ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 758 ขัดหูขัดตานางน่ะสิ
บทที่ 758 ขัดหูขัดตานางน่ะสิ
สะใภ้ใหญ่เฉินกวาดตามองไปทั่ว ลูกตาแทบจะกระดอนไปถึงกล่องตำราเสียให้ได้ สายตาเหมือนมีมืองอกออกมา ยืดยาวสาวเข้าไปในกล่องตำราว่ามีของดีอันใดหรือไม่
สายตาที่โจ่งแจ้งเช่นนั้นทำให้เย่อวี๋หรานรู้สึกอายแทน
ขณะเดียวกัน เย่อวี๋หรานก็ต้องนึกทบทวนการกระทำของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า เมื่อวานนี้นางให้มากเกินไปหรือเปล่า ถึงได้ทำให้อีกฝ่ายติดใจทั้งที่ผ่านไปแค่วันเดียว?
ให้น้อยเป็นบุญ ให้มากเป็นกรรมแท้ ๆ
นางไม่อยากสร้างศัตรูเพราะความลืมตัวไปชั่วขณะหรอกนะ
ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เรื่องทำนองนี้มีน้อยเสียเมื่อไหร่?
“อะแฮ่ม!” เย่อวี๋หรานกระแอมเสียงเบา “เจ้ามาอยู่กับพวกข้านานเพียงนี้ ไม่กลัวแม่สามีจะตามหาหรือไร?”
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าท่านแม่อยากหาข้าก็จะเรียกหาเองนั่นแหละ” สะใภ้ใหญ่เฉินตอบขณะที่สายตายังจ้องมองอยู่เช่นเดิม
เห็นจูชีหยิบสิ่งของชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมาจากในกล่องตำรา แต่หยิบไปหยิบมาก็ไม่มีของที่นางคิดเอาไว้
นางไม่แน่ใจเสียแล้ว นางดูผิดไปงั้นหรือ หรือคนสกุลจูเจ้าเล่ห์เกินไป เห็นว่านางอยู่ด้วยจึงจงใจไม่หยิบออกมา?
เย่อวี๋หรานนับว่ามองออกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่ยอมถอดใจไปเองโดยง่าย
เอาเถอะ นางจะสงเคราะห์อีกฝ่ายก็แล้วกัน หลังจากนี้ตนเองจะได้ไม่ต้องมาคอยแสดงละครอีก
เย่อวี๋หรานยิ้มขณะยืดกายขึ้น “แม่สามีของเจ้าช่างใจดีจริง ๆ ไม่ได้อารมณ์ร้ายเหมือนข้า ถ้าลูกสะใภ้ของข้ากล้าแอบอู้งานในเวลาแบบนี้ ข้าคงดุด่านางไปแล้ว”
นางพูดพลางเดินไปทางจูชี ช่วยเขาหยิบสิ่งของจากในกล่องตำราออกมา
สะใภ้ใหญ่เฉินไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงนึกยินดี รีบเดินตามเข้ามาพลางตอบกลับว่า “จูต้าเหนียงช่างชอบพูดตลกเสียจริง แค่เห็นท่านก็รู้แล้วว่าเป็นแม่สามีที่ดีคนหนึ่ง จะดุขนาดนั้นได้อย่างไร? ถ้าใครได้แต่งให้ลูกชายท่าน เป็นลูกสะใภ้ของท่าน ถือว่ามีบุญยิ่งนัก…”
“มีบุญอะไรกัน เจ้าคงไม่รู้สินะว่าพวกลูกสะใภ้ที่บ้านข้าล้วนเคยถูกข้าใช้ไม้กวาดจัดการมาแล้วทั้งนั้น?” เย่อวี๋หรานหยิบสิ่งของในกล่องตำราออกมาจนหมด ทั้งยังจงใจพลิกกล่องตำราคว่ำลง เคาะอยู่หลายครั้ง ทำเหมือนอยากเคาะสิ่งสกปรกในนั้นออกมาให้หมด
สะใภ้ใหญ่เฉินตะลึงไปเล็กน้อย นางมองสิ่งของเหล่านั้นอย่างประหลาดใจ สลับกับมองกล่องตำราที่เย่อวี๋หรานพลิกคว่ำ สมองกลับครุ่นคิดอีกเรื่อง “หา? ท่านเคยใช้ไม้กวาดตีลูกสะใภ้ด้วยหรือ?”
“ก็ต้องตีน่ะสิ พวกนางแต่ละคนหนังหนาทั้งนั้น พอเห็นว่าข้าไม่อยู่ก็ชอบอู้งาน ถ้าข้าไม่คอยจับตามองเอาไว้ พวกนางจะไม่ขวัญกล้าเทียมฟ้าเลยหรือ? ใช้ไม้กวาดตีกลับเป็นเรื่องเล็ก ใครกล้าไม่เชื่อฟังข้า แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่ต้องกินแล้ว ต้องออกไปยืนข้างนอกให้ข้า ข้าไปนอนตอนไหน นางถึงจะได้กลับเข้ามา” เย่อวี๋หรานเคาะกล่องตำรา ขณะหันหน้ามาจ้องมองสะใภ้ใหญ่เฉิน
ถ้าเป็นคนที่รู้จักระมัดระวังตัวคงมองออกแล้วว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง น่าเสียดายที่สะใภ้ใหญ่เฉินมัวแต่คิดว่า ‘สิ่งของเล่า? ทำไมไม่มีอะไรเลยล่ะ?’
นางตกอยู่ในภวังค์ ยังไม่ได้สติคืนมา
เย่อวี๋หรานเห็นสีหน้าอีกฝ่ายขณะนั้นก็รู้สึกว่าน่าขัน “ตกใจใช่ไหม?”
“หา?” สะใภ้ใหญ่เฉินได้สติคืนมา สีหน้าจืดเจื่อน “ก็…ก็ตกใจนิดหน่อยเจ้าค่ะ”
นางถูกจับได้แล้ว หรือยังจับไม่ได้กันนะ?
คงไม่หรอกกระมัง
จูต้าเหนียงคงถามเรื่องที่นางสั่งสอนลูกสะใภ้มากกว่า
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าพูดแต่ความจริงทั้งนั้น ถ้าเป็นหลายปีก่อนข้ายังอารมณ์ร้ายกว่านี้เสียอีก พวกลูกสะใภ้เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่ทันไร ข้าก็ถือมีดตรงไปเอาเรื่องถึงบ้านเดิมของนาง เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
คุณพระคุณเจ้าช่วย ยังใช้มีดด้วยหรือเนี่ย?!
นั่นเป็นเรื่องที่คนเขาทำกันงั้นเรอะ?
สะใภ้ใหญ่เฉินรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว กลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วถามว่า “เพราะอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ยังจะเป็นเพราะอะไรเสียอีก ก็เพราะขัดหูขัดตาลูกสะใภ้น่ะสิ ต่อให้อารมณ์ร้ายแค่ไหน แค่ด่าบิดามารดานางสักยก สุดท้ายนางก็ย่อมทำตัวสงบเสงี่ยมต่อหน้าข้า ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ข้าใช้งานแต่โดยดี ข้าให้ทำอะไรก็ต้องทำ” เย่อวี๋หรานปรายตามองขณะถามว่า “ปีที่เจ้าเพิ่งแต่งเข้ามา แม่สามีสั่งสอนเจ้าอย่างไรหรือ?”
สายตาจับจ้องมองมาตรง ๆ
สะใภ้ใหญ่เฉินสายตาล่อกแล่กอย่างห้ามไม่ได้ “แฮะแฮะ!”
นางหัวเราะแห้ง ๆ ไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปอย่างไร
“คือว่า…ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่สามีบอกให้ข้าทำข้าวเย็นเร็วหน่อย ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“ว่าง ๆ พวกเราค่อยคุยกันใหม่นะเจ้าคะ”
“ข้าต้องไปแล้ว ไม่อยู่แล้วนะ”
……
พูดจบก็จากไปอย่างว่องไวเหมือนหนีอะไรไปอย่างนั้น
ทั้งยังอ้อมไปอีกทาง จนเกือบชนเข้ากับสะใภ้รองเฉินอยู่รอมร่อ
“เอ๊ะ ท่านทำอะไรของท่าน?” สะใภ้รองเฉินลูบหน้าอกขณะชักสีหน้า “ตกใจหมด กลางวันแสก ๆ ทำไมท่านทำหน้าเหมือนถูกผีไล่ตามมาอย่างนั้นแหละ วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาเชียว?”
“ก็ถูกผีไล่ตามมาน่ะสิ…”
“อะไรนะ?!”
“เพ้ย!” สะใภ้ใหญ่เฉินพ่นน้ำลายทิ้งสามรอบ “ถุย ๆๆ ข้าพูดเหลวไหลน่ะ อย่าสนใจเลย”
สะใภ้รองเฉินมองมาอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรแผลง ๆ มาหรือเปล่า “ท่านคงไม่ได้แอบไปทำเรื่องไม่ดีลับหลังแม่สามีหรอกใช่ไหม?”
“เจ้าน่ะสิที่ไปแอบทำเรื่องไม่ดีลับหลังท่านแม่?” สะใภ้ใหญ่เฉินถลึงตาใส่ นางกล่าวว่า “อย่าพูดเหลวไหล ถ้าข้ารู้ว่าเรื่องนี้ถึงหูท่านแม่ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
สะใภ้รองเฉินกลอกตา “ว่าไปนั่น ใครเขาจะชอบนินทาท่าน? ท่านแม่ให้ข้ามาหาท่านต่างหาก บอกให้ท่านไปทำข้าวเย็นได้แล้ว”
“แล้วทำไมเจ้าไม่ทำ?”
สะใภ้รองเฉินยักไหล่ตอบว่า “วันนี้ข้าไปบ้านน้องเขยกับท่านแม่มาน่ะสิ เหนื่อยแล้ว”
จากนั้นก็เดินหนีไปโดยไม่สนใจนางอีก
สะใภ้ใหญ่เฉินมองตามเงาหลังอีกฝ่ายอย่างกรุ่นโกรธ “นี่! เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ”
สะใภ้รองเฉินชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมา “มีอะไรอีก? ท่านคงไม่ได้จะโทษข้าอีกแล้วกระมัง? เรื่องนี้ท่านแม่เป็นคนพูดเอง ข้าไม่ได้เป็นคนพูดเสียหน่อย แน่จริงก็ไปพูดกับท่านแม่สิ”
สะใภ้ใหญ่เฉินเดินตามมาหยุดตรงหน้านางแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าท่านแม่เป็นคนบอก แต่ท่านแม่พูดอย่างนั้นก็เพราะเจ้าเป็นคนไปยุเองไม่ใช่รึ? เฮอะ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เจ้าก็เอาแต่พูดใส่ร้ายข้าให้ท่านแม่ฟังตอนอยู่ลับหลังข้านั่นแหละ”
“ทำเหมือนกับตัวเองไม่เคยทำอย่างนั้นแหละ” สะใภ้รองเฉินกอดอก ไม่กลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด
หากพูดกันถึงเรื่องเพิ่มพูนทายาทให้ตระกูลเฉิน พี่สะใภ้คลอดลูกชายแค่คนเดียว แต่นางคลอดลูกสองคน แม่สามีจะเอ็นดูนางมากกว่าก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
นอกจากนี้ บ้านเดิมของนางยังมีฐานะค่อนข้างดีกว่าพี่สะใภ้ พี่น้องก็ได้เรื่องได้ราวกว่า ต่อให้พี่สะใภ้ใหญ่ไม่พอใจก็แค่ใช้อุบายเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าทำให้ชัดเจนเกินไป
กระทบกระทั่งกันเล็กน้อย พ่อสามีย่อมไม่เข้ามายุ่ง แต่ถ้าทะเลาะกันจนออกนอกหน้า พ่อสามีก็ต้องออกหน้าไกล่เกลี่ยแล้ว
เมื่อพ่อสามีเข้ามายุ่งก็จะไม่ใช่เรื่องเล็กอีก
พี่สะใภ้ก็ไม่โง่ ตนเองไม่ใช่คนโปรดของแม่สามีอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางไปล่วงเกินพ่อสามีที่สามารถออกหน้าให้ตัวเองอยู่แล้ว
“วันนี้ท่านแม่ไปบ้านน้องเขยทำไม?” สะใภ้ใหญ่เฉินกลอกตาใส่แล้วถามขึ้นมา
“ยังจะไปทำอะไรได้ ก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ”
“ข้าพูดจริงจัง”
“ข้าก็พูดจริง” สะใภ้รองเฉินยักไหล่ “น้องสามีก็กล้าทำเก่งแค่ต่อหน้าพวกเรานั่นแหละ ท่านคิดว่านางมีชีวิตที่ดีอยู่ในตระกูลซ่งอย่างนั้นหรือ? อย่าเพ้อไปหน่อยเลย สามีนางเป็นคนอย่างนั้น ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ แต่งเข้าบ้านนั้นไปหลายปีแล้วแต่กลับไม่มีลูกชายสักคน ในตระกูลซ่งไม่มีใครชอบนางสักคน…”
สะใภ้รองเฉินเล่าเรื่องเดิมซ้ำใหม่อีกรอบ