ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 777 เอาเรื่อง
บทที่ 777 เอาเรื่อง
อาโม่เห็นแล้วก็ไม่ใคร่จะพอใจ “คุณชายจูชี ไม่ใช่อย่างนี้ขอรับ มัดแบบนั้นพวกเขาก็หนีไปได้กันพอดี ต้องมัดแบบนี้…”
จากนั้นก็เริ่มสาธิตให้คุณชายที่ไม่เข้าใจเรื่องราวทางโลกทั้งสองดูว่าต้องมัดอย่างไรจึงจะ ‘ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น’
พ่อลูกตระกูลเฉินนอนบนพื้นนิ่งไม่ขยับ จูชีไม่เห็นภาพจึงให้อาโม่ช่วยมัดแขนเขา เขาจะได้ทดสอบดู
มิคาดว่าพอได้ทดลองแล้วก็พบว่าเป็นจริงดังที่พูด
จูชีมีสีหน้าเลื่อมใส “อาโม่ เจ้าร้ายกาจจริง ๆ!”
สายตาและน้ำเสียงจริงใจนั้นทำให้อาโม่รู้สึกขัดเขินขึ้นมาอีกครา
เยี่ยนเหออันเห็นเช่นนั้นก็ลอบอมยิ้ม “ซุ่นเต๋อ เจ้าหยุดชมอาโม่ได้แล้ว ถ้าชมอีกเดี๋ยวเขาจะหน้าแดงแล้วนะ”
จูชีไม่ค่อยเข้าใจ “หน้าแดงก็หน้าแดงไปสิ เหตุใดจึงชมไม่ได้? การถูกชมเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือ ข้าชอบให้คนอื่นชมเชยข้ามาก ถูกชมแล้วน่าปลื้มใจจะตายไป”
เยี่ยนเหออันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว “ฮ่า ๆๆๆ…ซุ่นเต๋อ เจ้าช่างน่ารักจริง ๆ!”
จูชีงุนงง “ทำไมถึงพูดว่าข้าน่ารัก?”
เขาไม่พูดก็ยังดี พอพูดขึ้นมา เยี่ยนเหออันยิ่งหัวเราะเบิกบานใจกว่าเดิม
อาโม่ที่จัดการมัดคนเสร็จแล้วเห็นท่าทางร่าเริงของนายน้อยของตนก็รู้สึกว่า ที่ตนเองเหนื่อยมาครึ่งค่อนวันนั้นคุ้มค่าแล้ว
คุณชายจูชีผู้นี้สามารถทำให้นายน้อยของตนเบิกบานใจได้เช่นนี้ ต่อไปเขาก็จะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยดีเช่นกัน
ห่างไปไม่ไกล เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว
นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายเยี่ยนจึงชอบเจ้าเจ็ดบ้านตนเองขนาดนี้ ดูสิ เขาเห็นเจ้าเจ็ดเป็น ‘ผลไม้แห่งความสุข’*[1] ชัด ๆ เลยนี่นา
อีกด้านหนึ่ง จูซานไปหาคนที่เรือนหน้าก็ไม่พบร่องรอยของพวกเฉินเสิ่นดังคาด
ภายในเรือนมีร่องรอยการรื้อค้น ทว่าไม่ได้ชัดเจนเท่าที่พักของสกุลจู
“ท่านแม่ ข้าตรวจดูแล้ว พวกนางหนีไปแล้วขอรับ” จูซานพูด “ตอนนี้พวกเราต้องไปแจ้งความกับทางการไหมขอรับ?”
ถึงอย่างไรก็มีสามคนที่ถูกควบคุมตัวไว้ได้ แจ้งความกับไม่แจ้งความ วิธีการจัดการย่อมจะแตกต่างกัน
เย่อวี๋หรานถอนหายใจเบา ๆ “แจ้งเถอะ”
“เช่นนั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วจูซานก็ตั้งท่าจะจากไป
เยี่ยนเหออันรั้งเขาเอาไว้ “คุณชายจูซาน ท่านรอก่อน เมื่อครู่ตอนข้าเจอจูต้าเหนียง ได้บอกให้สารถีรถม้าไปขอความช่วยเหลือที่โจวเสวียแล้ว คิดว่าทางนั้นน่าจะแจ้งความแล้วเช่นกัน ข้าคิดว่าเรื่องสำคัญสำหรับพวกเราในตอนนี้ไม่ใช่ไปแจ้งความ แต่เป็นการไปรับคนมากกว่า ข้าเกรงว่าพวกเขามาถึงปากตรอกแล้วจะมาไม่ถูก”
……
“อะไรนะ?! ลูกศิษย์ของโจวเสวียเมืองผู่โซ่วของพวกเราถูกคนทำร้าย?”
เมื่อสารถีรถม้าของตระกูลเยี่ยนมาถึงโจวเสวีย นำป้ายประจำตัวของเยี่ยนเหออันมาขอเข้าพบอาจารย์กู่ ฝ่ายหลังก็มีสีหน้าท่าทางตกตะลึงพรึงเพริด
อาจารย์กู่ถามกลับมาทันที “เรื่องเป็นมาอย่างไร? ไฉนอยู่ดี ๆ จึงถูกคนทำร้ายได้?”
สารถีก็บอกกล่าวได้ไม่ชัดเจน เขารายงานชื่อคนและสถานที่ บอกว่าคุณชายของตนตรงไปช่วยคนแล้ว
‘จูซุ่นเต๋อ’ นามนี้อาจารย์กู่คุ้นหูยิ่งนัก นั่นคือเด็กที่อาจารย์อาวุโสสวีต้องการจะรับเป็นศิษย์ปิดสำนักไม่ใช่รึ?
พิธีฝากตัวเป็นศิษย์ยังไม่ทันได้จัดก็มาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเนี่ยนะ?!
ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นมาอย่างไร เขาก็นั่งไม่ติดอีกแล้ว รีบร้องเรียกอาจารย์ฝ่ายศิลปะการต่อสู้ นำคนตรงไปยังที่อยู่ที่สารถีบอกไว้ทันที
เดิมทีก็อยากให้สารถีนำทาง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่า “บ่าวไม่เคยไปเหมือนกันขอรับ”
จำต้องไปถามทางเอาข้างหน้าอย่างไร้ทางเลือก
จูซานไม่รู้จักอาจารย์ท่านอื่น แต่เขาเคยเห็นอาจารย์กู่
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจูซานออกจากเรือนตระกูลเฉินมาถึงปากตรอก เห็นคนกลุ่มใหญ่อยู่ตรงนั้น มองปราดเดียวก็จำอาจารย์กู่ได้ทันที
“อาจารย์กู่…” เขาร้องเรียก “ทางนี้ขอรับ”
อาจารย์กู่มองมาก็จำอีกฝ่ายได้เช่นกัน “เจ้าคือ…พี่สามของจูซุ่นเต๋อ?”
“ใช่แล้ว ข้าคือพี่ชายของจูซุ่นเต๋อเองขอรับ” จูซานชี้ไปทิศทางหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เรือนตระกูลเฉินอยู่ทางนี้”
“ซุ่นเต๋อเป็นอย่างไรบ้าง?” อาจารย์กู่เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของเขายุ่งเหยิง ทว่าไม่ได้รับบาดเจ็บก็นึกโล่งใจ
ฉับพลันนั้นก็นึกเป็นห่วงจูซุ่นเต๋อ เจ้าเด็กทึ่มคนนั้น อย่าได้ถูกคนทำร้ายจนบาดเจ็บตั้งแต่ยังไม่เปิดเรียนเชียวนะ
จากนั้นก็ถามความเป็นมาของเรื่องราว
จูซานไม่ได้ปิดบังอำพราง บอกกล่าวไปตามความจริง
เมื่ออาจารย์กู่ได้ยินว่าลูกศิษย์โจวเสวียของพวกเขาถึงกับถูกคนใส่ร้ายว่าลักขโมยเงิน จนลุกลามไปถึงขั้นคิดฆ่าคนปิดปากก็โมโหจนร่างสั่นระริก
“นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว! ข่มเหงกันเกินไป!”
“พรรคเล็ก ๆ อย่างพรรคซานไห่ถึงกับกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้ ล้ำเส้นกันเกินไปแล้ว”
“พวกมันไม่เห็นโจวเสวียของพวกเราอยู่ในสายตาเลยใช่ไหม?”
“นี่แหละวิถีของพวกค่ายพรรค โหดเหี้ยมป่าเถื่อน เลวทรามต่ำช้า…”
……
เดิมทีปัญญาชนทั้งหลายก็ไม่ชมชอบคนที่อยู่ในค่ายพรรคเหล่านั้นอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ ความประทับใจที่อาจารย์กู่มีต่อค่ายพรรคสำนักต่าง ๆ ยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม
จูซานอยากอธิบายว่า คนที่ทำเรื่องเลวร้ายคือคนตระกูลเฉิน ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคซานไห่ แต่ก็ไม่อาจห้ามอีกฝ่ายได้
อาจารย์กู่ให้ลูกศิษย์จากฝ่ายศิลปะการต่อสู้ควบคุมตัวคนไปแจ้งความกับทางการ เขาต้องการให้ทางการมอบคำอธิบายให้แก่ทางโจวเสวีย พรรคเล็ก ๆ อย่างพรรคซานไห่ถึงกับกล้าทำร้ายว่าที่ขุนนางของราชสำนักเซินถูกลางวันแสก ๆ กระทำการเหิมเกริมเช่นนี้ ยังเห็นกฎหมายของราชสำนักเซินถูอยู่ในสายตาหรือไม่?
ถ้าศาลาว่าการไม่อาจจัดการให้เรียบร้อยได้ เขาก็จะรายงานเบื้องบนให้เอง
คนจากศาลาว่าการล้วนตกใจกันถ้วนหน้า อยู่ดีไม่ว่าดี มาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร?
ที่ผ่านมาทุกคนล้วน ‘ท่านดีมาข้าดีตอบทุกคนย่อมอยู่ดี’ ไม่แทรกแซงกัน อยู่ร่วมกันโดยสันติไม่ใช่หรือ ยามนี้โจวเสวียใกล้จะเปิดเรียน ไฉนเจ้ากลับมาทำเรื่องเช่นนี้เสียได้?
ทำแล้วก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ยังไม่เก็บกวาดให้เรียบร้อย ทำให้เรื่องแดงไปถึงคนใหญ่คนโตเสียได้ แบบนี้มันตบหน้ากันชัด ๆ เลยนี่นา?
ไม่แปลกที่คนจากโจวเสวียจะมีท่าทีตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ ตรงมาเอาเรื่องถึงที่
น่าเสียดาย นายอำเภอหลิวคิดได้กระจ่างขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการอันใดก็ถูกใต้เท้าผู้ว่าการเรียกตัวไปพบแล้วสั่งสอนหนัก ๆ มายกหนึ่ง
ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้ที่นี่เป็นเมืองเอกของ ‘มณฑล’ กันเล่า นอกจากจะมีนายอำเภอรับผิดชอบบริหารปกครองเมืองผู่โซ่ว พร้อมกันนั้นก็ยังมีใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลที่ดูแลภาพรวมด้วยอีกท่านหนึ่ง
คนอื่นล้วนอยู่ห่างไกลสายพระเนตรพระกรรณ เขากลับประเสริฐนัก ต้องทำงานท่ามกลางสายตาของท่านข้าหลวง เรื่องขี้ปะติ๋วเพียงใดอีกฝ่ายก็ยังรู้และอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทุกเมื่อ
“ใต้เท้าผู้ว่าการ ท่านฟังข้าน้อยอธิบายก่อน เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ…” นายอำเภอหลิวพยายามนึกทบทวนข้อมูลในมือของตนเอง ขณะเดียวกันก็พูดแก้ต่างให้ตนเองไปด้วย
พูดเป็นเล่น เขาสามารถควบคุมค่ายพรรคต่าง ๆ ได้อย่างนั้นรึ?
แม้แต่ใต้เท้าผู้ว่าการก็ยังอยู่ใต้การควบคุมของพรรคใหญ่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาที่เป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็ก ๆ
หากพรรคเหล่านั้นจับมือกัน ไม่เต็มใจไว้หน้าพวกเขาอีก พวกเขาก็ทำอันใดไม่ได้
เรื่องเหล่านี้ ใต้เท้าผู้ว่าการจะไม่ทราบเลยได้อย่างไร?
รู้ก็ส่วนรู้ แต่เขาไม่อยากได้ยินนี่นา
เป็นผู้ว่าการมณฑลคนหนึ่งแท้ ๆ แต่กลับต้องตกอยู่ใต้การบงการของค่ายพรรค นับเป็นความอัปยศใหญ่หลวง
อารมณ์ไม่ปลอดโปร่ง ยังต้องมาพบเจอความวุ่นวายระหว่างค่ายพรรคกับโจวเสวียอีก พลันรู้สึกว่าสุดจะกลั้น จึงเรียกตัวนายอำเภอหลิวมาสั่งสอนหนัก ๆ
“เจ้าใช้สมองหน่อยไม่ได้เรอะ?”
“โจวเสวียเป็นสถานที่เช่นไร? สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อบรมให้การศึกษาผู้คน เป็นที่ที่ใครก็มาสร้างความวุ่นวายได้อย่างนั้นรึ?”
“เจ้าคิดว่าคนที่ถูกทำร้ายเป็นใคร? ปัญญาชนตาดำ ๆ คนหนึ่ง? เขาเป็นว่าที่ศิษย์ปิดสำนักของอาจารย์อาวุโสสวีของโจวเสวียเชียวนะ ศิษย์ปิดสำนักน่ะเข้าใจไหม? ตระกูลสวีเขียนฎีการ้องเรียนฉบับเดียวก็สามารถทำให้เจ้ากับข้าออกจากราชการ กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้แล้ว”
“ไม่พูดถึงเรื่องนี้ จูซุ่นเต๋อผู้นั้นยังเป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง เป็นคนมีตำแหน่งติดตัว ซิ่วไฉคนหนึ่งเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่วได้แค่ไม่กี่วันก็เกือบถูกคนทำร้ายจนตาย เรื่องพรรค์นี้ถ้าลือกันออกไป คนเขาจะมองเมืองผู่โซ่วของพวกเราอย่างไร? ปัญญาชนบนแผ่นดินนี้จะมองอย่างไร?”
“เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กอย่างนั้นเรอะ?”
[1] ผลไม้แห่งความสุข (开心果) หมายถึง ถั่วพิสตาชีโอ เนื่องจากลักษณะปากอ้าของมันเหมือนคนที่ยิ้มหัวเราะอยู่ตลอดเวลา คนจีนจึงเรียกถั่วชนิดนี้ว่า ผลไม้แห่งความสุข ทั้งนี้ ยังใช้สื่อความหมายแฝงว่าเป็นคนร่าเริงแจ่มใส เป็นแหล่งพลังงานบวกของคนอื่น ๆ ได้อีกด้วย