ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 753 การศึกษานั้นไม่แบ่งชนชั้น
บทที่ 753 การศึกษานั้นไม่แบ่งชนชั้น
ครานั้นแม้นายอำเภอจะนั่งอยู่ด้านบนสุด ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ยืนองอาจสง่าผ่าเผยขนาบข้างทั้งสองฝั่ง และพี่สามยังยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
เมื่อมีพี่สามยืนอยู่ตรงนี้ด้วย นั่นหมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น
ทว่าในตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถ ‘ช่วยเหลือ’ เขาได้
เมื่อไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้ จึงทำได้เพียงตอบด้วยความสัตย์ “ศิษย์โชคดีสอบได้มา…”
แม้เสียงจะแผ่วเบานัก แต่มันก็เพียงพอให้ชายชราได้ยิน
“อะไร?” อาจารย์ผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น “กล่าวให้ดังกว่านี้!”
จูชีถึงขั้นหลบสายตา ก่อนจะกล่าวตอบอีกครั้ง “ท่านแม่ของข้าไม่ได้คาดหวังให้ข้าเป็นซิ่วไฉ นางเพียงคาดหวังให้ข้าอ่านออกและเขียนได้เท่านั้น จากนั้นจึงกลับไปที่หมู่บ้านแล้วเปิดสำนักศึกษาเล็ก ๆ เพื่อให้ข้าไม่เป็นภาระต่อพี่น้อง สุดท้ายเพียงเพื่อให้ข้าสามารถเลี้ยงดูตนเองได้…”
อาจารย์ผู้เฒ่าไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะ ‘ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง’
เขาเพียงแค่ต้องการหลอกถามอีกฝ่ายเท่านั้น คนผู้นี้แม้แต่คำเช่นนี้ก็ยังกล้ากล่าวออกมา
เวลานี้ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้า เขาจึงหันมองเย่อวี๋หรานและจูซานที่ยืนอยู่ด้านหลังของจูชี
ในฐานะผู้อาวุโส เขาตระหนักได้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสามคนได้ทันที อย่างไรเสียหนึ่งประการที่เขาไม่เข้าใจก็คือเมื่อจูชีกระทำเรื่องเช่นนี้ ครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังควรจะหยุดยั้งเขา แต่อีกฝ่ายกลับเพิกเฉยและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้
โดยเฉพาะนางผู้นั้น ดูเหมือนจะหยุดยั้งบุตรชายที่จะเข้ามาแทรกแซงอีกด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องทั้งหมดนี้คือความบังเอิญงั้นหรือ?” อาจารย์ผู้เฒ่าถามต่อไป
“ขอรับ! นับเป็นโชคของข้า เพราะข้อสอบเสี้ยนซื่อตรงกับความรู้ของข้า”
“ความรู้งั้นหรือ? ถูกต้องทั้งหมดหรือ? เจ้าไม่ได้แอบดูข้อสอบล่วงหน้าใช่หรือไม่?” อาจารย์ผู้เฒ่าหรี่ตามอง ขณะเดียวกันเขายังไม่ลืมที่จะเหลือบมองเย่อวี๋หรานและจูซานด้วยหางตา
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ขณะที่เขาถามคำถามอ่อนไหวเช่นนี้ แต่ครอบครัวของจูชียังคงนิ่งเฉยได้?
เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินเย่อวี๋หรานและจูซานต่ำเกินไป ท่าทีพวกเขาสงบยิ่งนัก
พวกเขาทั้งหมดผ่านการทดสอบของ ‘ที่ว่าการอำเภอ’ และเลื่อนขั้นพร้อมกัน แล้วจะต้องหวาดกลัวสิ่งใดเล่า?
จูชีรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่สุดท้ายแล้วความสามารถในการเรียนรู้ของเขาก็ ‘ไม่มีข้อสงสัยใด’
“ไม่ใช่ขอรับ ข้าเพียงมีความจำเป็นเลิศ เพราะข้าจดจำข้อสอบของเสี้ยนซื่อของช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ทั้งหมด” จูชีเกรงว่าอาจารย์จะไม่เชื่อถือคำพูดของตน จึงหยิบตำราออกมาจากด้านหลัง แล้วหยิบ ‘บันทึกตำรา’ ที่เขาอ่านทั้งหมดออกมาเพื่อเป็นการบอกกล่าวกับบุคคลตรงหน้าว่านี่คือตำราที่เขาอ่านทั้งหมด
อาจารย์ผู้เฒ่ายิ่งประหลาดใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอ่านตำรามากมายเพียงนี้ (และยังมีตำราอื่น ๆ อีกหลายเล่ม) “เจ้าบอกว่าสามารถจดจำเนื้อหาทั้งหมดนี้ได้งั้นหรือ?”
จูชีพยักหน้า “ขอรับ ข้าอ่านมันเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำมันได้แล้ว ท่านแม่ของข้าบอกว่าเราสามารถจดจำทุกสิ่งให้เป็นภาพถ่ายได้ แต่เพราะข้าไม่ค่อยฉลาดนักจึงท่องจำได้เพียงบทกวีนิพนธ์ ทฤษฎีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ด้วยการสอบฝู่ซื่อ สิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง หากจะให้สอบผ่านได้ก็คงยากเย็นสำหรับข้าแล้ว”
ถ้าอย่างนั้นเด็กคนนี้จึงทำได้เพียง ‘ท่องจำ’ แต่ไม่อาจแต่งกลอน หรือร่างทฤษฎีใด ๆ ได้ เช่นนั้นเขาจะสอบฝู่ซื่อผ่านได้อย่างไร? จนถึงตอนนี้ชายชราจึงเข้าใจว่าทำไมเด็กหนุ่มคนนี้จึงไม่สามารถสอบฝู่ซื่อได้
ไม่ว่าสิ่งที่เขากล่าวออกมาจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ด้วยท่าทางที่สัตย์ซื่อของคนคนนี้ ต่อให้เขาร่ำเรียนไปอีกหลายปี เขาก็คงไม่มีวันสอบเคอจวี่ได้ใช่หรือไม่?
หลังจากที่ตระหนักได้เช่นนี้ เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ในเมื่อเด็กคนนี้ไม่อาจสอบเคอจวี่ได้ แต่เหตุใดครอบครัวของเขาจึงต้องการส่งเขาเข้าเรียนในสำนักศึกษากันเล่า?
อาจเป็นเพราะ…
อาจารย์ผู้เฒ่ากวาดสายตาไปทั่วก่อนจะหยุดลงที่เย่อวี๋หราน “ข้าขอถามได้หรือไม่ เจ้าคือมารดาของจูซุ่นเต๋อ จูต้าเหนียงใช่หรือไม่?”
“หากท่านมีสิ่งใดสอบถาม สามารถถามข้าได้โดยตรง” เยว่อวี๋หรานตอบกลับอย่างสัตย์ซื่อ
“ถ้าอย่างนั้นข้าอยากทราบว่าเหตุใดจูต้าเหนียงจึงต้องการส่งจูซุ่นเต๋อเข้าสู่สำนักศึกษา?”
เย่อวี๋หรานไม่คิดปิดบัง ก่อนจะกล่าวตอบอย่างสัตย์ซื่อว่า “เป็นเพราะการอ่านเขียน คำสอนขงจื่อ การศึกษานั้นไม่แบ่งชนชั้น ผู้ได้รับการสั่งสอนเหล่านั้นย่อมไม่แตกต่าง ข้าไม่ได้คาดหวังว่าจูซุ่นเต๋อจะต้องโด่งดังและเป็นอัจฉริยะ ข้าเพียงหวังให้เขาสามารถอ่านหนังสือได้ หากต้องการเล่าเรียนต่อไปก็ไม่เป็นไร”
“เพียงแค่ให้อ่านได้งั้นหรือ?” อาจารย์ผู้เฒ่าเผยความประหลาดใจ “ไม่ต้องการชื่อเสียงหรือโชคลาภใดเลยหรือ?”
เย่อวี๋หรานหลุดหัวเราะเบา ๆ “ท่านใต้เท้า เวลานี้ท่านก็ได้พูดคุยกับซุ่นเต๋อแล้ว ด้วยนิสัยของเขาที่ซื่อตรงเช่นนี้ เขาเป็นได้เพียงเด็กน้อยเท่านั้น ข้าเกรงว่าในชีวิตของเขานี้ไม่มีสิ่งใดที่เขาปรารถนาหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่างตัวข้าก็ไม่คาดหวังสิ่งใดจากเขาด้วยเช่นกัน ตราบใดที่เขาสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ในอนาคต ไม่สร้างภาระให้พี่น้องของตนเอง และได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการอย่างมีความสุข เท่านั้นข้าก็พอใจแล้ว”
อาจารย์ผู้เฒ่าขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากต้องการให้ดูแลตนเองได้ การเรียนรู้ทักษะเลี้ยงชีพจะไม่เหมาะสมกว่าหรือ?”
“แล้วท่านใต้เท้าคิดว่าทักษะคือสิ่งใดหรือ?”
อาจารย์ผู้เฒ่าไม่ตอบกลับ
ในฐานะผู้อาวุโส เขาต้องการเกลี้ยกล่อมเหล่าผู้ให้กำเนิดที่กำลังเพ้อเจ้อฝันเฟื่องว่าแทนที่จะคาดหวังให้บุตรหลานกระโดดสู่หลังมังกรในก้าวเดียว ควรจะปล่อยให้พวกเขาไปเรียนรู้ทักษะในการดำรงชีวิตจะดีกว่า
อาชีพอย่างช่างไม้ ช่างฝีมือ ช่างตีเหล็ก… แม้สถานะจะต่ำต้อย แต่ก็เป็นอาชีพที่ไม่เคยขาดแคลนงานมิใช่หรือ?
ตราบใดที่มีคนต้องการสร้างบ้าน สร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ข้าวของต่าง ๆ
สุดท้ายแล้วทุกสิ่งล้วนต้องใช้ช่างฝีมือที่มีทักษะยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “ท่านใต้เท้า ท่านคงไม่คิดว่าทักษะพิเศษพวกนี้คงจะต้องจำกัดไว้แค่ทักษะฝีมือหรอกกระมัง? ข้าเป็นเพียงหญิงจากชนบทไร้ซึ่งความฉลาดเฉลียว ข้าจึงคิดว่าไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า หรือบัณฑิต ทุกคนล้วนแต่หยิบยกจุดแข็งของตนเองออกมาใช้งาน เท่านี้หากสามารถพึ่งพาตนเองได้และเลี้ยงดูครอบครัวได้ ก็ไม่ควรมีปัญหาใด ๆ ตามมา เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าเจ็ดคือ ‘ความจำ’ เขาจดจำทุกสิ่งได้ยอดเยี่ยม หากเป็นเช่นนี้ ข้าปล่อยให้เขาอ่านหนังสือทั้งหมดในโลก และสร้างเขาให้เป็นหอสมุดที่มีชีวิตจะไม่ดีกว่าหรือ?”
อาจารย์ผู้เฒ่าถึงกับตกตะลึง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่านี่คือความคิดของหญิงตรงหน้านี้?!
หอสมุดที่มีชีวิต?!
นางถึงกับกล้าคิดเรื่องเช่นนี้?
“แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คงจะเกินจริงไปสักหน่อยหากข้าจะบอกว่าเขาต้องอ่านหนังสือทุกเล่มบนโลกใบนี้” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อไปว่า “พวกเรานั้นอยู่ในโคลนตม ต่ำต้อยและไม่อาจมีอำนาจกล่าวคำกับเหล่าบัณฑิตได้ อีกทั้งยังไม่ได้รับโอกาสที่จะได้อ่านตำราดี ๆ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คงมีเพียงจัดหาตำราให้เขาอ่านให้มากที่สุดเท่าที่ตัวข้าจะทำได้”
“และในเมื่อเขาได้รับพรจนสามารถสอบผ่านเสี้ยนอั้นโฉ่วได้ อีกทั้งภายในนั้นยังมีตำรามากมายให้เขาได้อ่านและเรียนรู้ เหตุใดข้าจึงจะไม่ส่งเขาไปเล่า?”
“คำสอนของขงจื่อกล่าวว่าการศึกษานั้นไม่แบ่งชนชั้น”
“ในเมื่อคำสอนกล่าวไว้เช่นนั้น ตราบใดที่เขาพยายามอย่างหนักและเปิดโอกาสให้ตนเองได้อ่านตำรามากมาย สุดท้ายแล้วทุกสิ่งจะเกิดจากความพยายามของเขาเอง ข้าจึงอยากจะปล่อยให้เขาอ่านหนังสือให้มากที่สุดเจ้าค่ะ”
“สิ่งที่ขงจื่อสั่งสอนย่อมไม่ผิดพลาดใช่หรือไม่? ตราบใดที่เด็กคนนี้ตั้งใจเรียน ไม่ว่าเขาจะฉลาด โง่เขลา กตัญญู หรืออกตัญญู… สุดท้ายแล้วเขาจะไม่ถูกกดทับมากเกินไป”
……
เวลานี้เย่อวี๋หรานยึดมั่นในความคิดของตนเอง นั่นก็คือ ‘การอ่านหนังสือคือ เครื่องสำอางที่ดีที่สุดของผู้หญิง’
นอกจากนี้ยังหยิบยกเอาคำสอนดั้งเดิมของขงจื่อที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษามาด้วย
แม้บัณฑิตในยุคนี้จะกล้าต่อว่าความคิดของนางว่าผิดเพี้ยน แต่พวกเขาจะกล้าหาญหักล้างคำสอนจากขงจื่อเชียวหรือ?