคืนหรือเจ้าคะ…” นางได้แต่กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “จูต้าเหนียง ลำบากท่านแล้ว กินเสร็จแล้วเอาวางไว้ตรงนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าไปเก็บเอง รบกวนให้ท่านต้องมาด้วยตัวเองแล้ว”