ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 754 สมบัติล้ำค่า
บทที่ 754 สมบัติล้ำค่า
แน่นอนว่าพวกเขาไร้ซึ่งความกล้าหาญ และอาจกล่าวโต้กลับว่า ‘ทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจนั้นผิดเพี้ยน สิ่งที่ขงจื๊อกล่าวเอาไว้มิได้หมายความเช่นนั้น’
หากอาจารย์ผู้เฒ่ากล้าโต้เถียงเรื่องนี้กับนาง เย่อวี๋หรานก็กล้าที่จะโต้ตอบกับเขาในศาล
เย่อวี๋หรานลอบคิดในใจ ‘ขอโทษด้วย ฉันมาจากศตวรรษที่ 21 ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของทรัพยากร สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะกลัวคือ การถกเถียง’
ร้อยสำนักประชันกัน ร้อยบุปผาบานสะพรั่งได้มิใช่เพราะ ‘การโต้วาที’ หรอกหรือ?
นั่นเป็นเพราะยิ่งถกเถียงกันมากก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เย่อวี๋หรานประเมิน ‘ผู้อาวุโส’ ตรงหน้านี้ต่ำเกินไป
อย่ามองเพียงอายุและหน้าที่รับผิดชอบการรับรายงานตัวศิษย์ใหม่เท่านั้น แต่ความจริงแล้วเขาคือ ‘อาจารย์อาวุโส’ หรือ ‘ผู้เฒ่าสวี’ ที่ผู้คนต่างเรียกขาน เขาถือได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักศึกษาจั้วโจวแห่งเมืองผู่โซ่ว
นายอำเภออวี้หงซิ่นเขียนจดหมายแนะนำตัวให้จูชีก็บอกกล่าวอย่างนั้นไม่ใช่หรือว่ามีอาจารย์จากเมืองหลวงซุกซ่อนอยู่ในสำนักศึกษา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาไม่ทราบก็คืออาจารย์อาวุโสจากเมืองหลวงที่อยู่ที่นี่คือ ‘ผู้เฒ่าสวี’
และเมื่อเย่อวี๋หรานเริ่มเปิดประเด็น ‘ความแปลกใหม่’ จึงถือเป็นความน่าสนใจของผู้เฒ่าสวีทันที
เวลานี้เขาถึงกับตกตะลึง ‘เจ้าถึงกับเข้าใจสิ่งที่ขงจื๊อสอนสั่งได้งั้นหรือ!’
เขาคิดเสมอว่าสิ่งที่ขงจื๊อกล่าวหมายความว่า ‘ไม่ว่าผู้นั้นจะต่ำช้าเพียงใดก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษา’ แต่สตรีผู้นี้กลับเข้าใจเป็นอีกอย่าง ‘ไม่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษา และการศึกษาจะขจัดความแตกต่างระหว่างบุคคลไปได้’
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังสามารถเข้าใจถึงการวางแผนที่ยอดเยี่ยม และทำลายกฎเกณฑ์เก่าในใจของเขาจนหมดสิ้น
ถูกต้องแล้ว นักปราชญ์ที่เขาเคยได้พบในอดีตถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประเภทแรกคือ ‘คนฉลาด’ และอีกประเภทคือ ‘คนซื่อ’
คนฉลาดจะถูกแบ่งออกเป็น ฉลาดอย่างแท้จริงและโง่เขลา
บุคคลฉลาดที่แท้จริงไม่ได้ร่ำเรียนเพื่อสอบเคอจวี่ พวกเขาเข้าใจว่า ‘ยามบ้านเมืองลำบาก ขุนนางต้องเป็นผู้กังวลก่อนใคร ยามชาติสุขสงบ ขุนนางต้องเป็นผู้มีความสุขหลังทุกคน’ หรือไม่ก็จะเลือกเรียนเพียงเพราะชื่นชอบการอ่านเท่านั้น
หากเป็นไปตามประการแรก สามารถสอบเคอจวี่เป็นขุนนางได้ ส่วนประการหลังสามารถเป็น ‘ปราชญ์’ ได้
ด้วยสองอย่างนี้ ผลลัพธ์จะไม่เลวร้ายนัก
ส่วนพวกที่โง่เขลา เมื่อพวกเขาสามารถสอบเคอจวี่แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการ ‘ช่วยเหลือประชาชน’
บางคนรับใช้ประชาชนมาทั้งชีวิต เป็นขุนนางสร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมือง แต่ขณะที่บางคนริเริ่มเดินเส้นทางผิดเพี้ยน เมื่อก้าวแรกผิดพลาด ก้าวสองย่อมผิดพลั้ง จึงเป็นการทำร้ายผู้อื่นและตนเองไปโดยสมบูรณ์
ส่วนพวก ‘โง่เขลา’ คือพวกที่อ่านหนังสือไม่เก่ง แบ่งออกเป็นพวกที่อยากอ่าน และไม่ต้องการอ่าน
หากคนผู้นั้นเพียงอยากอ่าน แต่อ่านไม่เก่ง ก็จะเป็นได้เพียงผู้รู้วิธีการอ่าน แต่ไม่อาจเข้าใจเนื้อความ
ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านตำรามากกี่เล่มก็ไร้ประโยชน์ แทนที่จะได้รับความรู้ แต่กลับโง่เขลาลง
ส่วนบุคคลที่ไม่อยากเล่าเรียน ไม่ใช่ว่าไม่ฉลาด แต่เพียงไม่ต้องการใช้ความรู้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ คนจำพวกนี้จะเก่งกาจ ‘ทักษะด้านเดียว’
เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนที่ฉลาดจริง ๆ ผู้เฒ่าสวีต้องการให้ส่วนที่เหลือนี้เป็นตัวเขา เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว และสิ่งนี้จะทำให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาพยายามสิ่งใดอย่างไร้ประโยชน์ และไม่เป็นการสร้างบุคคลที่โง่เขลาแต่ขยันอีกด้วย
แน่นอนว่าทั้งหมดที่เขานึกคิดเป็นเพียง ‘ทฤษฎีส่วนตัว’ จึงไม่มีหลักฐานใดมารองรับ
หากกล่าวให้ชัดเจนนั้นหมายความว่า ทั้งหมดเป็นความเข้าใจของเขาเพียงผู้เดียว
เวลานี้อาจารย์สวีเอ่ยปากด้วยความตื่นเต้นว่า “เจ้าตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรหรือ?”
“ข้าหรือ?” เย่อวี๋หรานผู้เฝ้ารอการโต้วาทีไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามเช่นนี้ นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “ข้าคิดเช่นนี้ได้อย่างไร… ข้าจะบอกอย่างไรดี ในบทความเรื่องหนึ่ง ทุกคนก็จะตีความได้ไม่เหมือนกันมิใช่หรือ?”
“อะไรนะ?”
“การตีความ”
“คือสิ่งใด?”
“เป็นเพียงคำขยาย ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น ความหมายของมันก็คือ… ตำราหนึ่งเล่มมีผู้อ่านนับหมื่นนับพัน และทุกคนย่อมมีความเข้าใจในแบบฉบับของตนเอง นี่เป็นเรื่องปกติทั่วไป” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อ “นั่นคือเหตุผลที่บรรพบุรุษของเรากล่าวว่า ‘ฟ้าดำเนินไปอย่างแข็งขัน บัณฑิตเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง’ ข้าคิดว่าสิ่งที่ท่าน… ต้องการถามคงหมายถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”
“ฟ้าดำเนินไปอย่างแข็งขัน บัณฑิตเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง” อาจารย์สวีกล่าวพึมพำ “ฟ้าดำเนินไปอย่างแข็งขัน บัณฑิตเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง… ถูกต้องแล้ว!”
เวลานี้เขาถอนหายใจก่อนจะพูดว่า “ข้านึกย้อนไปเมื่อก่อนหน้านี้ ข้าเคยอ่านตำราเล่มหนึ่ง ซึ่งบอกกล่าวไว้ว่า ‘ฟังคำแนะนำของอธิปไตยนั้นย่อมดีกว่าการอ่านหนังสือเป็นสิบปี’ หลังจากอ่านมันแล้ว ข้าได้แต่นึกถึงโชคของบัณฑิตผู้นั้นที่ได้พบปราชญ์ผู้นั้น ‘บุรุษและสตรีล้วนเท่าเทียม’ แต่หลังจากมาคิดดูแล้ว เจ้าเปรียบเป็นปราชญ์ของชายชราหรือไม่?”
เย่อวี๋หรานพลันตื่นตระหนกในทันที ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะยกตนขึ้นสูงส่งเช่นนี้ จึงรีบตอบกลับทันทีว่า “ท่านสุภาพต่อข้าเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงสตรีบ้านนอกไม่รู้ประสา และข้าก็ไม่รู้จักกวีใด ข้าเพียงหยิบยก ‘คำสอนเก่า’ ที่มีขึ้นมาเท่านั้น แม้ข้าจะ ‘มีตาแต่หามีแววไม่’ สุดท้ายแล้วก็เป็นท่านที่ปัดฝุ่นผงออกจนมองเห็นแสงสว่าง นั่นคือปรมาจารย์ที่แท้จริง แม้ข้ามอบเบาะแสเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นท่านที่มีความฉลาดหลักแหลมจนรู้แจ้งในทุกสิ่ง…”
……
หลังจากได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น จูซานและจูชีถึงกับนึกอึ้งอยู่ในใจ
ท่านแม่ของพวกเรากลายเป็นคนสุภาพเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
…หากแบ่งแยกถ้อยคำก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เมื่อนำทุกสิ่งออกมารวมกันแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงไม่เข้าใจอะไรเลย?
…นางกับอาจารย์ผู้เฒ่าตรงหน้านี้กำลังพุดคุยถึงสิ่งใดเล่า?
เมื่ออาจารย์คนอื่นได้เห็นอย่างนี้ พวกเขายิ่งประหลาดใจยิ่ง: สตรีผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดจึงพูดคุยกับอาจารย์สวีได้อย่างสนุกสนาน?
“อะ… อาจารย์สวี…” เป็นอาจารย์กู่ที่เอ่ยปากคนแรก เขาคืออาจารย์ใหญ่ของโจวเสวียในเมืองผู่โซ่ว และงานหลักของเขาคือการรับผิดชอบสิ่งต่าง ๆ ประจำวัน
เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าหลังจากได้ทราบข่าวว่าอาจารย์สวีไล่ผู้รับผิดชอบในการรายงานตัวศิษย์ออกไป เวลานี้จึงอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว ทำให้ต้องรีบไปเชิญใครบางคนมาช่วย แต่เมื่อเขารีบมากลับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยกยิ้มสนทนามีความสุขกับสตรีจากชนบทผู้หนึ่ง?
นานเพียงใดที่เขาไม่ได้พบเห็นรอยยิ้มมีความสุขของอาจารย์สวี?
“โอ้ เป็นเสี่ยวกู่งั้นหรือ? มานี่สิ ข้าจะแนะนำให้รู้จัก…” เมื่ออาจารย์สวีเห็นพวกเขา จึงรีบกวักมือเรียกอย่างชื่นมื่นเพื่อให้อาจารย์กู่เดินเข้ามา “นี่คือจูต้าเหนียงจาก… ตำบลอันจิ่ว ส่วนนี่…”
เมื่อมองจูซานที่ยืนอยู่ด้านหลัง อาจารย์สวีคล้ายนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ “จริงด้วย จูต้าเหนียง เจ้ายังไม่แนะนำให้ข้ารู้จักชายหนุ่มผู้นั้นเลย เขาเป็นใครหรือ?”
“นี่คือลูกชายคนที่สามของข้า นามว่าจูซุ่นโหย่ว” เย่อวี๋หรานยกยิ้มก่อนจะแนะนำจูชีให้อาจารย์กู่รู้จัก “ส่วนเขาคือลูกชายคนที่เจ็ดของข้า นามว่าจูซุ่นเต๋อ เสี้ยนอั้นโฉ่วของตำบลอันจิ่ว เขาจะเป็นบัณฑิตในสำนักศึกษาของท่าน ข้าจึงขอให้อาจารย์ช่วยดูแลบุตรชายของข้าด้วย เขาเป็นคนเรียบง่ายและชอบอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาไม่ต้องการชื่อเสียง เพียงแค่ต้องการอ่านหนังสือต่อไปเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้วเจ้าค่ะ”
หมายความว่าลูกชายคนที่เจ็ดของครอบครัวนางเป็นคนสมองทึ่ม นอกจากอ่านหนังสือแล้ว เขาก็ไม่ชอบสิ่งใดอีก ไม่มีความจำเป็นใดเลยที่เขาจะต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ในอนาคต ตราบใดที่สามารถกลับสู่ผืนป่ากว้างที่เขาชื่นชอบเพื่อทำไร่นาและอ่านตำราไปด้วยได้ เขาก็ยินดี
สิ่งที่เขาคาดหวังและปรารถนาคือ การทำไร่นา อ่านหนังสือ และดูแลมรดกในตระกูล
อาจารย์กู่ถึงกับตกตะลึง เพราะคนส่วนใหญ่ที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสำนักศึกษาล้วนแต่ต้องการสอบเคอจวี่ทั้งสิ้น เพราะการศึกษาเล่าเรียนมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก น้อยนักที่พวกเขาไม่ต้องการตำแหน่งใหญ่โต ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่ส่งเงินใต้โต๊ะเพื่อให้บุตรหลานได้เข้าเรียน
แต่สตรีนางนี้กลับบอกว่า ‘เพียงส่งบุตรมาเพื่ออ่านตำรา’ งั้นหรือ?
จุดประสงค์ของนางนั้นช่างเรียบง่ายเกินไป