ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 757 ยากที่จะ ‘เบี้ยวหนี้’
บทที่ 757 ยากที่จะ ‘เบี้ยวหนี้’
“จะเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ? ไม่ใช่เพราะว่าพวกท่านเพิ่งมาที่เมืองผู่โซ่วหรือไร ข้าเกรงว่าออกไปจะไม่รู้ทิศทางต่างหาก ข้าเป็นห่วง…” เวลานี้สะใภ้ใหญ่เฉินเร่งรีบกล่าวคำ “แต่พวกท่านก็กลับมาได้แล้ว เช่นนี้ข้าจึงวางใจ”
“โอ้ เป็นเช่นนั้น… ขอโทษแล้วที่ทำให้เจ้าเป็นห่วง” เย่อวี๋หรานไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร จึงได้แต่พูดไปเช่นนั้น
จริงหรือที่อีกฝ่ายเพียง ‘ห่วงใย’ มิใช่ลอบ ‘แอบมอง’ ตลอดเวลา?
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ว่าแต่มีปัญหาใดหรือไม่?” ทว่าสะใภ้ใหญ่เฉินกลับไม่อับอาย และยังรู้สึกภูมิใจอีกด้วย “เพราะท่านเป็นผู้เช่าบ้าน หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ข้าก็ควรจะช่วยดูแลไม่ใช่หรือ? อย่างไรเสียวันนี้พวกท่านไปรายงานตัวที่โจวเสวียใช่หรือไม่? ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“อ้อ ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
“จริงหรือ! ยินดีด้วยเจ้าค่ะ เรื่องนี้ทำข้ากังวลไปเสียมากมายเชียว…”
“กังวลมากมายงั้นหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” สะใภ้ใหญ่เฉินหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะตอบกลับมาว่า “ก็เพราะพวกท่านไปรายงานตัว ข้าก็กังวลว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะนานเกินไป”
เย่อวี๋หรานเผยสีหน้าเข้าใจ ก่อนจะตอบว่า “เป็นเช่นนั้นเองหรือ อย่างนั้นเจ้าก็คงกังวลโดยเปล่าประโยชน์แล้ว เพราะหลังจากรายงานตัว พวกเราก็ไปเที่ยวรอบเมืองกันเล็กน้อย”
“ข้าเองก็ยังอยากเดินเล่นโดยรอบ เมืองผู่โซ่วกว้างใหญ่และมีสถานที่สวยงามให้รับชม ไม่ว่าใครก็คงต้องอยากจะไปเดินเที่ยวเล่นบ้าง” สะใภ้ใหญ่เฉินถามต่ออีกว่า “แล้วพวกท่านไปที่ใดกันมาบ้างหรือ?”
“ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับเมืองนี้แล้ว จึงออกไปเดินซื้อของตามตลาด และเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นตลาดมากด้วยผู้คน มันค่อนข้างน่าประทับใจ…”
“ไปคราแรกก็ตื่นเต้นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ เดี๋ยวพอชินชาไปแล้วก็จะเบื่อหน่ายไปเอง แต่ถ้าคราวหน้าอยากจะออกไปซื้อของ ท่านเรียกหาข้าได้เสมอ ข้าจะพาท่านเดินเล่นรอบ ๆ เมืองนี้เอง ที่นี่เป็นสถานที่ที่ข้าคุ้นเคยยิ่ง ร้านไหนถูกที่สุดและดีที่สุด ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว…” อีกฝ่ายจับมือเย่อวี๋หรานขณะกล่าว
เย่อวี๋หรานนึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่ยอมจบเรื่องราวเสียที
“แค่ก ๆ!” เย่อวี๋หรานไอออกมาสองครั้งก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า “เราหยุดกล่าวเรื่องพวกนี้ดีกว่า ข้าออกไปซื้อของมาตลอดทั้งวันและเหนื่อยล้าเต็มที ต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน”
“อ้อ พวกท่านอยากพักผ่อนหรือ ข้าเพียงอยากพูดคุยต่ออีกสักครู่” สะใภ้ใหญ่เฉินยังไม่ยอมแพ้ และเดินนำหน้าราวกับต้องการนำทาง
อย่างไรเสีย นี่คือประตูหน้าบ้านของสะใภ้ใหญ่เฉิน ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทราบถึงทางกลับบ้านเชียวหรือ?
ระหว่างทาง เย่อวี๋หรานพยายามกล่าวปัดป้องหลายครา แต่ก็ไม่สามารถสลัดอีกฝ่ายทิ้งไปได้
เมื่อไม่สามารถกำจัดอีกฝ่ายได้ สะใภ้ใหญ่เฉินก็ติดตามพวกเขากลับมาจนถึงลานบ้านเสียแล้ว
จูซานและจูชีมองหน้ากันบ่อยครั้ง สองพี่น้องยกอ่างไม้และผ้าเช็ดหน้าออกมาเพื่อล้างหน้าล้างตาสักหน่อย
เมื่ออีกฝ่ายเห็นเช่นนี้แล้ว จึงกล่าวยกยอเย่อวี๋หรานทันที “จูต้าเหนียง บุตรชายทั้งสองของท่านล้วนสะอาดสะอ้านนัก เพียงกลับมาจากด้านนอกยังต้องล้างหน้าด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า…”
คล้ายกับว่านางได้พบเจอสิ่งที่น่าสนใจเสียอย่างนั้น
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกเรากลับมาจากการเดินทางทั้งวัน ย่อมกลับมาพร้อมกับสิ่งสกปรกบนร่างกาย สิ่งแรกที่ควรกระทำหลังจากกลับมาถึงบ้านคือการล้างมือและล้างหน้า พวกเขาคุ้นชินกับการทำเช่นนี้แล้ว”
นางไม่ต้องการอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจว่านิสัยรักสะอาดเป็นสิ่งที่นางปลูกฝังให้กับบุตรทั้งหมดมาตั้งแต่ยังเล็ก
ไม่ว่าจะทำสิ่งใด และหากไม่ได้เร่งรีบจนเกินไป จะต้องล้างหน้าและล้างมือหลังจากกลับมาถึงบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว
อีกทั้งการแพทย์ในยุคโบราณย่ำแย่มาก อากาศก็ยังชื้นพอสมควร ผู้คนสามารถตายตกได้ทุกเวลา เช่นนั้นควรจะระมัดระวังไว้เป็นดีที่สุด
“โอ้ เป็นเช่นนั้นเองหรือ แต่คงไม่ต้องเคร่งครัดมากนักหรอก เมืองผู่โซ่วสะอาดมาก ถนนหนทางก็เป็นระเบียบ ถ้าหากพวกเขาต้องเข้าออกตลอดทั้งวัน เช่นนั้นก็มิต้องล้างมือล้างไม้ตลอดเวลาหรือ…” สะใภ้ใหญ่เฉินรู้สึกเอะใจเล็กน้อย เพราะลานบ้านของนางก็สะอาดดี
แน่นอนว่าสถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้ไม่อาจเทียบกับเมืองผู่โซ่วได้
“การคุ้นชินกับสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ดีแล้ว พวกเขาจะไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นานนัก สุดท้ายก็เพียงแค่สองถึงสามปี และในอนาคตพวกเขาต้องกลับบ้านเกิด” เย่อวี๋หรานตอบ
“หา! พวกท่านยังอยากจะกลับไปที่นั่นอีกหรือ?” สะใภ้ใหญ่เฉินถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจ “เหตุใดจึงคิดอยากกลับไปที่นั่นอีกเล่า? สถานที่แห่งนี้ยอดเยี่ยมแล้ว เหตุใดต้องคิดจะกลับไป?”
“เป็นเพราะบุตรชาย ลูกสะใภ้ และหลานชายของข้าล้วนอยู่ที่นั่น และข้าก็อยากจะกลับบ้านเกิดของตัวเองด้วย หากไม่กลับสู่บ้านเกิดแล้วจะให้ไปอยู่ที่ใดเล่า?” เย่อวี๋หรานตอบกลับอย่างอดกลั้น “สุดท้ายข้าต้องพึ่งพาอาศัยพวกเขาในยามแก่เฒ่า จะให้ข้าเสพสุขอยู่ในสถานที่แห่งนี้และทิ้งพวกเขาอยู่ที่บ้านอย่างยากลำบากได้อย่างไร?”
“แต่ท่านก็สามารถให้พวกเขามาอยู่ในเมืองผู่โซ่ว ตั้งรกรากที่นี่ แล้วค่อยดูแลท่าน…”
เวลานี้อีกฝ่ายเริ่มพูดพล่ามถึงสิ่งสวยงามของเมืองผู่โซ่วอีกครั้ง
แต่นางยังถือเอาแม่สามีเป็นแบบอย่างเสมอ เพราะนางได้แต่งงานกับผู้ชายในเมือง และมีลานขนาดใหญ่ให้อยู่อาศัย นางไม่จำเป็นต้องทำงานหนักไปตลอดชีวิต เพียงแค่ใช้เวลาที่เหลือดูแลครอบครัวให้ดีก็เพียงพอแล้ว เท่านี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าชีวิตนี้แสนจะสะดวกสบาย
อีกทั้งเวลานี้นางก็ถือว่าแก่แล้ว การมีสะใภ้น้อยคอยรับใช้ก็ไม่ต่างอะไรจากหญิงชราในตระกูลเศรษฐี แต่ก็ไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งนี้มากเกินไปได้
“ข้าไม่สามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายเหล่านี้ได้ เพราะพวกเขายังมีพี่น้องมากมาย และยังต้องปลูกบ้าน ดูแลที่ดิน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการ…” เย่อวี๋หรานเริ่มบรรยายถึงความ ‘น่าสังเวช’ กล่าวนู่นนี่ให้ดูว่าชีวิตนั้นตกต่ำย่ำแย่ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่ลอยตัวเหนืออากาศด้วยความสุขสบาย
เวลานี้จูซานและจูชีล้างหน้าล้างมือเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาเดินกลับมาและสิ่งที่ได้รับชมตรงหน้าทำเอาสับสนเล็กน้อย
ครอบครัวของพวกเขา ‘ยากจน’ งั้นหรือ? สิ่งที่มารดากล่าวออกไปหมายความว่าอย่างไร ยากจนเสียกระทั่งไม่อาจเงยหน้าขึ้นฟ้า?
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือสะใภ้ใหญ่เฉินถึงกับหลั่งน้ำตา เผยความ ‘เห็นอกเห็นใจ’
จูซานและจูชีถึงกับหันมาสบตากัน
จูชี: พี่สาม ข้าไม่เห็นจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านแม่กำลังพูด
จูซาน: หากเจ้าไม่เข้าใจ ก็ไปทำในสิ่งที่ควรทำเสีย ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องของท่านแม่หรอก
จูชี: แล้วถ้ามีคนมาถามข้าว่า…
จูซาน: ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามสิ่งที่ท่านแม่ปรารถนาเสีย เพียงตอบรับไปก็เท่านั้น
จูชี: ไม่คิดอับอายบ้างหรือ? ข้าจะไม่มีวันโกหกเด็ดขาด
สองพี่น้องทะเลาะกันผ่านสายตาอยู่ชั่วครู่ และทั้งสองก็กำลังค้นหาเหตุผลของเรื่องราวเหล่านี้
เป็นเพราะไม่ต้องการพูดคุยกับสะใภ้ใหญ่เฉินต่อไป เย่อวี๋หรานจึงพยายามหลบเลี่ยงที่จะพูดคุยต่อ
แต่สะใภ้ใหญ่เฉินผู้นี้กลับช่างพูดพล่ามเสียจริง แม้เรื่องเล็กน้อยก็ยังหยิบยกมาพูดคุยได้ นับว่าสามารถเจรจาได้ทั้งวี่ทั้งวันไม่รู้จบ
จูซานยกอ่างน้ำมาเช็ดโต๊ะ เก้าอี้ และขอบหน้าต่าง…
จูชีเปิดตู้หนังสือ หยิบตำราด้านในออกมา และใช้เวลาว่างเขียนจดหมายถึงคุณชายเยี่ยน
สะใภ้ใหญ่เฉินที่พูดคุยกับเย่อวี๋หรานด้วยดีในคราวแรก พลันหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเสแสร้ง ทว่าเมื่อเห็นจูชีหยิบตำรา นางก็ใช้หางตาเหลือบมองอย่างใคร่รู้ เวลานี้นางจับจ้องด้วยความระมัดระวัง ราวกับเกรงว่าจะพลาดรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ไป
เย่อวี๋หรานสังเกตเห็นชัดเจน จากนั้นจึงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ว่าต้องการอยากพูดคุย แต่ต้องการมาสืบเสาะเรื่องราวของพวกตน!
เวลานี้เมื่อเข้ามาถึงหน้าประตูบ้าน นอกจากตำราในมือของจูชีแล้ว ในมือของคนอื่น ๆ ล้วนว่างเปล่า
แต่เย่อวี๋หรานบอกกล่าวว่าพวกเขาทั้งหมดออกไปซื้อของตลอดทั้งวัน และสะใภ้ใหญ่เฉินย่อมคิดว่าการออกไปเดินซื้อของจะต้องได้สิ่งดี ๆ กลับมามากมายแน่นอน
ในใจพลันกระตือรือร้นขึ้นมา
ด้วยบุคลิกอ่อนโยนของสกุลจู ไม่ว่าพวกเขาจะซื้อสิ่งใดกลับมา ตราบใดที่นาง ‘ขยี้’ ได้ถูกจุด พวกเขาย่อม ‘แจกจ่าย’ แน่นอน เพราะความใจดีของพวกเขาชัดเจนยิ่งนัก
เวลานี้นางจึงต้องการตรวจสอบดูว่าสกุลจูซื้อสิ่งใดติดมือกลับมา นางต้องการที่จะได้รับส่วนแบ่งเหล่านั้นด้วย
เย่อวี๋หรานถึงกับพูดไม่ออกในคราวนี้
วันนี้นางกับลูกชายไม่ได้ซื้ออะไรเลย!
ไม่สิ… นางซื้อ แต่เป็นขนมอบเพียงสามชิ้นเท่านั้น และทั้งหมดนั้นก็อยู่ในกระเพาะแล้ว