ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 779 ไม่ได้ยากจนเสียจนไม่มีปัญญาหากิน
บทที่ 779 ไม่ได้ยากจนเสียจนไม่มีปัญญาหากิน
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” เฉินเสิ่นถอนหายใจโล่งอกและรีบกล่าวชมอาเฉิน บอกว่าเขาเป็นคนเฉลียวฉลาดถึงได้คิดวิธีการเช่นนี้ได้ ผิดกับสตรีอย่างนางที่ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์จนนึกไม่ถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เฉินเสิ่นพร้อมลูกสะใภ้และหลานชายจึงหนีออกจากเมืองผู่โซ่ว ‘กลางวันแสก ๆ’ ตามคำของอาเฉิน ก่อนจะกลับเข้าเมืองกลางดึกไปซ่อนตัวอยู่ใน ‘ห้องใต้ดิน’ ของบ้านพวกเขา
เป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว
เฉินต้าชวน เฉินเสี่ยวชวน และเฉินเจวียนเอ๋อร์ ทั้งสามยังอายุน้อย พวกเขาเหนื่อยล้ากับอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานแล้วจึงโอดครวญกับมารดา “ท่านแม่ เราต้องอยู่ที่นี่กันอีกนานหรือไม่ ผ่านมาหลายวันแล้วนะ”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ข้าอยากกลับบ้าน”
“ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านพ่อ”
……
คนที่รู้ความยังนึกเป็นห่วงว่าปู่กับพ่อจะเดือดร้อน ขณะคนที่ไม่รู้ความเพียงแค่คิดอยากกลับบ้าน
สะใภ้รองเฉินหัวไว นางพาลูกชายและลูกสาวมาปลอบที่มุมหนึ่ง กระซิบเล่าความจริงให้ฟังและปล่อยให้พวกเขาทำความเข้าใจสถานการณ์
หากท่านปู่กับท่านพ่ออยู่รอดปลอดภัย พวกเขาก็จะรอดไปด้วย ทว่าหากเกิดเรื่องกับพวกเขา ครอบครัวคงตกที่นั่งลำบากตามไปด้วย
ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงต้องว่าง่าย อยู่เงียบ ๆ ในห้องใต้ดิน ไม่เช่นนั้นอาจขาดบิดาไร้มารดาในภายภาคหน้า
สะใภ้ใหญ่เฉินไม่ใช่คนอารมณ์เย็น นางมีนิสัยขี้หงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเฉินต้าชวนงอแงจึงโมโห เงื้อมือตีก้นเขา “งอแงอยู่ได้ นอกจากแหกปากโวยวาย เจ้าทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้เบิกตาดูว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ยังจะส่งเสียงดังหนวกหู เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมถึงยังได้โง่แบบนี้”
เฉินต้าชวนโดนตีจนเจ็บจึงร้องไห้จ้าออกมาสุดเสียง
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านคนอื่น จะทำเสียงดังได้อย่างไร
สะใภ้ใหญ่เฉินตกใจ รีบปิดปากลูกชายไว้แน่น
ฝ่ายลูกชายงับมือนางด้วยความโกรธ
“โอ๊ย…” นางเจ็บจนปล่อยมือและง้างมือตั้งท่าจะตีเขาซ้ำ
เฉินต้าชวนขยับขาวิ่งไปหาเฉินเสิ่นทันที
เฉินเสิ่นถูกสองแม่ลูกรบกวน จากที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งหัวเสียกว่าเดิม “เฉินเยี่ยซื่อ อยากตายหรือ ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เจ้ายังมีแก่ใจมาตีหลานชายข้าอีกหรือ?”
“ท่านแม่ เป็นเขา… ต้าชวนไม่เชื่อฟัง…” สะใภ้ใหญ่เฉินกล่าวแก้ตัว
เคราะห์ร้ายที่อีกฝ่ายไม่ต้องการฟังคำเหลวไหลของนาง
“เขาจะเชื่อฟังหรือไม่ก็เป็นเจ้าที่เลี้ยงดูมาไม่ใช่หรือ เจ้าคงได้เห็นแล้วว่าเจ้าเลี้ยงดูเขามาอย่างไร เสี่ยวชวนอายุน้อยกว่าเขายังรู้จักอยู่เงียบ ๆ ต้าชวนลูกเจ้ากลับยังโวยวายไม่ดูตาม้าตาเรืออีก…”
สะใภ้ใหญ่เฉินที่ล้มเหลวในการ ‘อบรมสั่งสอน’ จึงถูกแม่สามีต่อว่าด้วยประการฉะนี้
นางทั้งโกรธทั้งอับอาย ลูกชายนางเติบโตมาเช่นนี้ไม่ใช่เพราะ ‘การละเลย’ ของแม่สามีหรอกหรือ
หากอีกฝ่ายต้องการดูแล ไม่ว่าใครก็เติบโตมาเป็นคนดีได้ทั้งนั้น
ไม่ใส่ใจเรื่องนี้แล้วยังมาดุด่าว่านางเป็นแม่ที่ไม่เลี้ยงดูลูกอีก
เมื่ออาเฉินมาเห็นเหตุการณ์วุ่นวายก็เดือดดาลราวกับภูเขาไฟที่จวนเจียนจะปะทุ
ผู้ที่จุดประกายไฟนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉินเสิ่น
“เหล่าเฉิน ได้ข่าวบ้างไหม?”
นางรีบเดินไปหาทันทีที่เขา ทว่าเมื่อไปถึงตัวอีกฝ่ายก็ได้กลิ่นตุ ๆ โชยมา
เฉินเสิ่นชะงักฝีเท้าและถามขึ้นด้วยความฉงน “เหล่าเฉิน ทำไมถึงได้มีกลิ่นตัวตุ ๆ แบบนี้?”
“กลิ่นตุ ๆ หรือ? เหอะ! กล้าพูดออกมาได้อย่างไร ข้าเหนื่อยสายตัวแทบขาดออกไปเป็นธุระให้ท่าน ท่านดีแต่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านข้าอย่างสุขสบาย ถึงขั้นมีเวลาว่างมา ‘ทะเลาะ’ กัน…” เขาโมโหจนเดินหนีไป
เฉินเสิ่นเรียกรั้ง “เหล่าเฉิน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เราทะเลาะกันที่ไหน เป็นสะใภ้ของข้าที่ไม่รู้ความและยังไปหาเรื่องทะเลาะกับลูกชาย ข้าเองกลัวว่าเด็กจะร้องไห้ส่งเสียงดังไปถึงด้านนอก จึงเพียงหาทางจัดการเท่านั้น…”
นางรู้สึกว่าเขา ‘พาลโมโห’ กับเรื่องเล็กน้อยนี้
ยิ่งนางพูดก็ยิ่งได้กลิ่นเหม็นมาจากตัวเขา อย่างกับถูกน้ำสกปรกที่หมักหมมมาหลายวันสาดใส่ เรียกได้ว่ากลิ่นย่ำแย่เกินทน
เฉินเสิ่นต้องปิดจมูกและเตือนเขาเรื่องกลิ่นเหม็นอีกครั้ง
อาเฉินโกรธจึงปาดสิ่งปฏิกูลบนตัวป้ายหน้านาง “ท่านมันน่ารังเกียจ รู้ไหมว่าที่ข้ากำลังเดือดร้อนเพราะรับบาปจากใคร พวกท่านไงเล่า! ข้าทำงานให้พรรคซานไห่มาทั้งชีวิต ไม่เคยอับอายเท่าตอนนี้มาก่อน… ไอ้กระจอกพวกนั้นยังกล้ามาเหยียดหยามข้า ฉีกหน้าข้าไม่เหลือชิ้นดี”
เขาระบายความโกรธและไม่สบอารมณ์
เฉินเสิ่นไม่ยอมเช่นกัน แต่นางไม่กล้าพูดเสียงดังจึงได้แต่กระซิบเถียงเสียงแข็ง “เจ้าจะมาโทษเราได้อย่างไร หากเจ้าไม่พาคนพวกนั้นมาที่บ้านเรา จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหรือ?”
อย่างไรเสียก่อนจะปล่อยเช่าบ้าน ครอบครัวก็อยู่อย่างสงบสุขมาโดยตลอด
ทว่าเมื่อมีคนย้ายเข้ามาเพียงไม่นาน พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องใหญ่เพียงนี้
“ท่านจะโทษข้าหรือ” แม้นางจะเอ่ยเสียงเบาแต่เขาไม่ได้หูหนวกและได้ยินชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาเขาเหลือจะเชื่อ “ใครเป็นคนอุตส่าห์ซื้อเหล้าและเชิญข้าไปกินข้าวด้วยกันก่อนเล่า? มาคร่ำครวญกับข้าว่าครอบครัวยากจนแค่ไหน ชีวิตลำเค็ญเพียงไร บอกให้ข้าคิดหาทางช่วยเหลือ เป็นท่านเองที่เอ่ยปากออกมาเองทั้งนั้น…”
“แต่เจ้าเป็นคนต้นคิดเรื่องปล่อยเช่าบ้าน” นางเถียง “ครอบครัวเราขัดสนเงินทองแต่ไม่ได้ยากจนถึงขั้นไม่มีปัญญาหากิน เดิมทีเราอยากให้เจ้าช่วยหางานที่ดีกว่านี้ให้ต้าซานและเสี่ยวซาน พวกเขาจะได้หาเงินได้มากขึ้นอีกหน่อย… ใครจะรู้ว่าอยู่ ๆ เจ้าจะบอกว่าพื้นที่หน้าบ้านเรากว้างขวาง ปล่อยไว้จะเสียเปล่า ไม่สู้ปล่อยห้องว่างให้เช่าจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น”
อาเฉินแน่นอยู่ในอก เขาสูดหายใจลึกก่อนจะพูดว่า “ข้าผิดหรือ? ครอบครัวท่านมีพื้นที่กว้างขวาง ห้องพวกนั้นปล่อยไว้ทำอะไรได้ ให้แมลงซ่องสุมอยู่หรือ? มีครอบครัวไหนบ้างที่มีห้องว่างแล้วไม่ต้องการปล่อยเช่า? หากไม่ใช่เพราะสามีท่านกับข้าเป็นพี่น้องกัน ข้าคงไม่แนะนำให้ท่าน”
“ใช่แล้ว หากไม่ใช่เพราะการแนะนำของเจ้า เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นหรือ?!” เฉินเสิ่นได้ยินเขาพูดแล้วยิ่งรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า
“ตอนที่ข้าแนะนำให้ครอบครัวอื่นไม่เห็นเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เมื่อแนะนำให้ครอบครัวท่านกลับเกิดเรื่องไม่ใช่หรือ?” เขาโกรธเสียจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าเป็นตัวปัญหาหรือพวกท่านกันแน่ที่เป็นตัวปัญหา”
“แน่นอนว่า…” เดิมทีนางอยากจะเอ่ยว่า ‘ตัวปัญหาคือเจ้า’ แต่เมื่อเห็นท่าทีเกรี้ยวโกรธของเขาก็ไม่กล้าเอ่ยต่อ
ถึงอย่างไรยามนี้สามีและลูกชายก็ ‘หายตัว’ ไป นางจึงยังต้องพึ่งพิงให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ ‘เป็นธุระ’ ต่าง ๆ ให้ หากพูดหาเรื่องเขาเช่นนั้นออกไปแล้วต่อไปจะทำอย่างไร
ต่อให้ไม่พอใจ แต่ยังสามารถรอจนกว่าเรื่องราวจะจบสิ้นได้ จากนั้นนางจะให้สามี ‘ตัดขาด’ กับอาเฉิน
“อีกทั้งคนที่โวยวายกับข้าว่าลูกสาวยากลำบากในตระกูลซ่ง และต้องการรู้จักคนที่มีชื่อเสียงและอำนาจเพื่อช่วยรักษาหน้าให้นางคือใครกัน? ข้าแนะนำซิ่วไฉให้ครอบครัวท่านแล้ว ท่านยังจะต้องการสิ่งใดอีก” อาเฉินบอก “ไม่ใช่เพียงซิ่วไฉธรรมดา แต่เขาเป็นถึงคุณชายใหญ่ มีคนในเมืองผู่โซ่วต้องการเข้าหาคุณชายใหญ่ผู้นี้มากเพียงใดกัน…”