ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 748 ครอบครัวอลเวง
บทที่ 748 ครอบครัวอลเวง
ต่อให้เคี้ยวอย่างละเอียดเชื่องช้าเพียงไหน มันเทศแท่งเดียวจะมีเนื้อมากสักเท่าไหร่เชียว ผ่านไปไม่นานพวกนางก็ละเลียดกินจนหมด
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เมื่อพวกนางมองไปที่ถุงผ้านั้นอีกครั้ง เฉินเสิ่นก็เก็บคืนไปแล้ว
ตอนกลับเข้าไปในครัว สะใภ้รองเฉินยังแอบสะกิดแขนสะใภ้ใหญ่เฉินเบา ๆ กระซิบถามว่า “นี่ ท่านได้เก็บเอาไว้บ้างไหม?”
“ไม่” สะใภ้ใหญ่เฉินตอบ
“ข้าไม่เชื่อ” สะใภ้รองเฉินมีสีหน้าเคลือบแคลง “ของอร่อยอย่างนั้น ท่านจะไม่อุบไว้เลยได้อย่างไร? ถุงใหญ่ขนาดนั้น ต่อให้ท่านแอบเก็บไว้สักหน่อย ท่านแม่ก็ดูไม่ออกหรอกน่า”
“ข้าไม่เคยกินมาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นของดีหรือไม่?” สะใภ้ใหญ่เฉินยังคงไม่ยอมรับ
พูดเป็นเล่น ถ้ายอมรับแล้ว คนบางคนจะไม่เอาไปฟ้องงั้นรึ?
นางไม่โง่หรอกนะ!
แต่เมื่อนึกถึงมันเทศแท่งที่แอบเก็บเอาไว้ นางก็ทั้งดีใจและเศร้าใจในคราวเดียวกัน
ดีใจที่ตนเองฉลาดพอ เอาบางส่วนไปซ่อนไว้ก่อน เศร้าใจที่ตอนนั้นนางกลัวว่าแม่สามีจะจับสังเกตได้ จึงหยิบออกไปเพียงนิดเดียว
เฮ้อ…ถ้ารู้แต่แรกว่าจะอร่อยขนาดนี้ นางน่าจะเก็บเอาไว้มากกว่านี้
ไม่ นางน่าจะชิมดูก่อนที่จะเอาไปรายงานต่อหน้าแม่สามีแล้ว
สาเหตุที่นางไม่ได้ลองชิมของสิ่งนั้นก่อนก็เพราะกลัวว่าเมื่อตนเองชิมไปแล้ว อาจแสดงกลบเกลื่อนได้ไม่มิด
ถ้าอยากแสดงได้ดีก็ต้องไม่ได้กินมาก่อนจริง ๆ
ต้องหลอกตัวเองได้ก่อน ถึงจะหลอกคนอื่นได้สำเร็จ
แม้ระหว่างนั้นจะขลุกขลักบ้างเล็กน้อย แต่มื้อเย็นของตระกูลเฉินก็ยังตระเตรียมเสร็จตามนัดหมาย
จูซานก็ไปซื้อของจำเป็นกลับมาจากข้างนอกแล้ว
เนื่องจากยังไม่มีเตาไว้ต้มน้ำ เย่อวี๋หรานจึงให้จูซานไปตักน้ำเย็นกลับมา โปรยขี้เถ้าลงไป แล้วแช่ถ้วยชามทิ้งเอาไว้
“อย่าลืมเอาเครื่องเคียงมาด้วย”
ตอนที่ตระกูลเฉินให้ลูกชายสองคนมาเรียก เย่อวี๋หรานยังไม่ลืมเตือนให้จูซานเอาสิ่งของติดมือไปด้วย
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการกินข้าวบ้านคนอื่นเป็นครั้งแรก เย่อวี๋หรานคิดว่าควรมีมารยาทสักหน่อยจะดีกว่า
เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายบังเกิดใจละโมบ นางจึงไม่ได้ให้จูซานเอาน้ำพริกเนื้อที่ดีที่สุดไปด้วย แต่เลือกเครื่องเคียงที่ใคร ๆ ล้วนมีติดบ้านไปแทน
แต่เมื่อเทียบกับของคนอื่นแล้ว ของสกุลจูใช้สูตรของนางจึงมีรสชาติดีกว่า
“จูต้าเหนียง ท่านก็จริง ๆ เล้ย ทำไมเอาของมาอีกแล้วเล่า?” เมื่อเฉินเสิ่นเห็นสิ่งของที่เย่อวี๋หรานส่งมาให้ก็นึกถึงมันเทศแท่งตากแห้งที่สะใภ้ใหญ่เอามาให้วันนี้
นางไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นล้ำค่าหรือไม่ แต่นางกล้าพูดว่าหายากแน่นอน
ไม่รู้ว่าคราวนี้จูต้าเหนียงจะเอาอะไรมาอีก?
“ไม่ใช่ของหายากอะไร ก็แค่เครื่องเคียงที่ทำกันเองเท่านั้น” เย่อวี๋หรานยิ้ม “พวกท่านเชิญข้ามากินข้าว จะได้ชิมรสชาติบ้านเกิดข้าด้วยพอดี”
นางบอกอีกฝ่ายว่าเครื่องเคียงนี้สามารถเอาไปผัดก่อนแล้วค่อยนำมารับประทาน หรือจะนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงโดยตรงก็ได้เหมือนกัน
เครื่องเคียงใส่มาในกระบอกขนาดไม่ใหญ่ ประมาณกำปั้นเท่านั้น ทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่านการตากแห้งแล้ว
ตัดปลายด้านหนึ่งทิ้ง เหลือปลายอีกด้านหนึ่งเอาไว้เป็นฐาน ก็จะได้ภาชนะจากธรรมชาติ แล้วค่อยปิดปากด้วยกระดาษน้ำมัน ใช้เชือกพันให้เรียบร้อย
แม้การเก็บรักษาเช่นนี้จะสู้ไหดินเผาไม่ได้ แต่สำหรับการเก็บรักษาระยะสั้นกลับเป็นวิธีที่ประหยัดแรงได้มากวิธีหนึ่ง
ประเด็นสำคัญก็คือไม่ล้มง่าย
“กระบอกนี้ทำมาจากไม้ไผ่สินะ?” เฉินเสิ่นรับมาด้วยความประหลาดใจ “ข้าเพิ่งเคยเห็นกระบอกที่ทำจากไม้ไผ่เป็นครั้งแรก น่าสนใจทีเดียว บนนี้เหมือนจะสลักอะไรไว้ด้วย…”
นางพลิกมาดู เพราะอ่านหนังสือไม่ออกจึงไม่รู้ว่าบนนั้นเขียนอะไรเอาไว้ เพียงรู้สึกว่ามีลวดลายแปลก ๆ
เย่อวี๋หรานอธิบายว่า “อืม บนนั้นแกะสลักเดือนเอาไว้ ระบุว่าเครื่องเคียงในกระบอกไม้ไผ่นี้ทำมาตั้งแต่เดือนไหน เพราะกลัวว่าพอที่บ้านทำมากขึ้นก็จะไปปนกับของใหม่ จึงแกะสลักเวลาเอาไว้ ทุกคนก็จะรู้ได้ ไม่หยิบไปส่งเดช”
“ที่แท้เป็นตัวอักษรหรือเนี่ย…” เฉินเสิ่นยิ้ม “ต้องอ่านออกถึงจะเข้าใจ ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นแม่เฒ่าที่ไม่รู้หนังสืออย่างข้า ต่อให้พวกท่านแกะสลักอะไรไว้ก็อ่านไม่ออกอยู่ดี เสียเปล่าแล้ว”
เฉินเสิ่นพูดเย้า สะใภ้ใหญ่เฉินก็เอาถ้วยใบหนึ่งมาใส่เครื่องเคียง
นางยังตั้งใจเลือกถ้วยใบที่ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ กลัวว่าประเดี๋ยวแม่สามีจะตระหนี่อีก เทออกมาเพียงนิดเดียว ยังไม่ทันชิมรู้รสอันใดก็หมดแล้ว
เหมือนกับมันเทศแท่งก่อนหน้านี้ ถ้านางไม่แอบเก็บเอาไว้เสียก่อน ยังจะมีส่วนของนางอยู่หรือ?
อย่าคิดว่านางไม่รู้เชียวนะ พอในบ้านมีของอร่อยหน่อย แม่สามีก็จะเอาไปซ่อน แอบเอาไปให้ลูกสาวสุดที่รักเพื่อเอาใจลูกเขยคนนั้นของนาง
เฮอะ!
บ้านนั้นจะมีของดีอะไร?
ยังจะพูดว่าเป็นตระกูลใหญ่อีกนะ คิดแต่จะกอบโกยของจากบ้านแม่ยายแบบนี้
เฉินเสิ่นเห็นถ้วยที่สะใภ้ใหญ่หยิบมาแล้วก็ถลึงตาใส่
นางจะไม่ล่วงรู้ความคิดของสะใภ้ใหญ่ได้อย่างไร คงเป็นเรื่องตอนที่ลูกสาวกลับบ้านมา นางให้อะไรลูกสาวกลับไปเล็กน้อย สุดท้ายลูกสะใภ้คนนี้กลับจำฝังใจเอาไว้ล่ะสิ?
ของกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง จำเป็นด้วยหรือ?
สะใภ้ใหญ่เฉินทำเป็นมองไม่เห็น หยิบกระบอกไม้ไผ่นั้นมาเทลงไปในถ้วย ทั้งยังใช้ตะเกียบกวาดลงมาจนเกลี้ยง
แม้จะเป็นเครื่องเคียงที่ทำจากผัก แต่ในนั้นไม่ได้มีผักอย่างเดียว ยังมีเต้าหู้ตากแห้งสูตรเฉพาะของสกุลจูอีกด้วย
เอาเต้าหู้ไปผัดกับน้ำแกงเนื้อ กลิ่นหอมเย้ายวนใจ
ตอนเทออกมา คนตระกูลเฉินล้วนได้กลิ่นกันหมดแล้ว
“จูต้าเหนียง เครื่องเคียงของพวกท่านช่างหอมจริงเชียว ข้าไม่เคยพบเจอเครื่องเคียงที่ไหนหอมเท่านี้มาก่อนเลย” สะใภ้รองเฉินทำจมูกฟุดฟิด ยิ่งดมก็ยิ่งหอม
นางรู้สึกว่าพี่สะใภ้ทำได้ยอดเยี่ยมยิ่ง ถ้าไม่ใช้ถ้วยใบใหญ่ ไม่ว่าจะเหลือมากน้อยเพียงใด เครื่องเคียงที่หอมหวนเช่นนี้คงถูกแม่สามีฮุบเอาไว้เป็นแน่
ตอนไหนจะได้กินอีกครั้งก็ไม่รู้แล้ว
“เป็นของที่ที่บ้านทำกันเอง ทำมาจากผักกวางตุ้งกับหัวไชเท้าตากแห้ง…” เย่อวี๋หรานเหลือบตาขึ้นมองคนตระกูลเฉินทุกคนแล้วกล่าวว่า “กับน้ำพริกสูตรตกทอดจากบรรพบุรุษ นำไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันก็เสร็จแล้ว พวกท่านทำงานมาทั้งบ่ายคงหิวกันแล้ว พวกเรานั่งลงกินข้าวกันเลยดีไหม?”
“กินข้าว ๆๆ ทุกคนยืนทำอะไรกันอยู่ นั่งลงกินข้าวกันเถอะ…” เครื่องเคียงก็เทออกมาแล้ว ทั้งยังมีคนนอกอยู่ด้วย เฉินเสิ่นยังจะพูดอะไรได้ ได้แต่เชื้อเชิญทุกคนให้นั่งลงรับประทานอาหารร่วมกัน
ความจริงแล้วในใจกลับนึกตำหนิสะใภ้ใหญ่ด้วยความเสียดาย
นางผู้หญิงล้างผลาญคนนี้ สายตาแคบสั้นจริง ๆ
เครื่องเคียงหอมขนาดนี้กลับเทออกมาจนหมด ไม่รู้จักเก็บเอาไว้กินกันเองเสียบ้าง?
อาหารมื้อนั้น เย่อวี๋หราน จูซาน และจูชีรับประทานอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
สมาชิกตระกูลเฉินมีไม่มาก นอกจากเฉินหลิ่งกับเฉินเสิ่นสองสามีภรรยา ก็มีลูกชายสองคนของพวกเขาคือเฉินต้าซานและเฉินเสี่ยวซาน รวมกับลูกสะใภ้สองคน หลานชายสองคน (เฉินต้าชวนกับเฉินเสี่ยวชวน) หลานสาวหนึ่งคน รวมเป็นเก้าคนเท่านั้น เทียบกับสกุลจูไม่ได้เลยสักนิด
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ เมื่อรับประทานอาหารร่วมกันกลับวุ่นวายนัก
ตอนกินก๋วยเตี๋ยวเมื่อช่วงบ่าย เย่อวี๋หรานกับจูซานยังชมเชยฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉินอยู่เลยว่าทำก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยมาก แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อมีเครื่องเคียงของพวกนางมาร่วมด้วย กลับทำให้หลานทั้งสามคนของตระกูลเฉินแย่งกันขึ้นมาเสียได้
“เฉินต้าชวน ท่านทำอะไรน่ะ?!” เฉินเสี่ยวชวนเห็นเฉินต้าชวนตักไปช้อนเบ้อเริ่มก็ตาเขียวปั้ด ร้องเสียงแหลมขึ้นมาทันที “ท่านตักไปคนเดียวหมดแล้ว ข้าจะกินอะไร?”