ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 776 พวกเขาคิดจะฆ่าพวกเจ้า?!
บทที่ 776 พวกเขาคิดจะฆ่าพวกเจ้า?!
เฉินหลิ่งก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางด้านนั้นแล้วเช่นกัน เขาอยากไปช่วย แต่น่าเสียดายที่แข้งขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก กอปรกับระยะห่างค่อนข้างไกล ถึงจะเป็นคนแรกที่พบความผิดปกติ แต่ก็ไม่อาจเร่งรุดไปถึงด้านนั้นเป็นคนแรก
ดาบตกอยู่ในมือของจูซาน
จูซานใช้ดาบใหญ่ไม่เป็น ทั้งยังไม่เคยใช้มาก่อน แต่หาเป็นไรไม่ เขาควงดาบสะเปะสะปะ ขอแค่ทำให้คนตระกูลเฉินถอยห่างออกไปได้ก็พอแล้ว
เขาแกว่งดาบพลางร้องบอกจูชี “เจ้าเจ็ด หนี!”
จูชีตกตะลึง ไม่รู้ว่าพี่สามแย่งดาบมาได้ในพริบตาจนทำให้สถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ได้อย่างไร
“หนี!!!”
แต่เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของพี่สาม ร่างกายเขาก็ตอบสนองว่องไวกว่าสมอง สาวเท้าวิ่งตรงไปทางประตูท้ายเรือนตระกูลเฉิน
จูซานกดดันให้พ่อลูกตระกูลเฉินถอยห่างออกไปแล้วก็วิ่งตามออกไป
เฉินหลิ่งเห็นเช่นนั้นก็ร้อนใจ ร่ำร้องว่า “รีบตามไป อย่าให้พวกมันหนีไปได้! ถ้าพวกมันหนีไปได้ พวกเราก็จบเห่แล้ว!”
เฉินต้าซานกับเฉินเสี่ยวซานก็ร้อนใจเช่นกัน เร่งรุดตามคนออกไป
เวลานั้น เยี่ยนเหออันกับอาโม่ประคองเย่อวี๋หรานมาจนใกล้จะถึงประตูหลังของเรือนตระกูลเฉินแล้ว
เมื่อพวกเขาเห็นจูซานกับจูชีวิ่งหัวซุกหัวซุนออกมาก็ทั้งแปลกใจและยินดี
“ซุ่นเต๋อ?!” เยี่ยนเหออันปล่อยมือจากเย่อวี๋หรานแล้วก้าวเร็ว ๆ ออกมาคว้าตัวจูชีเอาไว้ “เจ้าไม่เป็นไรกระมัง แม่เจ้าบอกว่าเจ้าถูกคนตี…”
“ข้าไม่เป็นไร แค่ถูกตีจนเจ็บนิดหน่อย!” จูชีเห็นเยี่ยนเหออันก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่เขายังคงตอบคำถามของอีกฝ่าย
จูซานที่ถือดาบมาด้วยร้อนใจยิ่งนัก “โธ่เอ๊ย อย่าเพิ่งคุยกัน รีบหนีก่อน พวกตระกูลเฉินตามมาแล้ว!”
ขณะที่พูด เงาร่างของคนตระกูลเฉินก็ปรากฏขึ้นด้านหลังพวกเขา
“จูต้าเหนียงได้รับบาดเจ็บ วิ่งไม่ไหว!” อาโม่ร้องบอก
เพราะเขาสัมผัสได้ว่าหลังจากนายน้อยของตนปล่อยมือไปแล้ว น้ำหนักอีกครึ่งของเย่อวี๋หรานก็ย้ายมาที่เขาทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บของเย่อวี๋หรานไม่เบาเลย
“อะไรนะ?! ท่านแม่ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ!” จูชีได้ยินว่ามารดาได้รับบาดเจ็บก็ผละจากเยี่ยนเหออันตรงมาหาเย่อวี๋หราน
“ท่านประคองท่านแม่ของท่านก่อน” อาโม่ส่งต่อเย่อวี๋หรานถึงมือจูชีแล้วก็พุ่งออกไปข้างหน้า
จูชีตกตะลึง
เย่อวี๋หรานตัวค่อนข้างหนัก เกือบพาเขาล้มไปด้วยกันแล้ว
โชคดีที่เยี่ยนเหออันตอบสนองรวดเร็ว ปราดเข้ามาช่วยประคองได้ทันท่วงที
ขณะที่จูซานตั้งใจว่าจะฝืนออกไปปะทะกับคนตระกูลเฉิน อาโม่ก็วิ่งมาถึงตรงหน้าเขา แย่งดาบแล้วพุ่งออกไปรับหน้าแทน
ต่างจากจูซานที่เป็นมือสมัครเล่น อาโม่เป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนวิทยายุทธมาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
อย่าเห็นว่าเขาอายุแค่สิบกว่าปี อายุน้อยแค่นี้ แต่เขาเรียนศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เล็ก ฝึกมาได้อย่างน้อยก็สิบปีแล้ว
อีกทั้งเขายังไม่ได้เรียนกับครูสอนศิลปะป้องกันตัวของตระกูลเยี่ยน หากเชิญปรมาจารย์สอนวิทยายุทธซึ่งฝึกวิชายุทธ์ขนานแท้มาสอนโดยเฉพาะ ปรมาจารย์สอนวิทยายุทธยังเรียกว่า ‘ยุทธาจารย์’ เชื้อเชิญมาเพื่อสอนเหล่าคุณชายในจวนโดยเฉพาะ เพื่อให้เหล่าคุณชายได้ฝึกฝนร่างกายและได้มีความสามารถติดตัวเอาไว้บ้าง
ทว่าน่าเสียดายที่นายท่านผู้เฒ่าเยี่ยนมีใจปรารถนาดี แต่บรรดาหลานชายกลับไม่ค่อยสนใจร่ำเรียนนัก แต่ละคนเพียงเรียนรู้ได้แค่งู ๆ ปลา ๆ
กลับเป็นอาโม่เสียอีก ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์หรือเป็นเพราะความปรารถนาอยากจะปกป้องเจ้านาย เขาจึงเรียนรู้จนแตกฉานอยู่หลายส่วน
เขาอาจเทียบจอมยุทธ์ที่แท้จริงไม่ได้ แต่แค่รับมือลูกสมุนอย่างพ่อลูกตระกูลเฉินกลับไม่มีปัญหา
เขาร่ายรำเพลงดาบอย่างงดงาม ท่าร่างประดุจเงา แทรกไปอยู่ระหว่างพ่อลูกตระกูลเฉินอย่างรวดเร็ว สกัดแขนจู่โจมขา ทำให้สามคนนั้นล้มไปกองอยู่บนพื้นได้ในไม่กี่กระบวนท่า
จูซานกับจูชีมีสีหน้าเลื่อมใส
สวรรค์ทรงโปรด ผู้ติดตามคนนี้จะร้ายกาจเกินไปแล้วกระมัง?!
“คุณชายเยี่ยน ไม่น่าแปลกเลยที่เขายืนกรานติดตามท่านมาด้วย!” เย่อวี๋หรานนับว่าเข้าใจแล้ว อีกฝ่ายออกตัวขอติดตามนายของตนมาด้วย ที่แท้ก็เป็นผู้มีความสามารถแท้จริงนี่เอง
ถ้านางมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร้ายกาจเช่นนี้บ้างก็คงไม่ถึงกับ…
เย่อวี๋หรานบังเกิดความคิดบางอย่างขณะมองอาโม่
“ยอดเยี่ยมไปเลย! เหออัน คนผู้นี้คืออาโม่สินะ ร้ายกาจจริง ๆ!” จูชีกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เจ้ารู้ไหม เขาเป็นคนที่ต่อสู้ได้เก่งกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักมาเลย จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้โกหก”
เยี่ยนเหออันคลี่ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าบอกเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าได้เจออาโม่จะต้องชอบเขาแน่นอน”
จูชีพยักหน้า “อื้ม ๆ เจ้าพูดไม่ผิดเลย ข้าชอบเขาจริง ๆ ดังนั้นข้าจึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่น้องของเจ้าถึงได้ไม่ชอบเขา?”
เขาตกอยู่ในห้วงกังขา
เยี่ยนเหออันไม่ได้อธิบาย คงไม่อาจบอกไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่น้องย่ำแย่กระมัง?
อาโม่ทราบว่านายน้อยเคยชมเชยตนเองไว้ในจดหมายที่เขียนถึงจูชี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพอได้มาพบหน้ากันเช่นนี้ นายน้อยกับอีกฝ่ายจะชมเชยตนเองอีก จึงรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
เขาจำต้องเอ่ยเตือนเยี่ยนเหออันว่า “คุณชาย ต้องมัดคนพวกนี้เอาไว้ไหมขอรับ?”
ไม่อย่างนั้น เขาคงต้องถือดาบเฝ้าคนอยู่ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ
“มัดสิ ต้องมัดอยู่แล้ว เดี๋ยวค่อยส่งตัวให้ทางการ” เยี่ยนเหออันออกคำสั่งให้คนอื่นช่วยอาโม่มัดคนเอาไว้ด้วยความเคยชิน
แต่พอหันหน้ากลับมาก็พบว่าข้างกายคือคนสกุลจู ไม่มีบ่าวรับใช้คนอื่น ทันใดนั้นก็ออกจะไม่ชินอยู่บ้าง
แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและพูดว่า “ซุ่นเต๋อ มีเชือกหรือไม่ พวกเราไปมัดคนเอาไว้เถอะ”
“มี อยู่ในเรือน” จูชีคิดถึงเชือกที่เคยใช้มัดตนเองกับพี่สามขึ้นมาได้ทันที
จูซานก็คิดออก เขาเอ่ยเตือนว่าในเรือนยังมีคนอื่นอีก
เฉินเสิ่น สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินกำลังจัดการสัมภาระของพวกเขาอยู่ในเรือนหลัง ต้องการให้ร่องรอยของพวกเขาหายไปอย่างหมดจด
เมื่อได้ยินว่าคนตระกูลเฉินกำลังทำอะไร เย่อวี๋หรานก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที “อะไรนะ?! พวกเขาคิดจะ…คิดจะฆ่าพวกเจ้า?!”
นางมองไปทางคนตระกูลเฉินที่ถูกอาโม่จัดการจนสลบเหมือดด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
แค่เพราะเงินร้อยตำลึงนั่น พวกเขาถึงกับคิดจะปลิดชีวิตคนสองคนเลยหรือ?!
สวรรค์ น่ากลัวเกินไปแล้ว!
เยี่ยนเหออันนึกดีใจ โชคดีที่เขามาเจอจูต้าเหนียงเข้าระหว่างทาง ไม่อย่างนั้นสหายของเขาผู้นี้คงโชคร้ายแล้ว
เขากล่าวกับจูชีว่า “ซุ่นเต๋อ ต่อไปอย่าพักอยู่ข้างนอกเลย ไปพักกับข้าดีกว่า เรือนที่ข้าอยู่มีเนื้อที่กว้างขวาง ห้องว่างก็เยอะมาก เจ้าสามารถเข้าพักได้ตลอดเวลา…”
จูชีอยากรับปากมากทีเดียว แต่เพิ่งจะอ้าปากได้ก็ถูกมารดาบีบแขนเบา ๆ “เอ่อ…”
เย่อวี๋หรานยิ้ม “คุณชายเยี่ยน เรื่องนี้ค่อยพูดกันทีหลังดีกว่า พวกเราเข้าไปเอาเชือกในเรือนมามัดคนก่อนเถอะ ยังมีคนตระกูลเฉินในเรือนอีก ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือไม่”
ทุกคนในที่นั้นล้วนไม่มีประสบการณ์ รอจนพวกเขาคิดได้ พวกเฉินเสิ่นก็สังเกตว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง หนีกันไปหมดแล้ว
รอจนพวกเย่อวี๋หรานเข้าไปในเรือนก็พบเพียงสัมภาระกระจัดกระจาย สามารถมองออกว่าตอนนั้นพวกเฉินเสิ่นรีบร้อนหนีไป
“เจ้าเจ็ด เจ้าอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ ข้าจะไปดูเรือนหน้าสักหน่อย”
จูซานไม่วางใจ ขอดาบมาจากอาโม่แล้วตรงไปที่เรือนหน้า
เยี่ยนเหออันทราบว่าอาโม่จะติดตามตนเองเท่านั้นจึงไม่ได้เคลื่อนไหว เพียงช่วยเขามัดพ่อลูกตระกูลเฉินอยู่ตรงนั้น
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่บนเก้าอี้ นางบอกให้จูชีเข้าไปช่วย
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของพวกตน แต่กลับให้คนอื่นทำ ส่วนตนเองนั่งดูอยู่เช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสม
จูชีย่อมทำตามคำสั่ง แต่งานมัดคนเช่นนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ เขากลับทำได้แค่พอไปวัดไปวาได้เท่านั้น