ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 745 น่าสงสัย
บทที่ 745 น่าสงสัย
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เฉินหลิ่งถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “กลัวก็แต่พวกเขาจะได้ยินกิตติศัพท์ของตระกูลซ่งแล้วจะหนีไปน่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด ทำเป็นไม่รู้ ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น” สีหน้าอาเฉินค่อนข้างเย็นชา “ถ้าเกิดพวกท่านโชคดีได้มาเจอจูซิ่วไฉที่รู้จักกับคุณชายเยี่ยนผู้นั้นเล่า?”
ทันใดนั้น สองสามีภรรยาล้วนไม่พูดอะไร
อาเฉินไม่ได้รั้งอยู่นาน เมื่อพูดจบแล้วก็จากไป
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานกับจูซานกำลังจัดการความเรียบร้อยภายในห้องพัก
แม้ก่อนหน้านี้คนตระกูลเฉินจะจัดการไปแล้ว แต่พวกเขานำสัมภาระมาด้วยมากมาย จำเป็นต้องหาที่ทางจัดเก็บให้เรียบร้อย
เนื่องจากเป็นห้องชุดจึงจัดการง่ายมาก สิ่งของที่ต้องใช้ในห้องนอนก็วางไว้ในห้องนอน ส่วนตำราและเครื่องเขียนวางไว้ในห้องรับแขก
ประจวบเหมาะกับในห้องรับแขกมีชั้นหนังสือและโต๊ะอ่านตำราพอดี เพียงจัดแจงเล็กน้อย หาตำแหน่งวางเข้าที่ก็เสร็จสิ้นแล้ว
“ท่านแม่ อันนี้ข้าทำเองขอรับ”
จูชีทะนุถนอมเครื่องเขียนของตนเองยิ่ง ไม่ได้ให้เย่อวี๋หรานและจูซานจัดการให้แม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพราะเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะทำของของตนเองเสียหาย แต่สิ่งของเหล่านี้หากเขาจัดการเอง เวลาจะใช้งานก็รู้ว่าอยู่ตรงไหน สะดวกกว่ามาก
เย่อวี๋หรานเข้าใจดีจึงพยักหน้า เดินเข้ามาช่วยจูซาน
“ท่านแม่ ท่านไปปูที่นอนเถอะขอรับ ของพวกนี้ข้าจะจัดการเอง” จูซานเกรงว่าเขาจะหาของที่เย่อวี๋หรานช่วยเก็บไม่พบ จึงให้เย่อวี๋หรานไปช่วยทำงานอื่น
เมื่อครู่นี้ เขาวางผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่จะได้ใช้ไว้บนเตียงแล้ว
เย่อวี๋หรานแค่ต้องมาปูให้เสร็จก็เป็นอันเรียบร้อย
“เจ้าสาม ประเดี๋ยวเจ้าไปถามคนตระกูลเฉินทีเถอะว่าจะไปหาซื้อเตาหุงหาอาหารได้ที่ไหน วันนี้จะได้ไปซื้อกลับมา ถ้าไม่ทัน พวกเราคงได้แต่ซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำมากินกับหมั่นโถวแล้ว” ตอนที่มาถึงนั้นพลาดช่วงเวลารับประทานมื้อเที่ยงไปแล้ว เมื่อมาทำงานเหล่านี้ เย่อวี๋หรานก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
จนถึงตอนนี้ นางค่อยนึกขึ้นมาได้ ‘เอ้อ ดูเหมือนจะยุ่งจนลืมกินข้าวไปแล้ว!’
ปัญหาเรื่องที่พักคลี่คลายได้แล้ว แต่ปัญหาเรื่องปากท้องยังไม่ได้รับการสะสางนี่นา
แถมยังเป็นปัญหาใหญ่อีกด้วย!
“ขอรับ ข้าจัดของเสร็จก็จะไปทันที” จูซานรับคำ จัดการสัมภาระเรียบร้อยก็ออกไปจากห้อง
เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตูก็เห็นเฉินเสิ่นพาลูกสะใภ้คนหนึ่งถือสิ่งของเดินตรงมาทางนี้
“อาหญิงเฉิน?”
“เจ้าคือ…จูซานกระมัง?” เฉินเสิ่นถามยืนยัน
ตอนนั้นนางเอาแต่มองจูชี ไม่ได้มองพี่ชายของเขาให้ชัด ๆ ตอนนี้เมื่อลองพินิจอย่างละเอียดก็พบว่าพี่น้องสกุลจูมีรูปโฉมไม่เลวเลย
จูชีอายุยังน้อย เป็นผู้ชายหน้าหวานคนหนึ่ง ขณะที่จูซานอายุมากกว่า แลดูสมชายชาตรีมากกว่า…จะว่าไปก็ใช่ เป็นพ่อคนแล้วยังจะไม่หนักแน่นเป็นผู้ใหญ่อีกได้อย่างไร?
“อาหญิงเฉิน ท่านมีธุระอะไรหรือขอรับ?” จูซานมองของในมืออีกฝ่ายพลางนึกคาดเดา
“แม่เจ้าเล่า?”
“อยู่ในห้องขอรับ” จูซานตอบแล้วก็ร้องเข้าไปในห้อง “ท่านแม่ อาหญิงเฉินมาหาท่านขอรับ”
ซึ่งความจริง ตอนที่จูซานคุยกับเฉินเสิ่น เย่อวี๋หรานก็ได้ยินแล้ว
“ได้ยินแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
นางปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วก้าวเร็ว ๆ ออกมาข้างนอก
“เฉินเสิ่น ท่านมีธุระอะไรหรือ?”
เมื่อออกมาพบคน เย่อวี๋หรานก็เผยรอยยิ้มตามมารยาทออกมา
“เมื่อครู่ตอนเหล่าเฉินมาก็บอกว่าพวกท่านเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่ววันนี้ ดูจากเวลาแล้วเกรงว่าคงยังไม่ได้กินข้าวกระมัง?” เฉินเสิ่นยิ้ม “ในห้องครัวมีของกินอยู่ ข้าให้สะใภ้ใหญ่ทำอะไรเล็กน้อยแล้วเอามาส่งให้พวกท่านรองท้อง หวังว่าพวกท่านจะไม่รังเกียจ”
“แบบนี้ก็เกรงใจแย่น่ะสิ?” รอยยิ้มของเย่อวี๋หรานมีความจริงใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ข้าเพิ่งบ่นกับเจ้าสามเมื่อครู่นี้เองว่าหิวแล้ว ให้เขาออกไปซื้อของกินมาสักหน่อย ปรากฏว่าพวกท่านก็มาพอดี เฉินต้าเหนียง ท่านคงไม่ได้เป็นพยาธิในท้องข้าหรอกใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“ฮ่า ๆๆๆ…” เฉินเสิ่นเห็นอีกฝ่ายมีอารมณ์ขันเช่นนี้ก็รู้สึกใจชื้น “ถ้าอย่างนั้นก็บังเอิญยิ่ง พวกเราคิดตรงกันพอดี ก๋วยเตี๋ยวน้ำเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ กำลังร้อนเลย รับประทานตอนนี้เหมาะสมยิ่งนัก”
เฉินเสิ่นว่าพลางรับตะกร้าจากมือสะใภ้ใหญ่แล้วส่งมาให้
“ไม่ทราบว่าพวกท่านจะมาวันนี้ จึงไม่ได้เตรียมอะไรไว้มากมาย พวกท่านก็กินของพวกนี้ไปก่อน ประเดี๋ยวมื้อค่ำค่อยมากินข้าวกับพวกข้านะ” เฉินเสิ่นกล่าวสืบไปว่า “พวกท่านมาเยือนครั้งแรก มื้อนี้ถึงอย่างไรพวกข้าก็ต้องเลี้ยงต้อนรับ จูต้าเหนียง ท่านจะมาแย่งกับข้าไม่ได้นะ”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าแย่งหรือไม่แย่ง ข้าก็อยากจะแย่งอยู่หรอก แต่ปัญหาคือข้าไม่มีเตาน่ะสิ อยากเข้าครัวทำกับข้าวก็ไม่มีโอกาสแล้ว” เย่อวี๋หรานไม่ได้ปฏิเสธ “คราวหน้าถ้ามีโอกาส ท่านจะต้องชิมรสมือข้าให้ได้นะ ไม่กล้าบอกว่ายอดเยี่ยม แต่พวกลูกชายข้าชอบมากทีเดียว”
แม้จะเป็นการเช่าที่พัก แต่ก็เช่นเดียวกับการย้ายเข้าบ้านใหม่ อยากเชื้อเชิญคนมารับประทานอาหารร่วมกันให้ชื่นมื่นสักมื้อ
ขึ้นบ้านใหม่เชิญญาติสนิทมิตรสหาย แต่พวกตนเช่าที่พัก ทั้งยังไม่มีญาติมิตรที่ไหน ก็ได้แต่เชิญเพื่อนบ้านมาร่วมรับประทานด้วยกันแล้ว
จากรูปการณ์ในปัจจุบัน อาหารมื้อนี้กับครอบครัวตระกูลเฉินถึงอย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้แล้ว อย่างนั้นมิสู้รับคำเชิญอย่างสง่าผ่าเผย
“ต้องมีโอกาสนั้นแน่นอน” เฉินเสิ่นยิ้ม “ถึงตอนนั้น ข้าจะตั้งใจชิมอาหารฝีมือท่านให้ดีเชียวล่ะ เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว พวกท่านกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อน ถ้าเส้นอืดก็ไม่น่ากินแล้ว กินเสร็จก็วางชามเปล่าไว้ในตะกร้า อีกสักครู่ข้าจะให้สะใภ้ใหญ่มาเก็บ”
แล้วชี้สะใภ้ใหญ่ของตนเอง เพื่อให้เย่อวี๋หรานได้รู้จักคนเอาไว้
“ได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางมองสะใภ้ใหญ่
สะใภ้ใหญ่เป็นคนมีนิสัยเปิดเผย นางยิ้มกว้างเต็มใบหน้า “จูต้าเหนียง ข้าคือสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฉินเจ้าค่ะ ทุกคนเรียกข้าว่าสะใภ้ใหญ่เฉิน ต่อไปมีเรื่องอะไร ท่านก็เรียกหาข้านะเจ้าคะ”
รอจนพวกนางจากไป จูซานก็ขยับเข้ามากระซิบว่า “ท่านแม่ ท่านคิดว่าพวกนางมาเพื่อส่งก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นไหมขอรับ?”
เย่อวี๋หรานแววตาสว่างวาบ “เจ้าพบอะไรงั้นหรือ?”
“ไม่รู้ แต่รู้สึกว่า…สายตาที่พวกเขามองพวกเราไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่” จูซานขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างไร
ถ้าจะบอกว่ามีเจตนาร้ายกลับไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นพวกตนคงไม่เช่าห้องพักของอีกฝ่ายแล้ว
แต่ถ้าบอกว่าไม่มีอะไรเสียเลย ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายต่างจากครอบครัวเสินต้าเหนียง
เขาอาจคิดมากเกินไปก็ได้
อย่างไรเสียเขาก็เห็นโลกมาน้อย ถ้าจะดูผิดไปบ้างก็ไม่แปลก
เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนตอบ แต่หิ้วตะกร้าเดินเข้าไปในห้อง
เมื่อเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกก็เห็นชามก๋วยเตี๋ยวสามใบที่มีไอร้อนลอยกรุ่น เห็นได้ชัดว่าเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ
สิ่งที่โดดเด่นปะทะสายตาก็คือ ในชามทั้งสามใบนั้นยังมีเนื้ออยู่สามชิ้น
“เจ้าสาม เจ้าคิดว่าตระกูลเฉินมีเงินหรือไม่มีเงิน?” เย่อวี๋หรานส่งตะเกียบให้ลูกชายทั้งสองขณะเอ่ยถาม
จูซานอึ้งไป เขาก็เห็นเนื้อชิ้นใหญ่ในถ้วยแล้วเช่นกัน
แม้จะหั่นจนเป็นแผ่นบาง แต่ก็ยังเป็นเนื้อเต็มแผ่น ของแบบนี้ ตอนที่ครอบครัวพวกเขายังฐานะไม่ค่อยดี ทั้งปียังไม่มีโอกาสได้กินสักครั้ง
ทว่ายามนี้ ตระกูลเฉินที่บอกว่าตัวเองยากจนมากกลับต้อนรับพวกตนด้วยของเช่นนี้ง่าย ๆ?
จูซานคีบแผ่นเนื้อขึ้นมาแล้วกล่าวว่า ‘น่าสงสัย*[1]’
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงตระกูลเฉิน หรือแผ่นเนื้อชิ้นนั้นกันแน่
[1] ‘น่าสงสัย’ คำนี้ถอดคำแปลมาจากภาษาจีนว่า 有水份 ซึ่งหมายถึง ชุ่มฉ่ำ และยังแฝงความหมายว่า ‘ไม่เป็นความจริง มีส่วนเท็จ’