ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 749 ไม่แปลกที่ชอบกินเนื้อ
บทที่ 749 ไม่แปลกที่ชอบกินเนื้อ
“ในถ้วยก็ยังมีอยู่นี่นา?” เฉินต้าชวนกลอกตา ไม่สนใจเลยสักนิด
“ท่าน…” เฉินเสี่ยวชวนไม่ยอมแพ้ คว้าช้อนมาตักไปสองช้อนพูน
เขายังรู้จักดูแลน้องสาวของตนเอง เฉินเจวียนเอ๋อร์ แบ่งให้นางไปหนึ่งช้อน
เฉินต้าชวนเห็นเขาตักไปสองช้อนก็รู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ ร่ำร้องว่า “ทำไมเจ้าตักเยอะอย่างนั้น?”
“แล้วทำไมข้าจะตักไม่ได้? ข้ากับเจวียนเอ๋อร์มีกันสองคน คนละช้อน ก็ต้องตักสองช้อนน่ะสิ” เฉินเสี่ยวชวนได้อกได้ใจ รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ
มารดาบอกเขาว่าคนที่หาเงินได้มากที่สุดในบ้านคือบิดาของเขา ข้าวของเครื่องใช้อาหารการกินพวกนี้ไม่อาจถอยให้คนอื่น ต้องรู้จัก ‘แย่งชิง’
“เฮอะ!” เฉินต้าชวนโมโหจึงหยิบช้อนมาตักให้บิดามารดาไปสองช้อน…ตอนนี้บ้านข้าตักมาสามช้อนแล้ว คงได้เปรียบแล้วกระมัง?
เฉินเสี่ยวชวนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลอกเลียนแบบโดยการตักให้บิดามารดาของตนเองบ้างคนละช้อน
แม้จะเทเครื่องเคียงใส่ถ้วยใบใหญ่ แต่เย่อวี๋หรานเพียงนำมาหนึ่งกระบอกขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น จะมีมากสักเท่าไหร่เชียว
ตอนแรกพวกผู้ใหญ่คีบกันไปแล้วคนละนิดละหน่อย (พวกเขาต่างคีบกันไม่มากเพื่อแสดงออกถึงความเกรงอกเกรงใจ) พอพวกเด็ก ๆ ใช้ช้อนจ้วงเอา ๆ แบบนี้ ชั่วพริบตาเดียวก็เกลี้ยงถ้วย
เฉินหลิ่งใบหน้าเขียวคล้ำ ตบโต๊ะเสียงดังปัง “มันใช้ได้ที่ไหน? พวกเจ้ายังจะกินข้าวอยู่ไหม? ถ้าไม่อยากกินก็ไสหัวกลับห้องไปซะ”
เฉินต้าชวนกับเฉินเสี่ยวชวนที่กำลังทะเลาะกันอยู่เงียบสงบลงทันตาเห็น
เย่อวี๋หรานกับจูซานที่ร่วมโต๊ะด้วยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
‘พวกข้าเป็นคนเอาเครื่องเคียงที่เป็นต้นตอของความวุ่นวายมา ควรช่วยเกลี้ยกล่อมดีไหมเนี่ย?’
คนเดียวที่ไม่สะทกสะท้านคงมีแต่จูชีแล้ว
สำหรับเขาแล้ว ขอแค่ไม่ใช่มารดากับอาจารย์บันดาลโทสะ นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลใจ
อีกอย่าง เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจเลย แม้เครื่องเคียงจากบ้านเขาจะอร่อยมาก แต่ฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉินก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา?
เจ้าเด็กบ้านเฉินสองคนนี้จะแย่งกันไปทำไม?
แท้จริงแล้วเหตุผลเรียบง่ายยิ่งนัก…ในเครื่องเคียงนี้มีเต้าหูสับ ทั้งยังนำไปผัดในน้ำแกงเนื้อมาก่อน ย่อมจะมีรสชาติของเนื้อติดมาด้วย
อาเฉินพูดว่าฐานะของตระกูลเฉินไม่สู้ดี ก็ไม่ได้โกหกจริง ๆ นั่นแหละ พวกเขาจึงไม่ได้กินเนื้อสัตว์ทุกมื้อ
ก็เหมือนกับยามบ่ายของวันนี้ ใส่เนื้อสามแผ่นในชามก๋วยเตี๋ยว นับว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดของคนตระกูลเฉินแล้ว
แต่ในเครื่องเคียงที่เย่อวี๋หรานนำมาด้วยกลับมี ‘เนื้อสับ’ ชิ้นเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด เลิศรสปานนั้น พวกเด็ก ๆ อย่างเฉินต้าชวนกับเฉินเสี่ยวชวนจะต้านทานความเย้ายวนใจเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินจึงลุกขึ้นมา ‘อบรม’ ลูกชายของตนต่อหน้าเฉินหลิ่ง เฉินเสิ่น และคนอื่น ๆ ไปยกใหญ่ เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านไปแล้ว
ต่างจากสะใภ้ใหญ่เฉิน หลังกลับมาแล้ว สะใภ้รองเฉินก็ชมเชยเฉินเสี่ยวชวนเป็นการส่วนตัวว่าทำได้ดีมาก ทำให้ทุกคนได้กินเนื้อ คราวหน้าก็ให้ทำอย่างนี้อีก
เฉินต้าชวนที่ไม่ได้รับการปลอบประโลมรู้สึกเศร้าใจ เขาแย่งเนื้อมาให้บิดามารดาเพราะความหวังดี แต่มารดานอกจากจะไม่ชมเชยเขาแล้ว ยังตำหนิเขาอีกด้วย?
“ต้าชวน เจ้าได้ยินไหม คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีก”
“ได้ยินแล้ว!” เฉินต้าชวนรับคำหน้าตาบูดบึ้ง ในใจยังคงขุ่นเคือง
สะใภ้ใหญ่เฉินอยากอธิบายเหตุผลให้ลูกชายฟัง แต่พูดไปได้ไม่กี่ประโยค ลูกชายก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว
นางมีโทสะเต็มท้อง บ่นให้เฉินต้าซานฟังอย่างอดใจไม่ไหว “เจ้าดูลูกเจ้าสิ ถูกแม่เจ้าสั่งสอนจนกลายเป็นอะไรไปแล้ว? ข้าว่าสักหน่อยก็ไม่ได้”
“แม่ข้าสอนอะไรกัน? เจ้าเป็นคนสอนเองไม่ใช่รึ?” เฉินต้าซานกลอกตา “พอเถอะน่า ลูกชายไม่รู้ความก็อย่าเอาแต่โทษแม่ข้า ทำเสียราวกับว่าแม่ข้าเป็นคนคลอดเขาออกมาอย่างนั้นแหละ”
“ไม่โทษแม่เจ้าแล้วจะโทษใคร? มีแม่สามีที่ไหนแอบฮุบของกำนัลที่คนอื่นให้ตอบแทนกลับมากันบ้าง?” สะใภ้ใหญ่เฉินกล่าวอย่างไม่พอใจ “ไม่รู้เหมือนกันว่าของพวกนั้นสุดท้ายแล้วจะไปอยู่ในท้องใคร ถ้าเป็นเจ้ากับลูกชายเจ้าก็แล้วไปเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก กลัวก็แต่จะไปอยู่ในมือคนนอกแซ่เสียมากกว่า…”
ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วที่เฉินต้าซานได้ยินถ้อยคำไม่พอใจของภรรยา จึงล้างเท้าตัวเองไปโดยไม่สนใจนาง
ล้างเสร็จแล้วก็กำชับสะใภ้ใหญ่เฉินว่าอย่าลืมเอาน้ำไปเททิ้ง
สะใภ้ใหญ่เฉินไปเทน้ำกลับมาแล้วก็เดินเข้ามาหาเขาเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แล้วจึงกระซิบว่า “นี่ ต้าซาน เจ้าว่าบ้านซิ่วไฉผู้นี้มีเงินมากใช่ไหม? เจ้าได้ชิมหรือยัง ในเครื่องเคียงนั่นมีเนื้อสับเน้น ๆ เชียวนะ…ข้าลองสังเกตดี ๆ แล้ว ในเครื่องเคียงที่ข้าตักมากว่าครึ่งล้วนเป็นเนื้อทั้งนั้น”
“คนเขามีเงินก็ดีแล้วนี่? ถ้ามีเงิน เรื่องค่าเช่าก็วางใจได้แล้ว จะได้มีเงินไปซื้อเนื้อกิน”
สะใภ้ใหญ่เฉินมองเขาอย่างรังเกียจ นางพูดว่า “เจ้าก็คิดแต่จะซื้อเนื้อมากิน ไม่รู้จักมองให้ไกลกว่านั้นเสียหน่อย?”
“เมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งโทษแม่ข้าเพราะเรื่องเนื้อไม่ใช่หรือ?”
“เจ้า…”
……
สองสามีภรรยากำลังคุยกันอยู่ด้านนี้ อีกด้านหนึ่ง จูซานก็ใช้เตาที่เพิ่งได้มาต้มน้ำให้เย่อวี๋หรานล้างเท้า
จู่ ๆ ก็มีลูกชายตัวโตขนาดนี้มาล้างเท้าให้ เย่อวี๋หรานรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง “ไม่ต้องหรอก ข้าล้างเอง…”
“ท่านแม่ ท่านอย่าขยับสิขอรับ ข้าทำให้” จูซานยืนกรานจะล้างให้
สุดท้ายเย่อวี๋หรานได้แต่ปล่อยให้เขาล้างด้วยความจำใจ
มีลูกชายตัวโตมานั่งอยู่ตรงหน้า ก้มหน้าล้างเท้าให้ตนเองอย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นความรู้สึกแปลกพิลึก
จูชีที่นั่งมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสนอกสนใจก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน
เย่อวี๋หรานเหลือบตามองเขา “เจ้าไม่ต้องหรอก ตรงนี้มีพี่สามของเจ้าแล้ว เจ้าไปดูเตียงตัวเองเถอะว่าปูเรียบร้อยหรือยัง”
“ท่านแม่ พี่สามปูเสร็จแล้วขอรับ” จูชีนั่งอยู่บนตั่งไม้ตัวเตี้ย พยักพเยิดปลายคาง ไม่คิดจะขยับไปไหนสักนิด
เย่อวี๋หรานจนปัญญา บางครั้ง การมีลูกชายที่กตัญญูรู้คุณเป็นโขยงก็ไม่ใช่เรื่องน่าสบายใจเหมือนกันนะ!
“ท่านแม่ ท่านว่าคนตระกูลเฉินนี่เป็นอะไรกันแน่นะ? ก็แค่เครื่องเคียงถ้วยเดียว ทำไมต้องแย่งกันอย่างนั้นด้วย?” จูซานนวดเท้าให้เย่อวี๋หรานพลางเอ่ยว่า “ทำอย่างกับไม่เคยกินเนื้อมานานอย่างนั้นแหละ วันนี้ในชามก๋วยเตี๋ยวที่ส่งมาให้เมื่อตอนบ่ายก็ใส่เนื้อด้วยไม่ใช่หรือ”
“เจ้าก็สังเกตแล้ว?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “เจ้าไม่คิดบ้างรึว่าอาจเป็นเพราะเครื่องเคียงบ้านเราอร่อยมากก็ได้นะ?”
“แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นกระมัง? เครื่องเคียงบ้านพวกเราอร่อยแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นต้องทำแบบนั้น ถ้าไม่เชื่อ ท่านลองถามเจ้าเจ็ดดูก็ได้ ข้าเห็นว่าเขากินกับข้าวของตระกูลเฉินเสียเปรมเชียวล่ะ” จูซานหันมามองจูชี
จูชีพยักหน้า “ข้าคิดว่าฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉินก็อร่อยนะขอรับ ผัดผักกวางตุ้งได้นุ่มดีมาก ยังมีจานนั้น…”
กล่าวถึงตอนท้ายยังทอดถอนใจ บอกว่าตระกูลเฉินอะไรก็ดี ยกเว้นเนื้อที่ทำได้ไม่อร่อยเท่าที่บ้านตัวเอง
“ข้าไม่ได้กินเนื้อเท่าไหร่เลย ได้กินแต่ผัก”
“แต่ข้าพบว่าคนบ้านพวกเขาดูจะชอบกินเนื้อมากทีเดียว กินไปได้ไม่ทันไร พวกเขาก็กินเนื้อหมดแล้ว”
……
“เจ้าเจ็ดไม่พูด ข้าก็คงคิดไม่ถึง” จูซานกล่าวอย่างสงสัย “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย กับข้าวของพวกเขาใส่เนื้อสัตว์อยู่ก็จริง แต่…ดูเหมือนเนื้อจะพร่องเร็วมาก”
ชอบกินเนื้อไม่ใช่เรื่องแปลก พวกตนก็ชอบกินเนื้อเหมือนกัน
ตอนที่เย่อวี๋หรานทำอาหารในปีนั้น มีใครไม่แย่งกันกินบ้าง?
ทว่า…
จูซานพลันนึกขึ้นมาได้ “ท่านแม่ ข้านึกออกแล้วว่าไม่ถูกต้องตรงไหน!”