ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 780 พื้นเปื้อนเลือด
บทที่ 780 พื้นเปื้อนเลือด
เมื่อเขานึกถึงตอนออกไปตามสืบและพบว่าซิ่วไฉตระกูลจูได้ย้ายเข้าไปอยู่ ‘เรือนหลิ่วหลงจิ่ง’ ที่คุณชายใหญ่เยี่ยนอยู่ในยามนี้ก็เจ็บปวดอยู่ในอก
เขาส่งกระดูกทองคำชิ้นโตเพียงนั้นเข้าบ้านของครอบครัวเฉินหลิ่ง พวกเขายังจะต้องการสิ่งใดจากเขาอีก?
แม้แรกเริ่มตอนส่งสองแม่ลูกไปจะไม่มั่นใจว่า ‘ซิ่วไฉจู’ ผู้นี้คือ ‘ซิ่วไฉจู’ ที่คุณชายใหญ่พูดถึงไม่ขาดปากหรือไม่ ทว่าก็คิดว่าพวกเขาล้วนมาจากตำบลอันจิ่วและสกุลเดียวกัน ต่อให้ไม่ถูกคนก็ยังน่าจะรู้จักกันบ้าง
โชคดีที่พวกเขายังเป็น ‘ครอบครัว’ เดียวกัน
เขาหยิบยกคำว่า ‘ครอบครัว’ มาอ้างเพื่อเข้าหาซิ่วไฉ ‘ครอบครัว’ ของเขาใช้
‘ครอบครัว’ ของซิ่วไฉ่จูเพื่อตีสนิทกับ ‘ซิ่วไฉจู’ พูดอีกอย่างก็คือครอบครัวของเขาจะได้ฉกฉวยผลประโยชน์จากครอบครัวของซิ่วไฉจูเพื่อเข้าถึงซิ่วไฉจู
อีกทั้งยังเป็นการสานสัมพันธ์กับคุณชายใหญ่เยี่ยนในทางอ้อม ขอเพียงสบโอกาสในภายภาคหน้า แค่เพียงเล็กน้อยก็อาจโผล่หน้าไปให้คุณชายใหญ่เยี่ยนเห็นได้
ไม่ต้องหาหนทางแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดในทันที โอกาสเพียงเท่านี้อาจทำให้เขา ‘ก้าวหน้า’ ในพรรคซานไห่ได้
แม้ผลประโยชน์ของ ‘นายหน้า’ จะไม่น้อย แต่จะมีใครต้องการเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิตบ้าง?
หากสามารถ ‘ก้าวหน้า’ ได้ เหตุใดจะไม่ทำ?
ยิ่งเมื่อ ‘การชิงชัยในบรรดาฝักฝ่าย’ ของเมืองผู่โซ่วดุเดือดเช่นนี้ วันหนึ่งพรรคเล็ก ๆ อย่างซานไห่อาจล่มสลาย
หากไม่สู้ก็ต้องถอย
เขาไม่ต้องการลงเอยด้วยความพิกลพิการในยามแก่เฒ่าและต้องวิตกกับช่วงสุดท้ายของชีวิตเฉกเช่นเฉินหลิ่ง
น่าเสียดายที่เขาฝันหวานเกินไป คนผู้นั้นไม่เพียงแต่ ‘ไม่ยอมร่วมมือ’ แต่กลับ ‘รนหาที่’ จนถึงแก่ความตาย แล้วเขาจะทำอย่างไรได้
“บอกข้ามาซิ ข้าทำถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่ถือว่าเมตตาและเที่ยงธรรมอีกหรือ?” เขาตีมือตนเองพลางเอ่ยถาม “ใครจะทำได้เท่าข้าอีก อีกเพียงนิดก็จะป้อนข้าวเข้าปากท่านแล้ว”
ประโยคนี้ทำเอาเฉินเสิ่นเถียงไม่ออก นางขยับปากเอ่ย “เหล่าเฉิน… อย่ามัวยกเรื่องพวกนี้มาพูด เจ้าไม่ได้ออกไปสืบข่าวหรอกหรือ พี่ชายเจ้ากับลูกชายของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เป็นอย่างไรน่ะหรือ ทันทีที่ข้าออกไปก็ถูกเล่นงาน ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” หลังพูดจาอ้อมค้อมมานาน ที่แท้อีกฝ่ายก็เพียงห่วงความเป็นความตายของสามีและลูกชาย ไม่นึกถึงความยากลำบากของเขา อาเฉินได้แต่เดือดดาลในใจจนไม่อาจสงบลงได้
เขายอมลำบากเพื่ออีกฝ่ายมานานหลายปี ทว่าในสายตาอีกฝ่ายกลับเห็นเขาเป็นเพียงเครื่องมืออย่างนั้นหรือ?
“คงไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้ตามสืบใช่ไหม?” นางถามด้วยท่าทีจับผิด
เขาช่วยพวกนางจริง ๆ หรือเพียงทำทีเป็น ‘ร่วมมือ’ เพราะกลัวจะตกที่นั่งลำบาก
หากอาเฉินไม่ยอมช่วยเหลือ สามีกับลูกชายของนางจะไม่เดือดร้อนไปแล้วหรือ…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ความวิตกก็มาเยือน จึงรีบถามอาเฉินว่าวันนี้ไปทำอะไร เหตุใดจึงไม่ได้ข่าวคราวแต่อย่างใด
“เหล่าเฉิน เจ้าไปไหนมากันแน่?”
“หากออกไปครึ่งค่อนวัน เจ้าคงไปพบใครบางคนแน่ พวกเขาไม่ได้บอกอะไรเจ้าเลยหรือ?”
……
นึกไม่ถึงว่า ‘คำถาม’ ของอาเฉินจะไม่เข้าหูนาง กลับถูกไล่ต้อนถามกลับเสียเอง
เขากุมอกด้วยความหัวเสียเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใด
ทว่าเฉินเสิ่นกลับไม่ทันสังเกตท่าทีเหล่านี้ ยิ่งเขาเงียบ นางก็ยิ่งถามรบเร้า “พูดมาสิ อ้ำอึ้งอยู่ได้ เงียบไปนานแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เขาเหนื่อยใจเต็มที โชคดีที่ข้างตัวมีโต๊ะตั้งให้เขาพิงตัวได้
เขารู้สึกไม่สบาย ทว่านางยังพูดพล่ามไม่หยุด ทำเอาเขาอดลั่นตะคอกไม่ได้
“หุบปากซะ!”
เฉินจ้าวซื่อเปิดประตูห้องใต้ดินเข้ามาในจังหวะนั้น
นางตกใจเมื่อได้ยินเสียงของสามีจากข้างใน สมองพลันคิดเลอะเทอะ ‘เกิดอะไรขึ้น? คงไม่ได้มีเรื่องกันหรอกใช่ไหม’
นางเร่งฝีเท้าเดินลงบันไดมุ่งหน้าไปด้านในอย่างไม่กล้าออกปากห้ามปราม
ภายในห้องใต้ดิน เฉินเสิ่นมองหน้าอาเฉินด้วยสีหน้าตกตะลึง “ขึ้นเสียงใส่ข้าหรือ! เจ้ายังไม่ได้ตอบที่ข้าถามว่าสามีกับลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้างเลยนะ เงียบแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่…”
เขาเหลืออดจึงเอื้อมมือผลักนางออก
ทว่าขากลับอ่อนแรงทำให้ล้มไปทางเฉินเสิ่น
ด้านเฉินเสิ่นคิดว่าเขาจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย จึงหวาดกลัวและรีบถอยห่าง แต่ไม่ทันได้วิ่งหนีก็ถูกล้มทับเสียก่อน
เฉินเสิ่นผู้น่าสงสารอายุมากแล้วจะรับน้ำหนักตัวของอาเฉินได้อย่างไร นางจึงถูกดึงให้ล้มตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการล้มหงายหลัง ทำให้ท้ายทอยของนางกระแทกกับพื้น
ตุ้บ!
เสียงล้มกระแทกดังลั่น
แสงในห้องใต้ดินสลัว เมื่อเฉินจ้าวซื่อลงมาจึงเห็นเพียงเงาราง ๆ ว่าคนทั้งคู่ล้มทับกัน
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฟังจากเสียงตะโกนที่ได้ยินตอนเดินลงมา ทำให้คิดได้เพียงว่าสามีตนเองโมโหจนลงไม้ลงมือกับเฉินเสิ่น
“นี่ พวกเจ้ามัวยืนนิ่งอยู่ทำไมกัน ยังไม่รีบมาแยกพวกเขาออกจากกันอีก” นางรีบบอกลูกสะใภ้บ้านพี่สามี
สะใภ้ใหญ่เฉินกับสะใภ้รองเฉินสบตากันแล้วรีบเข้าไปช่วยเงียบ ๆ
ทั้งสองต่างเป็นผู้อาวุโส ระหว่างที่ ‘โต้เถียง’ กันเมื่อครู่ พวกนางไม่กล้าปริปากพูด ด้วยกลัวว่าหากไม่ระวังอาจโดนลูกหลงไปด้วยได้
เมื่อเห็นน้าสะใภ้จึงเบาใจลงเล็กน้อย ‘เยี่ยม ในที่สุดก็มีคนห้ามทัพเสียที!’
หลังแยกให้ผละออกจากกันได้ เฉินจ้าวซื่อเพิ่งรับรู้ถึงอาการผิดปกติของสามี เหตุใดเขาจึงไม่พูดไม่จาสักคำ?
ให้ตายเถิด คงไม่ได้เป็นเพราะเหตุนั้นหรอกใช่ไหม!
นางตื่นตกใจและรีบยกมืออังจมูกของเขา
โชคดีที่ยังหายใจอยู่
นางกลัวแทบตาย!
อาเฉินตัวหนัก โดยเฉพาะในสภาพหมดสติเช่นนี้ทำให้ยากจะประคองตัวเขาได้
นางต้องขอความช่วยเหลือจากสะใภ้ทั้งสองกว่าจะประคองเขานั่งลงข้างตัวจนสำเร็จ
นางบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ระหว่างตรวจดูอาการบาดเจ็บบนตัวเขา “ท่านนี่ก็เหลือเกิน อายุปูนนี้แล้ว ยังจะใจร้อนอยู่อีก ตอนนี้สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม?”
สะใภ้ใหญ่เฉินและสะใภ้รองเฉินเพิ่งมีเวลามาช่วยประคองเฉินเสิ่นนอนลงกับพื้นเช่นกัน
“ท่านแม่ ๆ เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านแม่ ท่านล้มกระแทกตรงไหนหรือไม่?”
……
หลังจากนั้น ทั้งสองจึงเห็นว่าเฉินเสิ่นที่นอนอยู่บนพื้นหมดสติไปแล้ว
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสถึงความเปียก สะใภ้ใหญ่เฉินก็ยิ่งตกใจจนรีบคว้าตะเกียงที่แขวนบนผนัง
นางแทบกลั้นเสียงร้องไม่อยู่เมื่อส่องไฟมอง “เลือด! มีเลือดอยู่บนพื้น!”
“ไหนเลือด?!” เฉินจ้าวซื่อสะดุ้งขณะรีบหันมอง
เมื่อเห็นว่าเป็นเลือดจริง ๆ นางก็ตื่นตกใจ
“มีเลือดอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร!”
ปฏิกิริยาแรกของนางคือการตรวจดูร่างกายของสามี มีเลือดออกแล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่เห็นบาดแผลใด ๆ
ในขณะเดียวกัน สะใภ้รองเฉินก็ตามรอยเลือดไป และเห็นว่ามีต้นทางมาจากใต้ศีรษะของเฉินเสิ่น
นางคาดเดาบางอย่างในใจ ก่อนจะกลั้นใจยกศีรษะของแม่สามีขึ้น…
หนึ่งหยด
สองหยด
สามหยด
……
เลือดแดงฉานเลอะนิ้วของนาง ซึ่งอธิบายได้ถึงที่มาของมัน
คือเลือดจากศีรษะของเฉินเสิ่นนั่นเอง!
เมื่อนางแหวกผมออกเล็กน้อย ก็พบแผลบริเวณท้ายทอยของอีกฝ่ายตามคาด